ล้วงข้อมูลตั้ง "บิ๊กดาต้า"เพื่อใคร??

กนกวรรณ บุญประเสริฐ
          ล้วงข้อมูลตั้ง 'บิ๊กดาต้า'เพื่อใคร???
          
          ในยุคที่ข้อมูลเปรียบเหมือนขุมทรัพย์ การตลาดที่ได้เปรียบย่อมต้องรู้ข้อมูลผู้บริโภคและคู่แข่ง ล่าสุดรัฐบาลส่งสัญญาณหน่วยงานภาครัฐ ทุกกระทรวง ทบวง กรม และหน่วยงานในสังกัด เตรียมการรวบรวมข้อมูลประเทศครั้งใหญ่ หรือบิ๊กดาต้า โดย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ประกาศให้ทุกหน่วยงานต้องเร่งเรื่องบิ๊กดาต้าเป็นนโยบายหลัก ที่ต้องการเห็นเป็นรูปเป็นร่างภายใน 6 เดือนนี้ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งใหม่ ทำให้เป็นประเด็นที่น่าสนใจทั้งฟากเศรษฐกิจและการเมือง
          เพราะหากรัฐบาลทำสำเร็จภายใต้เงื่อนเวลา 6 เดือน เท่ากับว่าข้อมูลทั้งหมดของประชาชน ทั้งผู้มีรายได้น้อย ปานกลาง คนรวยมีฐานะ  ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี จะถูกดูดเข้าไปใส่ไว้ในฐานข้อมูลของรัฐบาล ล่าสุดกระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพเซ็นเอ็มโอยูนำร่องทำโครงการบิ๊กดาต้า ในกลุ่มรัฐวิสาหกิจก่อน ได้แก่ ธนาคารรัฐทั้งหมดรวมธนาคารกรุงไทย ขณะที่การไฟฟ้า การประปา ทั้งนครหลวงและภูมิภาค ก็ทำข้อตกลงในการรวมศูนย์ข้อมูลของประชาชนในการใช้น้ำใช้ไฟ
          ในส่วนของสถาบันการเงินได้วางแผนตั้งบริษัทลูกเป็นการจับมือระหว่างบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ กับธนาคารรัฐทั้งหมด เพื่อนำข้อมูล
          ลูกหนี้ทั้งหมดมาวิเคราะห์ ออกแบบนโยบายเพื่อตอบโจทย์การช่วยเหลือให้ตรงจุด เช่น จะรู้ว่าใครมีวงเงินกู้เท่าไร ประวัติการผิดนัดชำระหนี้ หรือเคยถูกปฏิเสธการขอสินเชื่อหรือไม่ เพราะอะไร เพื่อนำไปสู่การออกมาตรการช่วยเหลือคนเหล่านี้ให้ตรงกับความต้องการ สามารถกำหนดอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีเป้าหมายได้อย่างชัดเจน
          อีกทั้งยังสามารถนำฐานข้อมูล บิ๊กดาต้ามาต่อยอดให้บริการผ่านทางดิจิทัลแพลตฟอร์ม อนาคตประชาชนทำธุรกรรมทางการเงิน เช่น ขอสินเชื่อ ผ่อนชำระ หรือปรับโครงสร้างหนี้ได้ผ่านทางมือถือ สร้างเครือข่ายต่อยอดธุรกิจ มีระบบอี-คอมเมิร์ซในการซื้อขายสินค้าได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
          ในเชิงอรรถประโยชน์ทางด้านการเงินจะมองว่าการทำบิ๊กดาต้าซึ่งฐานข้อมูลที่ได้จะนำไปพัฒนาบริการทางการเงิน โดยไม่ต้องพึ่งพิงหลักประกันเพียงอย่างเดียว แต่จะใช้ข้อมูลอื่นๆ เช่น พฤติกรรมการใช้น้ำใช้ไฟมาเป็นข้อมูลในการให้สินเชื่อ
          ซึ่งฐานข้อมูลในส่วนนี้จะดึงมาจากการทำบิ๊กดาต้าของการไฟฟ้าและประปา ที่จะรวบรวมข้อมูลการใช้น้ำใช้ไฟของผู้ประกอบการหรือประชาชน เอามายืนยันตัวตนใช้เป็นหลักประกันในการการันตีการขอสินเชื่อในอนาคตได้
          ขณะที่ฟากกรมภาษีกำลังเดินหน้าเรื่องการรวบรวมข้อมูล ซึ่งยังไม่ฟันธงว่าจะแยกออกเป็นองค์กรอิสระที่เรียกว่า ซาร่า ตามแนวคิดของ สมชัย สัจจพงษ์ อดีตปลัดกระทรวงการคลังคนก่อนหรือไม่ แต่จะมีการรวบข้อมูลผู้เสียภาษี
          ทั้งหมดเข้าไว้ด้วยกันอย่างแน่นอนในอนาคต ทำให้ภาครัฐจะสามารถเชื่อมโยงข้อมูล
          พฤติกรรมการใช้น้ำใช้ไฟ การฝากเงิน การขอสินเชื่อ รายได้ การเสียภาษีของประชาชนทุกคน
