ไอซีโออ่วมภาษี2เด้ง ก.ล.ต.เบรกขายเงินดิจิตอลจนกว่าเกณฑ์คลอดมิ.ย.

กรมสรรพากร จ่อเก็บภาษีผู้ออก ICO 2 เด้งภาษีนิติบุคคล-แวต ด้านผู้ลงทุนเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% "ปริญญ์" ห่วงกลุ่มสตาร์ตอัพหนีออกโทเคนตปท. แนะจัดเก็บเป็นขั้นบันได ด้านก.ล.ต.สั่งเบรกผู้ออก จนกว่าเกณฑ์กำกับคลอด ภายในสิ้นมิ.ย.
          นายระพี สุจริตกุล เลขา ธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลัก ทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ภายใต้ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลพ.ศ. 2561 ที่มีผลบังคับใช้เมื่อ 14 พฤษภาคม 2561 โดยภายในสัปดาห์นี้จะเริ่มเปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ของก.ล.ต. ใช้เวลา 2-3 สัปดาห์ และคาดจะสรุปออกหลักเกณฑ์ รายละเอียดการระดมทุนและจำกัดประเภทผู้ลงทุนภายในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งในระหว่างการรับความเห็น บริษัทหรือนิติ บุคคลที่ต้องการจะระดมทุนด้วยการเสนอขายโทเคนดิจิตอลสามารถหารือกับก.ล.ต. จากนั้นในเดือนกรกฎาคม 2561 จึงเปิดให้ผู้ที่ประสงค์ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายโทเคนดิจิตอลได้ ส่วนผู้ที่ระดมทุนหรือออกโทเคนดิจิตอลไปก่อนหน้าแล้ว หลังพ้น 90 วันพ.ร.ก.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ (ภายในวันที่ 14 สิงหาคม 2561) ให้ยื่นขออนุญาตกับก.ล.ต. โดยผลของ พ.ร.ก.ฉบับนี้จะไม่มีผลย้อนหลังผู้ที่ระดมทุนไปแล้ว
          "ระหว่างนี้การจะออก ICO เสนอขายประชาชน ไม่สามารถทำได้ถือว่าผิดกฎหมาย จนกว่าเกณฑ์ของก.ล.ต.จะออกมาในภายสิ้นเดือนมิถุนายนนี้"
          ด้านนายสาโรช ทองประคำ ผู้อำนวยการ กองกฎหมาย กรมสรรพากรกล่าวว่า  การระดมทุนผ่านการเสนอขายสินทรัพย์ดิจิตอลหรือโทเคนดิจิตอลนั้น ถือเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีรูปร่าง  ผู้ออกจึงมีภาระภาษีเงินได้  20% และภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% เช่นเดียวกับสินทรัพย์ที่ไม่มีรูปร่างอื่นๆ ส่วนการกำหนดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น กรมสรรพากรอยู่ระหว่างหารือ คาดว่าจะออกเป็นกฎกระทรวงเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขณะที่ภาษีในส่วนของบุคคลธรรมดา กรมสรรพากรจะเสนอยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม  (แวต) ทั้งจำนวนที่ขาย อย่างไรก็ดีในส่วนของการซื้อขายคริปโตเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิตอลผ่านนายหน้าหรือศูนย์ซื้อขายที่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีคลัง ยังอยู่ระหว่างศึกษาร่วมกันกับก.ล.ต.
          ทั้งนี้สาระสำคัญพ.ร.ก.ฉบับนี้ กำหนดให้สินทรัพย์ดิจิตอลหมายความว่าคริปโตเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิตอล ต้องอยู่ภายใต้การควบคุมโดยมีคณะกรรมการ ก.ล.ต. เป็นผู้วางแนวทางและกำหนดหลักเกณฑ์ในการกำกับ โดยได้กำหนดให้ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิตอล 3 ประเภท ได้แก่ 1. การเป็นศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิตอล2. การเป็นนายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิตอลและ 3. การเป็นผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิตอลจะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
          การเสนอขายโทเคนดิจิตอลต่อประชาชน หรือ ICO : Initial Coin Offering ต้องได้รับอนุญาตจากก.ล.ต.และการเสนอขาย ICO ต้องเสนอผ่านผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิตอล (ICO Portal) ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ ก.ล.ต. เท่านั้น กฎหมายยังกำหนดให้ผู้เสนอขายโทเคนดิจิตอลหรือผู้ประกอบการธุรกิจสินทรัพย์ดิจิตอลที่ประสงค์จะรับคริปโตเคอร์เรนซีเป็นการตอบแทน จะต้องรับคริปโตเคอร์เรนซีที่ผ่านการซื้อขาย แลกเปลี่ยนหรือฝากไว้กับผู้ประกอบการธุรกิจสินทรัพย์ดิจิตอลที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
          นอกจากนี้การลงทุนโทเคนดิจิตอลหรือคริปโตเคอร์เรนซีในต่างประเทศจะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายนี้
          นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด และที่ปรึกษาในการออก"เจฟิน โทเคน" กล่าวกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่าตนเห็นด้วยกับการที่ภาครัฐผลักดันพ.ร.ก.ฉบับนี้ ถือเป็นหลักประกันคุ้มครองให้กับผู้ลงทุน แต่ที่กังวลคือ การเรียกเก็บ ภาษีกำไรจากการลงทุน สูงถึง 15% ไม่ต่างกับการผลักดันกลุ่มสตาร์ตอัพ /ฟินเทค ให้หันไปออกโทเคนดิจิตอลต่างประเทศแทน
          "รัฐควรจัดเก็บภาษีเป็นขั้นบันได ผมอยากให้ไปดูตัวอย่างของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่เป็นผู้นำในการระดมทุน ICO ว่าเขาเก็บกันอย่างไรก่อนที่กลต.จะบังคับใช้กฏหมาย"
          ทั้งนี้เปรียบเทียบการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินดิจิตอลจากนักลงทุนประเภทบุคคล พบว่าสวิตเซอร์แลนด์จัดเก็บอยู่ที่ 0%, ประเทศไทยเก็บอัตรา 15%, สหรัฐ อเมริกา 37% และอังกฤษ20%