ถอยสงครามการค้า มะกันหวังป้องธุรกิจชิป

นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
          การจับตาประเด็นสงครามการค้าระหว่างสองยักษ์เศรษฐกิจโลกอย่างสหรัฐและจีนกลับเข้าสู่สปอตไลต์อีกครั้ง เมื่อ หลิวเฮ่อ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจของจีน นำทีมคณะผู้แทนเดินทางเยือนสหรัฐช่วงสัปดาห์นี้ เพื่อหารือการเจรจาการค้าที่ยังค้างคาอยู่ หลังฝ่ายผู้แทนสหรัฐ นำโดย สตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ที่เดินทางเยือนจีนช่วงต้นเดือน พ.ค.ยังไม่สามารถผลักดันการพูดคุยให้ก้าวหน้าไปเท่าที่ควร
          นอกเหนือจากการถกเรื่องการค้าแล้ว อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือ การพูดคุยข้อพิพาทในภาคธุรกิจโทรคมนาคม โดยเฉพาะการสั่งแบนเอกชนสหรัฐซื้อขายอุปกรณ์กับ "แซดทีอี" บริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่สุดอันดับ 2 ของจีนเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา หลังสื่อต่างประเทศหลายแห่งไม่ว่าจะเป็นวอลสตรีท เจอร์นัล รอยเตอร์ส หรือบลูมเบิร์ก  ต่างรายงานว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมกลับลำพิจารณาผ่อนปรนการลงโทษแซดทีอี สวนทางกับก่อน หน้านี้ที่รัฐบาลทรัมป์โจมตีและสกัดการเข้ามาขายสินค้าของแซดทีอีในตลาดสหรัฐ เพราะมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคง ขณะที่รอยเตอร์สรายงานว่า วิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยว่าจะหาทางเลือกอื่นๆ ในการจัดการประเด็นแซดทีอี
          แม้ขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่า สหรัฐจะผ่อนปรนการลงโทษแซดทีอีลงมากน้อยเพียงใด เพราะยังต้องรอการเจรจากับทางฝ่ายจีนก่อน แต่ท่าทีดังกล่าวถือเป็นการยอมถอยหนึ่งตาของสหรัฐ เพื่อปกป้องธุรกิจโทรคมนาคมของประเทศและอาจรวมถึงบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ ด้วยเช่นกัน หลังดูทรงแล้วว่า หากดึงดันใช้ไม้แข็งต่อไป สหรัฐก็จะเจ็บตัวไม่แพ้จีนด้วยเช่นกัน
          สำหรับจุดเริ่มต้นกรณีพิพาท แซดทีอีนั้นมีที่มาจากประเด็นความมั่นคง โดยทางรัฐบาลสหรัฐระบุว่า แซดทีอีละเมิดข้อตกลงยอมความ หลังฝ่าฝืนคำสั่งคว่ำบาตรของสหรัฐและขายสินค้าให้อิหร่านและเกาหลีเหนือระหว่างปี 2010-2016 จนส่งผลให้ในเดือน มี.ค. 2017 ทางการสหรัฐลงโทษสั่งปรับไปแล้วเป็นเงินถึง 1,190 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.7 หมื่นล้านบาท) ต่อมาล่าสุดเมื่อเดือน เม.ย.ทื่ผ่านมา สหรัฐได้ประกาศบทลงโทษแซดทีอีอีกรอบ โดยสั่งห้ามบริษัทอเมริกาซื้อขายอุปกรณ์ต่างๆ กับแซดทีอีเป็นเวลา 7 ปี ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับบริษัทมากที่สุด จนต้องระงับการดำเนินงานหลักของบริษัทลง รวมถึงการผลิตและการจัดจำหน่ายสินค้าทั่วโลก
          เนื่องจากแซดทีอีเป็นหนึ่งในยักษ์โทรคมนาคม และเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์โทรคมนาคมรายใหญ่สุด ครองอันดับ 4 ในตลาดสหรัฐ การหยุดผลิตดังกล่าวย่อมส่งผลต่อตลาดสหรัฐอย่างแน่นอน โดยผลกระทบแรกจะเกิดขึ้นกับบรรดาซัพพลายเออร์ผลิตชิปที่ป้อนวัตถุดิบให้แซดทีอี โดยเมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา รอยเตอร์สรายงานว่า แซดทีอีซื้อชิ้นส่วนและอุปกรณ์ต่างๆ จากซัพพลายเออร์สหรัฐ อยู่ที่ 2,300 ล้านดอลลาร์ (ราว 7.3 หมื่นล้านบาท) ต่อปี จากบริษัทสหรัฐ 211 แห่ง และคิดเป็นสัดส่วน 25-30% ของชิ้นส่วนที่แซดทีอีใช้ผลิตสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ โดยซัพพลายเออร์รายใหญ่ที่แซดทีอีซื้อสินค้าด้วยเป็นมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์/ปี ได้แก่ ควอลคอมม์ บรอดคอมม์ อินเทล เทกซัส อินสตรูเมนค์ และแซนดิสก์
          สำหรับกรณีของควอลคอมม์ บริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ของสหรัฐนั้น แหล่งข่าวเกี่ยวข้องเปิดเผยว่า บริษัทเสี่ยงจะสูญเงินจากกรณีดังกล่าวไป 500 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.6 หมื่นล้านบาท) โดย 65% ของสมาร์ทโฟนแซดทีอี ซึ่งวางขายทั่วโลกราว 45 ล้านเครื่อง ใช้ชิปที่มาจากควอลคอมม์
          นอกจากนี้ ควอลคอมม์ยังอาจได้รับผลกระทบเพิ่มเติมหากความตึงเครียดทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจาก รายได้ราว 2 ใน 3 ของบริษัทนั้นล้วนมาจากตลาดจีน
          สถานการณ์ดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นกับควอลคอมม์ ยังมีแนวโน้มก่อ ผลกระทบเป็นลูกโซ่ตามมาต่อการพัฒนา 5จี ของสหรัฐ ซึ่งสื่อหลายแห่งรวมถึงวอลสตรีท เจอร์นัล ระบุว่า ควอลคอมม์ ถือเป็นแนวหน้าในการแข่งขันในตลาด 5จี กับทั้งจีน เกาหลีใต้ และยุโรป ด้วยเหตุนี้ปัญหาทางการค้าและธุรกิจกับแซดทีอีที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ของบริษัท ย่อมส่งผลการเก็บสะสมเงินทุนไปใช้ในการพัฒนาระบบ 5จี ในอนาคต ขณะที่ควอลคอมม์เองก็มีข้อตกลงทางธุรกิจในการพัฒนา 5จี กับหลายบริษัทในจีน รวมถึงแซดทีอีและหัวเว่ย ซึ่งเป็นเป้าโจมตีด้านความมั่นคงของรัฐบาลสหรัฐก่อนหน้านี้ คล้ายคลึงกับการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือระหว่างสหรัฐและยุโรปในด้านดังกล่าว
          ขณะเดียวกัน ความไม่ลงรอยทางการค้าที่ค้างคาระหว่างสหรัฐและจีน ยังกระทบต่อการขยายธุรกิจของ ควอลคอมม์ ซึ่งมีความสำคัญในการ
          ขยายฐานลูกค้า และขึ้นแท่นเป็นผู้นำด้านการผลิตชิปต่อไป โดยเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา จีนได้สกัดข้อตกลงเข้าซื้อและควบรวมกิจการกับ เอ็นเอ็กซ์พี  เซมิคอนดักเตอร์ ในเนเธอร์แลนด์ มูลค่า 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.4 ล้านล้านบาท) ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลทั่วโลก แต่จีนยัง ไม่ยอมไฟเขียวดีลดังกล่าว เพราะ เกรงว่าจะยิ่งทำให้ควอลคอมม์มีอิทธิพลมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจผลิตชิปท้องถิ่นในจีนมากขึ้น เมื่อพิจารณาจากสัดส่วนธุรกิจในจีนของ ควอลคอมม์
          ด้วยเหตุนี้ การจับตาการพูดคุยกันครั้งนี้ระหว่างจีนและสหรัฐจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อธุรกิจผลิตชิปและโทรคมนาคมของสหรัฐ ไม่แค่เฉพาะจีนอย่างเดียว แม้ทั้งสองชาติจะพยายามขับเคี่ยวกันในธุรกิจดังกล่าว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เอกชนจากทั้งจีนและสหรัฐต่างมีความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องกัน การยอมถอยของสหรัฐกรณีแซด ทีอีจึงถือเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจะส่งผลดีต่อสหรัฐมากกว่าจะเป็นผลเสีย รวมถึงอาจเป็นการถอยเพื่อรอเตรียมการว่าจะทำอย่างไรเพื่อจัดการปัญหาคาราคาซังนี้ในอนาคต