"ไทยพาณิชย์"ทุ่ม400ล้านลุยออนไลน์

เพิ่มบัญชีเท่าตัวภายใน 3 ปี  ดันมาร์เก็ตแชร์โบรกแตะ 6%
          กรุงเทพธุรกิจ บล.ไทยพาณิชย์ เดินหน้าพัฒนาระบบออนไลน์ หวัง ขยายฐานลูกค้าแตะ 2 แสนบัญชีใน 3 ปี มองระบบออนไลน์เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น พร้อมเปิดระบบเชื่อมต่อแพลตฟอร์ม ให้บริการผู้ลงทุนเพิ่มขึ้น หวังลดสัดส่วนการพึ่งพิงค่าคอมมิชชั่นเหลือ 50%
          นายกัมพล จันทวิบูลย์ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท ได้ตั้งงบลงทุนในปีนี้ 400 ล้านบาท โดย จะใช้ในการพัฒนาระบบงานเพื่อให้ บริการลูกค้าผ่านช่องทางออนไลน์ สร้างมัลติแอพพลิเคชั่นมีเป้าหมายจะเพิ่ม ฐานลูกค้าให้ได้ 2 แสนคนภายในปี 2563 จากปัจจุบันที่ 1 แสนคน
          "บริษัทมีเป้าหมายที่จะมีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัว โดยจะเน้นการพัฒนาช่องทางระบบออนไลน์มากขึ้นในช่วง เดือน ต.ค.นี้ เพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถเชื่อมต่อการลงทุนได้ทุกรูปแบบ ทั้งในหุ้น กองทุนรวม ตราสารหนี้ และหุ้นต่างประเทศ ลูกค้าสามารถใช้บริการการลงทุนได้ผ่าน ช่องทางดังกล่าวเพียงอย่างเดียว สร้าง ความสะดวกสบายให้กับผู้ลงทุนมากขึ้น รวมถึงลดการช่วยการพึ่งพาเจ้าหน้าที่ แนะนำการลงทุนลงได้"
          การพัฒนาโปรแกรมมัลติแอพพลิเคชั่น ในรอบนี้ถือว่าเป็นงบลงทุนที่มากที่สุด ในอุตสาหกรรมมีมูลค่าประมาณ 300 ล้านบาท จุดเด่นของแอพพลิเคชั่นนอกจากการติดตามการลงทุนของการลงทุนทุกประเภท ผู้ลงทุนยังสามารถซื้อกองทุนรวมจากแอพพลิเคชั่นดังกล่าวได้ กว่า 1 พันกองทุน
          โดยสาเหตุที่ต้องใช้งบลงทุนสูง เพราะเชื่อว่าในระยะยาวการใช้งานผ่านช่องทาง ออนไลน์จะเพิ่มขึ้น และช่วยดึงดูด ให้ลูกค้าสามารถรวมพอร์ตการลงทุนได้ โดยจะสามารถเข้าถึงกับลูกค้ารายบุคคลกว่า 80% ของจำนวนลูกค้าทั้งหมด บริษัท ได้จ้างผู้พัฒนาระบบจากประเทศอังกฤษ เข้ามาช่วยพัฒนาโปรแกรม และในอนาคต จะมีการเชื่อมต่อกับระบบอื่นๆ มากขึ้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างการหารือเชื่อมต่อ ระบบเพิ่มเติมแบ่งเป็นผู้พัฒนาระบบในประเทศไทย 1 ราย และต่างประเทศ 2 ราย
          ปัจจุบัน บริษัทมีจำนวนลูกค้า 1 แสนราย เป็นลูกค้าที่ซื้อขายหุ้นสม่ำเสมอประมาณ 3 แสนบัญชี มีสัดส่วนของมูลค่า การซื้อขายจากนักลงทุนรายบุคคล 50% และ นักลงทุนสถาบัน 50% เป้าหมาย หลังจากนี้ บริษัทต้องการมีส่วนแบ่ง ทางการตลาดเพิ่มขึ้นจาก 4.7% ให้ได้ 5-6% ภายใน 3 ปี ส่วนระดับค่าธรรมเนียม ซื้อขายหลักทรัพย์อยู่ที่ 0.12% สูงกว่าอุตสาหกรรมเล็กน้อยที่ 0.11%
          "ทิศทางของค่าธรรมเนียมซื้อขาย หลักทรัพย์น่าจะทรงตัวหลังจากแรงกดดันการแข่งขันลดลงและโบรกเกอร์หันไปพัฒนาการให้บริการด้านอื่นเพิ่ม ส่วน การให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์ใน ต่างประเทศได้รับการตอบรับที่ดีจาก นักลงทุนมีจำนวนบัญชีประมาณ 1 พันบัญชีมียอดการซื้อขายเป็นประจำเกือบ 100% โดยการให้บริการของบริษัทไม่มีการคิด ค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ขั้นต่ำ นักลงทุนสามารถซื้อหุ้นจำนวนเท่าไหร่ ก็ได้ และเปิดให้บริการซื้อขายหุ้น 24 ชั่วโมงหลังจากนี้จะเน้นการให้ข้อมูลกับนักลงทุนมากขึ้น โดยจะเชื่อมต่อกับ โบรกเกอร์ต่างชาติ เพื่อให้ข้อมูลหุ้น ต่างประเทศกับลูกค้าของบริษัท"
          อย่างไรก็ตาม แผนใน 3 ปีข้างหน้าบริษัทต้องการลดสัดส่วนการพึ่งพิง ค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์จาก ปัจจุบันที่ 65% และธุรกิจอื่นๆ 35 % ให้ค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์อยู่ที่ 50% และรายได้นอกเหนือค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์อยู่ที่ 50% จะพัฒนา การให้บริการด้านอื่นมากขึ้น ทั้งการให้บริการซื้อขายตราสารหนี้ การให้บริการซื้อขาย ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์หรือดีดับบลิว โดยปัจจุบันบริษัทถือว่าเป็นโบรกเกอร์ที่มีจำนวนการออกดีดับบลิวมากที่สุดใน อุตสาหกรรม สำหรับอุตสาหกรรม หลักทรัพย์ในปีนี้มีทิศทางที่ดีขึ้นจากปีก่อน จากภาพรวมการซื้อขายที่คึกคัก แต่พบว่ามูลค่าการซื้อขายส่วนหนึ่งมาจากการส่งคำสั่ง การซื้อขายโดยตรงจากนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งหลายผู้ประกอบการเริ่มทยอยปรับลดการพึ่งพิงค่าคอมมิชชั่นลงและเสริมรายได้ จากบริการอื่นๆ เพิ่มขึ้น