          รวมถึงคนยากจนที่มีการเก็บฐานข้อมูลผ่านโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ 14.1 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ 11.4 ล้านคน ได้รับบัตรผู้มีรายได้น้อยเป็นที่เรียบร้อยไปเมื่อ 1 ต.ค. 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งรัฐได้เปิดให้มีการลงทะเบียนรอบ 2 เพื่อนำไปสู่การฝึกอบรมอาชีพเพื่อให้คนเหล่านี้มีรายได้หาเลี้ยงตัวเองได้ ไม่ต้อง พึ่งพิงเงินจากสวัสดิการของรัฐอีกต่อไป ซึ่งฐานข้อมูลที่ได้จากการแจกบัตรผู้มีรายได้น้อยครั้งนี้ ทำให้รัฐบาลรู้ว่าคนเหล่านี้เอาเงินไปรูดซื้อสินค้าอะไร ที่ไหน ใช้บริการรถไฟ รถโดยสาร ในช่วงไหนอย่างไร และใครที่ไม่ยอมทำมาหากิน ซึ่งรัฐได้ใช้กลไกของหมอประชารัฐ หรือเอโอ เข้าไปเจาะสัมภาษณ์ความคิดเห็นแบบตัวต่อตัวอีกรอบหนึ่ง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ต้องการกลับมาประกอบอาชีพ ทั้งนี้การรวบรวมข้อมูลทั้งหมดจะมีการประเมินผลอีกครั้งในช่วงสิ้นปีนี้ เพื่อนำไปสู่การออกมาตรการแก้จนระยะ ต่อไป
          สมคิด กล่าวว่า การทำบิ๊กดาต้ามีความสำคัญไม่ใช่เพียงแค่การรวบรวมข้อมูล แต่จะเป็นการนำข้อมูลที่ได้เอามาใช้ในการวิเคราะห์เพื่อจัดทำนโยบายด้านเศรษฐกิจที่จะขับเคลื่อนประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดมากขึ้น แทนที่จะชกลม แต่จะทำให้ทุกหมัดที่ชกตรงเป้าหมาย ความสามารถในการผลิตก็จะเกิด ถ้าไม่เริ่มตั้งแต่วันนี้ก็เหมือนคนที่มองอะไรแล้วตาฝ้าฟางไปหมด
          ยิ่งถ้าต่อไปเอาเอไอมาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล จะสามารถรู้ว่าพฤติกรรมของใครเป็นแบบไหนอย่างไร เช่น ธนาคารก็จะสามารถออกผลิตภัณฑ์ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้ ซึ่งถ้าทุกแบงก์นำข้อมูลมารวมกัน จะรู้ข้อมูลของเอสเอ็มอีทุกคน ถ้าเอาไปรวมกับข้อมูลของร้านสะดวกซื้อและข้อมูลอื่นๆ ทั้งระบบ จะทำให้วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคได้หมด
          ขณะที่มุมมองของการเมืองอาจจะเห็นว่าการที่รัฐบาลกำลังเร่งดูดข้อมูลประชาชนในครั้งนี้ อาจจะมีเป้าหมายเพื่อเตรียมทำนโยบายเพื่อใช้ในการหาเสียงครั้งหน้า เพราะมีการตั้งเงื่อนไขเวลาว่าต้องพยายามทำให้เสร็จก่อนการเลือกตั้ง โดยให้สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลในส่วนของเศรษฐกิจมหภาค หรือแมคโคร เป็นศูนย์ในการทำบิ๊กดาต้า ดูดข้อมูลจากทุกกระทรวงมาที่ สศช.
          ประเด็นที่น่าสนใจต่อมาคือ รัฐมีความพร้อมในการวางระบบป้องกันการถูกแฮ็กข้อมูลของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือยัง และการนำข้อมูลส่วนบุคคลมารวมศูนย์ไว้ แล้วให้มีหน่วยงานมาดึงข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ได้ ถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือไม่อย่างไร เป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ เพราะอาจมีคนส่วนหนึ่งที่ไม่ต้องการให้มีการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวโดยที่ไม่รับอนุญาตก่อน
          ยกตัวอย่างกรณีการตรวจสอบ เฟซบุ๊กที่ถูกล้วงข้อมูลของผู้ใช้กว่า 50 ล้านคน อย่างไม่เหมาะสม เพื่อ โน้มน้าวให้คนอเมริกันออกเสียงให้กับ โดนัลด์ ทรัมป์ และช่วยให้ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2016 ทำให้น่าสนใจว่าอีกฟากหนึ่งของ บิ๊กดาต้าได้สร้างเกราะป้องกันข้อมูลรั่วไว้แค่ไหนอย่างไร เพื่อป้องกันความเสี่ยงให้ประชาชน
          อย่างไรก็ดี ในที่สุดแล้วการทำฐานข้อมูลภาครัฐเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องเกิดขึ้น เพราะจะช่วยให้การกำหนดนโยบายของรัฐตรงกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับความเดือดร้อนแตกต่างกันออกไป นำไปสู่การใช้งบประมาณแผ่นดินอย่างมีประสิทธิภาพ และลดการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ ทำให้เกิดประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีส่วนช่วยเรื่องการกำหนดนโยบายทางการเมืองได้ด้วย เหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว