สัมภาษณ์พิเศษ: ไขรหัสลงทุน"บิทคอยน์"

โดย : ศสนันท์ ทองมั่ง

          ปัจจุบันกระบวนการลงทุนได้ถูกยกระดับ ทำให้ "บล็อกเชน" และ "บิทคอยน์"  เป็นที่กล่าวขานและพูดถึงมากที่สุดในหมู่นักลงทุน หมายรวมถึง "เงินสกุลดิจิทัล" ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีบล็อกเชนส่วนใหญ่แล้วมักมีความเกี่ยวข้องกับบิทคอยน์และเงินดิจิทัลสกุล อื่นๆ แต่นั่นเป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น โดยบางคนมองว่า เทคโนโลยีบล็อกเชนอาจจะเข้ามาปฏิวัติอุตสาหกรรมสำคัญในภาคส่วนต่างๆ ตั้งแต่บริการดูแลสุขภาพไปจนถึงแวดวงการเมือง
          หากกำลังศึกษาวิธีการลงทุนในบิทคอยน์ หรือแม้แต่คริปโตเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) หนึ่งในผู้ที่จะมาไขความกระจ่างและข้อสงสัย ทั้งปวงจาก นพ.พุฒิพงศ์ ภูมิสุวรรณ ผู้อำนวยการ ศูนย์นวัตกรรม ความงามกรุงเทพ AIC หรือ AIC Clinic  และ นักลงทุน Cryptocurrency  เปิดมุมมองการลงทุน โดยเล่าย้อนให้ฟังว่า
          ผ่าพอร์ตลงทุน
          "ผมเริ่มลงทุนทางด้าน "บิทคอยน์"  และ "บล็อกเชน" เมื่อกลางปี 2560 เป็นการลงทุนในรูปแบบใหม่ที่ท้าทาย รวมถึงเป็นทางเลือกใหม่ ทั้งนี้มองว่าการลงทุนแบบเดิมๆ เริ่มตัน โดยผลตอบแทนเริ่มไม่ค่อยดี จึงพยายามที่จะหาช่องทางการลงทุนใหม่ๆ และบิทคอยน์ เป็นเรื่องของเทคโนโลยีด้านบล็อกเชน ซึ่งปกติการลงทุนในธุรกิจที่มีความเสี่ยงแบบนี้ ควรทยอยลงทุน เริ่มต้นอย่าลงมากให้ทยอยลงทุน 3-5% ของพอร์ต โดยเรียนรู้ไปก่อนต่อเมื่อมีความรู้ และมีความชำนาญมากขึ้นจึงค่อยลงทุนเพิ่ม"
          นพ.พุฒิพงศ์ เล่าอีกว่า มีเพื่อนที่ทำงานด้านนี้  ทำให้อยากรู้กลไกของระบบ โดยเข้ามาศึกษา ปรากฏว่าช่วงกลางปี 2560 ราคาเงินดิจิทัลเหวี่ยงขึ้นค่อนข้างเร็ว ทำให้ทุกคนสนใจเข้าลงทุน ดังนั้นในปีนี้จะเพิ่มพอร์ตการลงทุนขึ้นจาก 3% เป็น 30% เป็นการลงทุนในธุรกิจคริปโตเคอร์เรนซี  หรือเงินดิจิทัล โดยแบ่งการลงทุนได้เป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1. เทรดดิ้ง 2. เหมืองขุดไมนิ่ง (Mining)  และ 3. ไอซีโอ หรือ ICO ดังนั้นผู้ที่จะเริ่มเข้ามาลงทุนเงินดิจิทัล ควรเริ่มต้นจากการเทรดก่อน แต่กระนั้นอาจมีความเสี่ยงโดยขึ้นลงวันละ 5-10% แต่เหตุผลที่ให้เล่น คือ จะได้รู้ว่าเงินดิจิทัลคืออะไร  กระเป๋าเงินดิจิทัลเป็นอย่างไร การโอนเงินทำอย่างไร ต่อเมื่อเรียนรู้จนเข้าใจจึงค่อยขยับไปลงทุนใหม่ๆ ต่อไป
          เปิดพอร์ตลงทุน
