ปั้น "สมาร์ทซิตี้" ยกระดับประเทศสู่ยุค 4.0

 ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
          ปัจจุบันประเทศต่างๆ ในอาเซียนต่างมุ่งไปที่เป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ หรือสมาร์ทซิตี้ เพื่อใช้เป็นแรงขับเคลื่อนประเทศไปสู่ยุค 4.0 อย่างเต็มรูปแบบ แต่การแจ้งเกิดของสมาร์ทซิตี้ในอาเซียนนั้น ยังคงเป็นความท้าทายอยู่
          อัทธ์ พิศาลวาณิช ผู้อำนวยการศูนย์การค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย บอกว่า ตอนนี้ทุกชาติในอาเซียนต่างเดินหน้าพัฒนาสมาร์ทซิตี้กันหมด ซึ่งก็ถือว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่หากเทียบกันแล้ว ต้องยอมรับว่าสิงคโปร์และมาเลเซียมีความก้าวหน้ามากที่สุด
          "สิงคโปร์" ซึ่งมีแผนยุทธศาสตร์ชื่อ "สมาร์ท เนชั่น" มุ่งนำเทคโนโลยีหลายด้านมายกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ด้วยการสร้างระบบอำนวยความสะดวกด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงมากมาย เช่น อี-เพย์เมนต์ และระบบเพิ่มความสะดวกสบายในการ เดินทางภายในเขตเมือง นอกจากนี้ รัฐบาลยังนำอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที) มาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับชีวิตประจำวันของประชาชน
          ด้าน "มาเลเซีย" ได้จับมือกับอาลี บาบาพัฒนาโครงการ "มาเลเซีย ซิตี้ เบรน" ซึ่งจะผลักดันให้กัวลาลัมเปอร์ก้าวสู่การเป็นสมาร์ทซิตี้ และนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) มาแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดภายในเขตเมือง และยังมีแผนที่จะขยายขอบเขตการจัดเก็บข้อมูลอีกในอนาคต
          นอกจากนี้ "อินโดนีเซีย" เองก็ตั้งเป้าจะขึ้นเป็นตลาดเศรษฐกิจดิจิทัลขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาค และกำลังพัฒนากรุงจาการ์ตาให้เข้าใกล้กับการเป็นสมาร์ทซิตี้ ขณะที่ "ฟิลิปปินส์" นั้น รัฐบาลท้องถิ่นของเมืองดาเวา ทางตอนใต้ของประเทศได้ร่วมมือกับไอบีเอ็ม ยักษ์เทคโนโลยีของสหรัฐ ในการพัฒนาระบบความปลอดภัยสาธารณะ ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้สอดส่องดูแลความเป็นไปภายในเมืองแบบเรียลไทม์
          เช่นเดียวกับ "เวียดนาม" ที่กำลังผลักดันให้เมืองดานัง ขึ้นเป็นสมาร์ท ซิตี้แห่งแรกของประเทศภายในปี 2568 โดยกำลังเจรจากับไอบีเอ็มเพื่อเปิดโครงการ "ไอบีเอ็ม สมาร์ทเตอร์ ซิตี้" ที่ไอบีเอ็มจะร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้านเทคโนโลยีต่างๆ เช่น ระบบการกำจัดขยะและการควบคุมมลพิษให้มีประสิทธิภาพ
          ประเทศไทยเองก็อยู่ระหว่างเดินหน้า พัฒนานิคมอุตสาหกรรมสมาร์ท ปาร์ค ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง ให้เป็นต้นแบบนิคมอุตสาหกรรมที่บริหารงานด้วยดิจิทัล โดยเชิญชวนเอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น จากญี่ปุ่นที่ได้รับการยอมรับจากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก ในเรื่องของการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาธุรกิจ ทั้งในด้านเครือข่ายระบบโทรศัพท์และโครงข่ายการติดต่อสื่อสาร ระบบปฏิบัติการไอที ระบบการรักษา ความปลอดภัย และระบบโลจิสติกส์ โดยสมาร์ท ปาร์ค กำหนดแล้วเสร็จในปี 2564
          สำหรับรูปแบบการลงทุนในสมาร์ท ปาร์คนั้น กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะเป็นรูปแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ผ่านความร่วมมือขององค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่น (ไจก้า) หรือจะใช้รูปแบบ ลงทุนร่วมภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) โดยการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมสมาร์ท ปาร์ค เป็นพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมใหม่ตามเป้าหมายของรัฐบาลตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0
          กระแสความแรงของสมาร์ทซิตี้ จึงไม่แปลกใจที่จะมีมูลค่าการลงทุนในเทคโนโลยีสมาร์ทซิตี้ทั่วโลกแตะ 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท) ภายในปีนี้ และจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 แสนล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4.2 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2564 และความริเริ่มด้านสมาร์ทซิตี้ที่ประสบความสำเร็จในภูมิภาคอาเซียนนี้ นับเป็นแนวคิดด้านนวัตกรรมที่ทรงพลัง
          แม้ว่าจะมีความท้าทายอยู่บ้าง แต่ก็ยังมีโอกาสมหาศาลในการประสานความร่วมมือ และการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเร่งให้เกิดโครงการสมาร์ทซิตี้ ที่จะช่วยสร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีให้กับผู้คน อีกทั้งยังช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสร้างชุมชนที่ยั่งยืน