เหตุผลลึกๆของทรู

ศุภิกา ยิ้มละมัย
          เคลียร์คัต ชัดเจน เมื่อ กิตติณัฐ ทีคะวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัท (ร่วม) บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่อนแถลงการณ์ถึงสื่อมวลชน ระบุทรูจะไม่เข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 4 ส.ค.นี้
          ทรูให้เหตุผล 3 ข้อประกอบด้วย 1.ปริมาณคลื่นความถี่ที่ทรูมูฟ เอช มีอยู่ในปัจจุบันจำนวน 55 เมกะเฮิรตซ์ ยังมากเพียงพอที่จะรองรับลูกค้าและยังได้เปรียบในการแข่งขันในอนาคต 2.จากการพิจารณารายละเอียดกฎเกณฑ์การประมูลตามเอกสาร ทั้งเรื่องราคาและข้อกำหนดต่างๆไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้ผู้ที่ชนะประมูลในครั้งนี้ มีความได้เปรียบอย่างมีนัยสำคัญ 3.กลุ่มทรูเชื่อในการแข่งขันที่เสรีและเป็นธรรมจึงจะไม่เข้าร่วมประมูลเพียงเพื่อจะทำให้ราคาสูงผิดปกติเกินกว่าความเป็นจริง หรือสร้างภาระทางการเงินให้แก่ผู้ชนะประมูล
          หลังแถลงการณ์ของทรูถูกเปิดเผย ผู้สื่อข่าวไทยรัฐโทร.ทางไกลถึงฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ซึ่งอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจ ณ ประเทศฝรั่งเศส เขาบอกว่า การประมูลจะเดินหน้าต่อไป และมั่นใจว่าผู้ประกอบการอีก 2 ราย อันได้แก่ บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส และบริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค จะเข้าร่วมประมูลแน่ เพราะคลื่นความถี่มีความสำคัญต่อคุณภาพของการให้บริการในยุคดิจิทัล ส่วนราคาเริ่มต้นการประมูล 37,457 ล้านบาท จะไม่มีการปรับลดลงอย่างแน่นอน
          "เหตุผลที่ทรูไม่เข้าประมูลได้รับแจ้งว่ามีปัจจัยจากเรื่องเงินเป็นหลัก ทรูต้องเตรียมเงินเพื่อนำไปชำระค่าประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ในจำนวนที่สูงอีก 2 ปีข้างหน้าเนื่องจากยังไม่ได้รับการผ่อนชำระค่างวดตามที่ได้ขอไป การเตรียมเงินประมูล เงินลงทุนขยายโครงข่ายต้องใช้เวลามากกว่า 1-2 เดือน"
          ก่อนหน้านี้ 2 ค่ายมือถือ คือเอไอเอสและทรู ผู้ชนะการประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ได้ทำหนังสือถึงรัฐบาลขอให้ช่วยผ่อนผันการชำระค่างวดประมูลคลื่น 900  งวดสุดท้าย ซึ่งต้องจ่ายในปี 2563 มูลค่า 59,574 ล้านบาท (มูลหนี้ของเอไอเอส) และ 60,218 ล้านบาท (มูลหนี้ของทรู) ตามลำดับ โดยราคาดังกล่าวไม่ใช่ราคาที่สะท้อนความเป็นจริงเนื่องจากแจสโมบาย ผู้เข้าประมูลอีกราย ดันราคาขึ้นไปสูงจนชนะ แต่ไม่สามารถชำระค่าประมูลได้ ทำให้ในที่สุดเอไอเอสซึ่งประมูลได้เป็นอันดับ 3 ต้องรับช่วงแทน
          การออกมาตรา 44 ในครั้งนี้ยังอยู่ภายใต้ข้อต่อรองที่ว่าหาก 2 ค่ายมือถือได้รับความช่วยเหลือ ก็อาจจะสามารถเข้าร่วม ประมูลคลื่น 1800 ที่จะมีขึ้นได้ เพราะเป็นการผ่อนภาระทางการเงินให้หายใจหายคอคล่องขึ้นรัฐบาลได้ส่งเรื่องให้ กสทช.ศึกษาหาความช่วยเหลือที่เหมาะสม โดย กสทช.เสนอให้ยืดการผ่อนชำระค่างวดสุดท้ายออกเป็น 5 งวดรวมภาระดอกเบี้ย ความช่วยเหลือดังกล่าว ถูกส่งกลับไปให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณา เพราะจำเป็นต้องใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 ภายใต้ คสช. โดยถูกเสนอพ่วงไปกับมาตรการช่วยเหลือทีวีดิจิทัลเมื่อหลายเดือนก่อน
          แต่จนแล้วจนรอด ความช่วยเหลือก็ยังไม่สามารถคลอดออกมาได้แถมถูกโจมตีเป็นระยะๆทั้งจากนักวิชาการและสื่อมวลชนบางกลุ่มตั้งคำถามว่า ทำไมต้องช่วยค่ายมือถือที่มีกำไรและร่ำรวย
          ที่สุดทรูรอไม่ไหวประกาศไม่เข้าร่วมประมูลซึ่งที่ต้องรีบประกาศเป็นเพราะหากไม่เปิดเผยให้รับทราบโดยทั่วกัน อาจมีคนที่รู้ก่อนได้ประโยชน์จากการกะเก็งราคาหุ้น
          ทรู ซึ่งเพิ่งได้รับเงินจากการขายโครงข่ายไฟเบอร์ออปติกเข้ากองทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล (DIF) เพิ่มอีก 54,000 ล้านบาท แม้จะมีสภาพคล่องลื่นขึ้นแต่ภาระในการจ่ายค่าประมูลคลื่น 900 งวด สุดท้ายในปี 2563 จำนวน 60,218 ล้านบาท นับว่าฉกาจฉกรรจ์นัก
          เมื่อในปีเดียวกัน (2563) กสทช. มีแผนจะนำคลื่น 700 เมกะเฮิรตซ์ ออกมาประมูล โดยปัจจุบันคลื่น 700 มีราคาสูงที่สุดในโลกเหมาะกับการให้บริการ 5 จี ส่งสัญญาณได้ครอบคลุมโดยไม่ต้องลงทุนปักเสาเยอะ ทรูจึงน่าจะอยากเก็บกระสุนไว้รอช่วงชิงคลื่น 700 มากกว่า
          ส่วนเอไอเอสและดีแทค ก็ใช่ว่าจะการันตีการเข้าร่วมประมูลเพราะแม้เอไอเอสจะมีฐานะทางการเงินที่ดีกว่า แต่ก็มีภาระชำระค่าประมูลคลื่น 900 ในมูลค่ามหาศาลรออยู่ข้างหน้าเช่นกัน
          ขณะที่ดีแทค ซึ่งน่าจะต้องการคลื่น 1800 มากที่สุด เพราะเป็นเจ้าของคลื่นเดิมแต่หลังจากบรรลุข้อตกลงในการเช่าใช้คลื่น 2300 เมกะเฮิรตซ์ กับทีโอที จำนวนตั้ง 60 เมกะเฮิรตซ์ ความกระหายในการครอบครองคลื่นใหม่ดูจะลดน้อยลงไปครึ่งค่อน
          การเปิดประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ จึงเป็นวาระที่น่าลุ้นยิ่ง ว่าสุดท้ายจะเหลือผู้เข้าประมูลหรือไม่.