"อุตตม"เผยอาลีบาบาลงทุนไทยยาว10ปี

วัชร ปุษยนาวิน
          กรุงเทพธุรกิจ
          การลงนามระหว่างไทยกับอาลีบาบานำมาสู่การลงทุนสมาร์ท ดิจิทัล ฮับในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่นำไปสู่การขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และจะทำให้สินค้าไทยไปถึงมือผู้บริโภคจีนภายใน 48 ชั่วโมง
          นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์กับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า หลังจากที่อาลีบาบาลงนามความร่วมมือกับรัฐบาลไทยแล้ว อาลีบาบา จะทำงานร่วมกับสำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ.) และกรมศุลกากร ลงทุนสร้างสมาร์ทดิจิทัล ฮับ ในพื้นที่อีอีซี คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้าง 1 ปี ใช้เงินลงทุนกว่า 11,000 ล้านบาท
          อาลีบาบาจะนำระบบสมาร์ทโลจิสติกส์ทำงานร่วมกับกรมศุลกากรพัฒนาระบบ Digital Customs ที่สามารถตรวจสอบสินค้า ติดตามสินค้าเข้า สินค้าออกและส่งออก ไปยังลูกค้า ในขณะที่กรมศุลกากรจะใช้ความร่วมมือกับอาลีบาบาเป็นต้นแบบในการขยายระบบ Digital Customs ในพื้นที่อีอีซีต่อไป
          ทุเรียนถึงมือผู้บริโภคจีน48ชม.
          ในเฟสแรกจะสร้างคลังสินค้าอัจฉริยะ และระบบสมาร์ทโลจิสติกส์ เพื่อรวบรวมสินค้าทั่วประเทศไทย และกลุ่มประเทศ ซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) ส่งออกไปยังประเทศจีน และทั่วโลก โดย อาลีบาบามั่นใจว่าในระยะแรก จะสามารถส่งออกทุเรียนไทยไปถึงมือลูกค้าในประเทศจีนได้ภายใน 48 ชั่วโมง ส่วนในอนาคตจะขยายไปยังผลไม้ชนิดอื่น ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเลือกผลไม้ที่จีนมีความต้องการสูง เช่น ลำไย มังคุด เงาะ เป็นต้น และประสานกับเกษตรกรของไทย เพื่อให้ได้ผลผลิตตามที่จีนต้องการ โดยมั่นใจว่าความร่วมมือนี้จะไม่กระทบกับ ผู้ส่งออกเดิมของไทย แต่จะสร้างการแข่งขันในการซื้อผลผลไม้กับเกษตรกร ยกระดับราคาภายในประเทศ ซึ่งผู้ส่งออกเดิม ก็สามารถ ใช้ช่องทางของอาลีบาบาจำหน่ายสินค้าไปยังจีนได้มากขึ้น
          หลังจากเปิดดำเนินงานในเฟสแรกแล้ว 1 ปี หรือเร็วกว่านั้นดำเนินงานในเฟส 2 โดย อาลีบาบา จะเชิญเอสเอ็มอีไทยที่เป็นกลุ่มสตาร์ทอัพเข้ามาดำเนินงานในพื้นที่ดิจิทัลฮับ โดยใช้ข้อมูลของอาลีบาบา เพื่อที่จะได้รู้ว่าตลาดโลกต้องการสินค้าอะไรอย่างละเอียด แล้วนำไปพัฒนานวัตกรรมด้านธุรกิจ และสินค้าใหม่ๆ ส่งออกไปยังตลาดโลก
          อาลีบาบาลงทุนไทยระยะยาว
          "อาลีบาบาวางแผนจะพัฒนาโครงการลงทุนนี้ไปอีกไม่ต่ำกว่า 10 ปี โดยในช่วงแรก จะเช่าพื้นที่ในอีอีซี เพื่อตั้งสมาร์ทดิจิทัลฮับก่อน เพื่อให้ดำเนินงานได้อย่างรวดเร็วภายใน 1 ปี หลังจากนี้อาจจะขยายพื้นที่ เพื่อลงทุนในด้านอื่นๆอีก นอกจากนี้ยังได้ เชิญชวนให้ อาลีบาบา เชื่อมโยงความร่วมมือ พัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลกับ เขตส่งเสริมอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล(อีอีซีดี) และเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซีไอ)ซึ่งอาลีบาบาก็มีความสนใจทำการวิจัยร่วมกับไทย ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยไม่ใช่เพียงด้านอีคอมเมิร์ชด้านเดียว"
          นายอุตตม กล่าวว่า ในส่วนของ ความร่วมมือด้านการพัฒนาเอสเอ็มอี และบุคลากรด้านดิจิทัลระหว่างกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้ตั้งเป้าที่จะพัฒนา ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และนักศึกษาเข้าสู่การค้าอีคอมเมิร์ชให้ได้ 5 แสนคน ภายใน 5 ปี โดยในปีแรกอาจจะไม่ถึง 1 แสนราย แต่จะเติบโตเพิ่มขึ้นในปีต่อๆไป และมั่นใจว่าจะถึงเป้าหมาย 5 แสนคน โดยในปัจจุบันอีคอมเมิร์ช ในไทยเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน มีมูลค่าการค้ากว่า 2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีมูลค่าประมาณ 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งความร่วมมือกับ อาลีบาบา จะทำให้ไทยเป็นประเทศแนวหน้าด้าน อีคอมเมิร์ชในอาเซียน และเอเชีย
          คัด"สตาร์ทอัพไทย"ไปอบรมจีน
          อาลีบาบา จะคัดเลือกสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพของไทยไปฝึกอบรมอย่างเข้มข้น ที่สำนักงานใหญ่ของอาลีบาบา เมืองหังโจว ประเทศจีน ซึ่งเป็นโปรแกรมฝึกอบรมที่ อาลีบาบา ได้เชิญเอสเอ็มอีจากทั่วโลกมาฝึกอบรมเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีล่าสุด ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจะเจรจาเพิ่มจำนวนให้ได้ 20-30 ราย ซึ่งบุคลากรเหล่านี้ จะกลับมาถ่ายทอดความรู้ด้านการค้าอีคอมเมิร์ช สมัยใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทยต่อไป
          "อาลีบาบาวางแผนลงทุนในไทยอีกไม่ต่ำกว่า 10 ปี เช่าพื้นที่ในอีอีซีตั้งสมาร์ทดิจิทัลฮับ ก่อนลงทุนพื้นที่อื่น"
          อุตตม สาวนายน