          "ปัจจุบันผมลงทุนในทุกรูปแบบ แต่จะเน้นหนักในส่วนไมนิ่งฟาร์ม หรือ "เหมืองขุด" ส่วนการซื้อขายเงินดิจิทัลจะซื้อขายในกระดานคล้ายๆ โบรกเกอร์ แต่เรียกว่า "เอ็กซเชนจ์" โดยมีค่าธรรมเนียมการซื้อขายเหมือนหุ้น เป็นการเล่นเก็งกำไรส่วนนี้เป็นรอบๆ ตามจังหวะการขึ้นลงของตลาด"
          ผลลัพธ์จากการลงทุนทำให้ปีนี้ยังเน้นลงทุนในส่วนไมนิ่งฟาร์ม เนื่องจากมองว่าเป็นพื้นฐานธุรกิจที่จะต่อยอดไปยังส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Cloud Mining, Exchange และ ICO ปัจจุบันกำลังเจรจาต่อจิ๊กซอว์ เนื่องจากต้องมีพันธมิตร ขณะเดียวกันต้องใช้ความสามารถคนละด้าน จะว่าไปแล้วนับเป็นการรวมคนเก่งเข้าด้วยกัน โดยมูลค่าการลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท ทั้งนี้สัดส่วนการถือหุ้นพยายามถือหุ้นส่วนใหญ่ เนื่องจากเป็นคนริเริ่มโปรเจ็กต์ ส่วนเหตุผลที่จับหลายคนมาร่วมทุน กัน เพราะต้องการพาร์ตเนอร์มาช่วยเสริม แต่หลังจากมีการประกาศบังคับใช้ พ.ร.ก. เงินดิจิทัลในวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ทำให้โครงการ ทั้งหมดต้องชะลอออกไป เพื่อประเมินผลกระทบ รวมถึงการวางแนวทางปฏิบัติเพื่อให้ถูกต้องตาม พ.ร.ก. นี้ด้วย
          การทำธุรกิจไมนิ่งฟาร์มมีองค์ประกอบสำคัญๆ  ได้แก่  1. การ์ดจอ หรือ GPU  ทั้งนี้ต้องหาพันธมิตรที่หาการ์ดจอให้เราได้  2. โรงไฟฟ้า การทำพวกนี้ต้องมีโรงไฟฟ้าของตัวเองจะดีมาก โดยเฉพาะพลังงานทางเลือก เพราะการทำฟาร์มบิทคอยน์ใช้พลังงานไฟมาก  เหมืองบิทคอยน์ ถือเป็นธุรกิจต้นน้ำที่ให้ผลตอบแทนเป็นเงินดิจิทัล
          โอกาสการลงทุน
          "จะเห็นได้ว่าจุดคุ้มทุน ปกติเหมืองขุดปีเดียวจะคุ้มทุนแล้ว โดยช่วงราคาดีๆ เช่นเดือน ต.ค.-ม.ค.ที่ผ่านมา 4 เดือนคืนทุน ส่วนการลงทุน ในเงินดิจิทัลแบบซื้อๆ ขายๆ มีความผันผวน เหมือนซื้อหุ้น ดังนั้นหากเล่นไม่เป็นมีโอกาสขาดทุนสูง ส่วน ICO มีการหลอกลวงมาก แม้จะมีโอกาสได้กำไรเป็น 10 เท่า หรือ 10 เด้ง  แต่หากเสียจะเสียหมด ดังนั้น มีความเสี่ยงมาก มองว่า การทำเหมืองปลอดภัยที่สุดแล้ว โดยได้ผลตอบแทน ที่ดีมาก แต่เนื่องจากผลตอบแทนสูงคนเข้ามาเล่นกันมากขึ้น ทำให้ความต้องการในการใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือการ์ดจอมีมากจนหาซื้อไม่ได้"
