กองDIFปลื้มนักลงทุนตอบรับดี ราคาเสนอขายสูงสุด13.90บาท

ผู้จัดการรายวัน360 - นางสาววีณา เลิศนิมิตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สาย Primary Distribution ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน Sole Global Coordinator และผู้จัดการการจัดจำหน่าย หน่วยลงทุนในประเทศของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล หรือ DIF ในการลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 3 เปิดเผยว่า หลังจากที่กองทุน DIF ได้กำหนดช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้นของหน่วยลงทุนใหม่ที่ 13.60-13.90 บาทต่อหน่วย ซึ่งเปิดให้นักลงทุนทั้งกลุ่มผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมและประชาชนทั่วไปได้เข้าร่วมจองซื้อหน่วยลงทุนใหม่ เมื่อวันที่ 2-11 พฤษภาคม 2561 ปรากฏว่าได้รับความสนใจเป็นอย่างดีจากนักลงทุนทุกกลุ่ม โดยมียอดรวมการจองซื้อหน่วยลงทุนใหม่เกินกว่าจำนวนหน่วยลงทุนที่เสนอขาย ทั้งนี้หลังจากสำรวจความต้องการจองซื้อของนักลงทุนสถาบัน (Bookbuild)  ได้กำหนดราคาเสนอขายสุดท้ายของหน่วยลงทุนใหม่ ที่ 13.90 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของช่วงราคาเสนอขายเบื้องต้น โดยเงินที่ได้ จากการเพิ่มทุนในครั้งนี้จะถูกนำไปลงทุนในทรัพย์สินโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม เพิ่มเติมครั้งที่ 3 รวมมูลค่าทั้งสิ้น 55,236 ล้านบาท ซึ่งมาจากการระดมทุนโดยการเสนอขายหน่วยลงทุนใหม่ครั้งนี้จำนวน 53,236 ล้านบาท และเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินอีก 2,000 ล้านบาท
          นายเอกภพ เมฆกัลจาย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีม Markets Sales and Product Solutions สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายหน่วยลงทุนในประเทศ กล่าวว่า การเสนอขายหน่วยลงทุนใหม่ของกองทุน DIF ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมที่มีสิทธิจองซื้อหน่วยลงทุนใหม่และประชาชนทั่วไปที่ให้ความสนใจจองซื้อหน่วยลงทุนใหม่เข้ามาเป็นจำนวนมากและดีกว่าที่คาดหมายไว้ ส่งผลให้กองทุน DIF สามารถปิดการขายหน่วยลงทุนใหม่ได้ตามเป้าหมายที่ต้องการ โดยหลังจากนี้จะประกาศผลการจัดสรรหน่วยลงทุนในวันที่ 16 พฤษภาคม 2561 ซึ่งผู้จองซื้อสามารถตรวจสอบผลการจัดสรรดังกล่าวได้ที่เว็บไซต์ www.settrade.com  หรือสำนักงานของบริษัทจัดการกองทุน DIF หรือผู้จัดการการจัดจำหน่ายลงทุนในประเทศทั้ง 3 ราย ตามที่ผู้จองซื้อได้ทำการจองซื้อหน่วยลงทุนไว้ ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย หรือธนาคารกรุงเทพ (เฉพาะเวลาทำการ)
          นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ไทยพาณิชย์ จำกัด ในฐานะบริษัทจัดการกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม ดิจิทัล กล่าวว่า ขอขอบคุณผู้ถือหน่วยลงทุนเดิมและนักลงทุนรายใหม่ ที่สนใจจองซื้อหน่วยลงทุนใหม่ของ DIF เป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีความเชื่อมั่นในทรัพย์สินและศักยภาพของกองทุนฯ ซึ่งหลังจากลงทุนเพิ่มเติมครั้งนี้จะส่งผลดีต่อผู้ถือหน่วยลงทุนทำให้มีโอกาสได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้น โดยหลังจากที่ปิดการเสนอขายหน่วยลงทุนใหม่ของกองทุน DIF ได้เป็นที่เรียบร้อย คาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ที่ต้องการซื้อหน่วยลงทุน DIF หลังจากนำหน่วยลงทุนใหม่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เนื่องจากกองทุน DIF ลงทุนเพิ่มเติมในทรัพย์สินโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมที่สามารถนำไปจัดหาผลประโยชน์จากการปล่อยเช่าแก่ผู้ประกอบการโทรคมนาคมได้ทันที เพื่อสร้างผลตอบแทนและจ่ายเงินปันผลได้สม่ำเสมอ โดยหลังจากการลงทุนเพิ่มเติมครั้งที่ 3 นี้ จะทำให้กองทุน DIF เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และสิทธิการรับประโยชน์จากรายได้สุทธิในเสาโทรคมนาคม 15,271 เสา กรรมสิทธิ์ สิทธิการเช่าระยะยาวและสิทธิการรับประโยชน์จากรายได้สุทธิในใยแก้วนำแสงประมาณ 2.6 ล้านคอร์กิโลเมตร และกรรมสิทธิ์ในระบบบรอดแบนด์ในเขตพื้นที่ต่างจังหวัด 1.2 ล้านพอร์ต โดยมีทรัพย์สินรวมมูลค่าทั้งสิ้นประมาณ 175,042 ล้านบาท
          ขณะเดียวกัน จะส่งผลให้กองทุน DIF มีศักยภาพที่โดดเด่นหลายด้าน ได้แก่ 1. มีทรัพย์สินขนาดใหญ่และครอบคลุมทั่วประเทศ 2. ประมาณการเงินปันผลต่อหน่วยลงทุน (ตั้งแต่ 1 ก.ค. 2561-30 มิ.ย. 2562) จะเพิ่มขึ้นเป็นไม่ต่ำกว่า 1.04 บาทต่อหน่วย เทียบกับปี 2560 (ม.ค.-ธ.ค.) อยู่ที่ 0.98 บาทต่อหน่วย 3. ทรัพย์สินในกองทุน DIF มีอายุสัญญาเช่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักยาวนานขึ้นเป็นประมาณ 20 ปี ซึ่งช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านรายได้และการจัดสรรผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนในระยะยาว 4. กองทุน DIF มีความสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มทรูซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการกิจการโทรคมนาคมรายใหญ่และเป็นผู้เช่าหลักของกองทุน DIF และ 5. กองทุน DIF อยู่ในสถานะที่ดีที่มีโอกาสได้รับผล กระทบในเชิงบวกทางอ้อมจากภาวะอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มการใช้บริการข้อมูลและอัตราการเข้าถึงสมาร์ทโฟนที่เพิ่มขึ้น.