          นพ.พุฒิพงศ์ ขยายความอีกว่า ปีนี้จะลดสัดส่วนการลงทุนในตลาดทุนลง โดยจะทุ่มการลงทุนในธุรกิจเงินดิจิตอลหรือบล็อกเชนมากขึ้น ทั้งนี้จะ เพิ่มการลงทุนเป็น 25-30% และอีกส่วนจะเข้าลงทุนในธุรกิจบลูโอเชี่ยน รวมถึงคลินิกผู้มีบุตรยาก ทั้งนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างตกแต่ง โดยตั้งอยู่ที่เพลินจิต เซ็นเตอร์ ชั้น 5 ทั้งนี้จะเปิดดำเนินการได้ภายในเดือนกรกฎาคมปีนี้
          "เราเป็นนักลงทุน ทำให้มองหาโอกาสและทางเลือกใหม่ที่คุ้มทุนที่สุด ยกตัวอย่าง ธุรกิจความงามคือ แข่งขันสูง เหมือนทะเลแดงเดือด แต่ก็ยังพอ ไปได้ แต่ด้วยความคิดที่อยากสร้างผลตอบแทนที่สูงสุด ทำให้หาธุรกิจใหม่ เพื่อลดความเสี่ยงธุรกิจเดิม จึงมองหาธุรกิจอะไรก็ได้ที่ให้ผลตอบแทนสูง"
          แผนอนาคต
          ส่วนแผนธุรกิจในอนาคตจะเปิด "คลินิกผู้มีบุตรยาก" หรือ IVF โดยมีทีมงานที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เป็นการตั้งเป้านำธุรกิจ IVF เข้าตลาดหลักทรัพย์ภายในปี 2563 โดยมีทุนจดทะเบียนชำระเต็ม 80 ล้านบาท และมีพื้นที่ทั้งหมด 1,000 ตารางเมตร โดยรองรับลูกค้าได้สูงสุดเดือนละ 150 คน ค่าใช้จ่ายคนละ 4-5 แสนบาท
          ทั้งนี้มองว่าภายใน 1 ปี จะรีเทิร์น 100% ส่วนกลุ่มเป้าหมายจะเป็น ลูกค้าจากจีนเป็นหลักคิดเป็น 70-80% ส่วนที่เหลือเป็นลูกค้าในประเทศไทย แน่นอนว่าปีนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนของการลงทุน โดยเปลี่ยนรายได้หลักจากธุรกิจเดิม มาเป็นธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะการทำเหมืองที่มีผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นเงินบาท 5-9% ต่อเดือน
          "ผมศึกษา และคลุกคลีโดยกระโดดลงมาเล่นเอง ที่สำคัญหลักการต่อยอดธุรกิจ หรือหลักการลงทุน ประกอบไปด้วย  1. ลงทุนที่มีความเสี่ยงบ้าง เพื่อให้ได้ผลตอบแทนดีขึ้น แต่เน้นว่าถ้าเสี่ยงต้องจำกัดความเสี่ยงได้ สุดท้ายแล้วต้องมีผลตอบแทนที่ดี 2. เริ่มต้นก่อนใคร  หรือ ทำอะไรในสิ่งที่คนอื่นยังไม่ทำ ในเรื่องของความงามเช่นกัน ผมก็ริเริ่ม นวัตกรรมใหม่ๆ หลายอย่าง เช่น การฉีดฟิลเลอร์ด้วยเข็มปลายทู่ไปที่กระดูกใบหน้า และนี่คือสิ่งที่เราก้าวนำคนอื่น 1-2 ก้าวตลอดมา   การเป็น ผู้นำผู้ริเริ่ม อะไรที่เป็นเรื่องของอินโนเวชั่น จะทำให้เราประสบความสำเร็จ"
          สำหรับกระบวนการรักษาผู้มีบุตรยาก เริ่มจากการกระตุ้นการตกไข่ และเก็บไข่ ใช้เวลาไม่เกิน 15 วัน จากนั้นทำผสมเทียม แล้วเลี้ยงตัวอ่อนอีก 3-5 วัน จึงตรวจสกรีนพันธุกรรม จากนั้นเตรียมตัวอีก 1-2 เดือนเพื่อย้ายตัวอ่อน (Embryo Transfer) โดยปกติคนที่จะสำเร็จหรือไม่ส่วนใหญ่อยู่ในมือของนักวิทยาศาสตร์ คือขึ้นอยู่กับห้องแล็บเก่งหรือไม่ ผมได้ทีมงานแล็บจากออสเตรเลีย ซึ่งทีมงานนี้มีประวัติ Success Rate สูงถึง 70% เมื่อดูจากสถิติย้อนหลัง แต่มันเหมือนกองทุนซึ่งเป็นข้อมูลอดีต แต่อนาคตไม่มีใครรู้ ไม่มีอะไร 100% ทางการแพทย์
          จิ๊กซอว์ธุรกิจ
          นพ.พุฒิพงศ์ อธิบาย จุดแตกต่างหรือจุดเด่น ของคลินิกผู้มีบุตรยาก การมีเทคโนโลยีที่ดี ผนวกกับมีผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ ถือเป็นไฮไลต์สำคัญ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพของผู้หญิง ที่คลินิกมีหมอ 2 คน  ส่วนห้องแล็บใช้ผู้ชำนาญการประมาณ 10 คน เป็นต่างชาติ และไทย โดยงบลงทุนห้องแล็บประมาณ 40 ล้านบาท คาดว่าปีแรกน่าจะสร้างฐานและวางระบบได้อย่างครบถ้วน ทั้งนี้เพื่อรองรับการนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต
          นักลงทุนส่วนใหญ่ยังคงเทใจให้กับ "ตลาดหุ้น" ทั้งนี้แม้ผมจะไม่ใช่ นักลงทุน VI และไม่ใช่นักลงทุน Day Trade หากมองภาพคนเล่นหุ้น ผมเป็นนักลงทุนผสมนักธุรกิจที่สร้างด้วยมือตัวเอง เป็นคนต่อยอดตลอด หากเห็นโอกาส จังหวะ เพราะที่ผ่านมาเห็นแล้วว่ายังไม่มีจังหวะที่ดี  ต้อง ยอมรับว่าเราไม่ได้เก่งทุกอย่าง และไม่รู้ทุกเรื่อง  ดังนั้นงานบางอย่างต้องอาศัยคนอื่นมาช่วย ทำให้เรามีความคิดที่ก้าวไกล เพราะส่วนใหญ่เป็น หมออย่างเดียวจะแคบ โดยเราต้องกว้าง ต้องเปิดโอกาสโดยเป็นผู้รับฟังสิ่งใหม่ๆ ที่ดี "อย่าเป็นน้ำที่เต็มแก้ว" และ "อย่ารู้แต่เรื่องของตัวเอง" "ผมชอบรับฟังแนวคิดคนอื่น ว่าคนเหล่านั้นกำลังทำอะไร และคิดอะไร ทั้งนี้จะได้รู้ว่าโลกใบนี้มีอะไรมากมายที่เราอาจไม่รู้ ดังนั้นการเป็นนักลงทุน ต้องตื่นรู้ตลอดเวลา และเมื่อรู้และเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ควรเข้าไปศึกษาเรียนรู้ ด้วยตัวเอง ซึ่งจะทำอะไรต้องรู้ลึก รู้จริง ต้องต่อจิ๊กซอว์และตอบโจทย์ ให้กับตนเองได้ เหนือสิ่งอื่นใดการได้เรียนรู้เหมือนเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ ตนเองให้สูงขึ้น สุดท้ายผลตอบแทนจะคืนกลับมาสูงเช่นกันและทั้งหลาย เหล่านี้ล้วนเป็นการถอดสมการของนักลงทุนที่ไม่ควรมองข้าม"
          "การเป็นนักลงทุนต้องตื่นรู้ตลอดเวลา และเมื่อรู้และเป็นเรื่องที่น่าสนใจ ควรเข้าไปศึกษาเรียนรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะทาอะไรต้องรู้ลึก รู้จริง ทั้งนี้ต้องต่อจิ๊กซอว์และตอบโจทย์ให้กับตนเองได้"