จุดสตาร์ท Deep Tech "DV โมเดล"

 วันเพ็ญ แก้วสกุล

          ภายใต้โลกใบใหม่ที่หมุนเร็วกว่าเดิมด้วย "เทคโนโลยี" ตัวชี้วัดขีดความสามารถในการแข่งขันอาจไม่ใช่เพียงภาพใหญ่ National Competitiveness ในระดับประเทศเท่านั้น แต่หากต้องเจาะลึกถึงสิ่งที่ เป็นหัวใจของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ นั่นคือ Digital Competitiveness
          National Competitiveness สะท้อนภาพสิ่งที่เป็นอยู่ในโลกปัจจุบัน แต่สำหรับ Digital Competitiveness แล้วทำให้ได้เห็นโลกในอนาคต อยู่ที่ "ใคร" จะเล็งเห็นความสำคัญและทุ่มพละกำลังให้กับโลกทั้งสองใบอย่างไร
          "National Competitiveness เป็นตัว บอกว่าประเทศมีขีดความสามารถใน การแข่งขัน ณ ปัจจุบันเป็นอย่างไร
          ซึ่งไทยถือว่าไม่เลวร้าย โดยอยู่ในลำดับ 27 จาก 63 ประเทศ
          แต่พอไปดูขีดความสามารถด้าน Digital แล้วไทยอยู่ลำดับ 41 จาก 63 ประเทศ"
          อรพงศ์ เทียนเงิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด ให้มุมมองถึงสิ่งประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ และในสิ่งที่ ดิจิทัล เวนเจอร์ส ตระหนัก ริเริ่ม และกำลังดำเนินการ สิ่งที่ https://www.imd.org ทำการศึกษาทำให้เห็นภาพ Digital Competitiveness ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
          "National คือ ปัจจุบัน Digital คืออนาคต มันทำให้เห็นว่า ปัจจุบันแม้ว่าเราจะโอเค แต่อนาคตเราอ่อนแอเมื่อมองระดับประเทศ เทียบกับสิงคโปร์ National Competitiveness อยู่เบอร์ 3 ส่วน Digital Competitiveness อยู่ในลำดับที่หนึ่ง นั่นหมายความว่า ถ้าโลกในอนาคตเดินไปสู่ดิจิทัลเค้าจะเป็นเบอร์หนึ่ง
          ทำไมเราถึงกังวล เพราะพอจะได้เห็น Landscape แล้วว่าอนาคตใครจะเป็น เจ้าตลาด"
          ยังมีประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ไต้หวัน ปัจจุบัน National Competitiveness อยู่ที่ 14 ส่วน Digital Competitiveness อยู่ที่ 12 จากการศึกษาทั้งหมด 63 ประเทศ
          อิสราเอล ปัจจุบันที่ 22 ของโลก แต่ที่เป็น Digital Competitiveness อยู่อันดับ 13
          ขณะที่ประเทศไทย สิ่งที่เรากังวล ในไทย ปัจจุบัน National Competitiveness อยู่ที่ 27 แต่ Digital Competitiveness อยู่ที่ 41 จาก 63 ประเทศ
          "ในอนาคต ประเทศที่แข็งแรง ขีดความสามารถด้านดิจิทัลจะต้องวิ่ง แซงหน้า National Competitiveness
          สิ่งที่ปรากฏ ทำให้กลับมาคิดว่า ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย แล้วใครจะทำ"  จากผลศึกษาดังกล่าวให้น้ำหนักไปใน 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ Knowledge, Technology Environment และ Future Readiness
          Knowledge เป็นเรื่องของการพัฒนาดาวเด่นด้านเทคโนโลยี (Talent), การลงทุนใน การศึกษา และ Scientific concentration
          Technology Environment ทำในเรื่องของกฎระเบียบที่เอื้อต่อการแข่งขันด้านเทคโนโลยี, การลงทุน และ เทคโนโลยี เฟรมเวิร์ค
          สุดท้าย Future Readiness ความพร้อมสำหรับอนาคต ดูเรื่องการเปิดกว้าง รับเทคโนโลยี การนำไอทีไปใช้งาน
          เมื่อมองลึกลงไปในแต่ละด้าน อรพงศ์ บอกจากการศึกษาดังกล่าวทำให้เริ่มคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่าง โดยเริ่มเมื่อ 2 เดือนก่อน จากนั้นก็ประสานงานกับสถาบันการศึกษา จนทำให้เกิดความร่วมมือในครั้งนี้ในชื่อ U.REKA
          โดยจับมือกับคณะวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ 7 แห่งของไทย ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รวมถึง The Knowledge Exchange (KX) และ ไมโครซอฟท์ ไทยแลนด์ ร่วมกับไมโครซอฟท์ และ KX ในการสนับสนุนให้เกิดการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมผ่านเทคโนโลยีชั้นสูง (Deep Technology) ตั้งแต่ต้นน้ำจนปลายน้ำ
          หัวใจอยู่ที่การ "สร้างเทคโนโลยี" และ "สร้างคน" สาย Deep Tech ป้อนเข้าสู่ ระบบเศรษฐกิจของประเทศ
          ปลายทางคาดหวังว่าโครงการนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมพัฒนานวัตกรรมแก่ประเทศ
          "กลุ่มเป้าหมายหลักคืออาจารย์ อยากให้ คนที่รู้และใช้เวลาศึกษาเรียนรู้สามารถเอาความรู้มาทดลองโจทย์ทางธุรกิจได้
          เราก็เลยออกแบบโปรแกรม โดยภาคธุรกิจ จะเป็นคนให้โจทย์ ฝั่งมหาวิทยาลัยเอาโจทย์มาแล้วแข่งกัน ใครจะตอบโจทย์ได้ดีที่สุดจะได้รับเงินลงทุน"
          การทำงานแบ่งออกเป็น 3 ช่วงหลัก ช่วงแรกกิจกรรม Bootcamp เป็นเวลา 3 วัน
          "มีการแชร์ข้อมูล เชิญรัฐบาลอิสราเอลมาเล่าให้ฟังว่าทำไมถึงประสบความสำเร็จ, ไมโครซอฟท์ มาคุยให้ฟัง คีย์เทคโนโลยี ว่าโลกไปถึงไหนแล้ว"
          จากนั้นก็ให้โจทย์ โดยในสเต็ปแรกของ โครงการจะโฟกัสใน 6 เรื่องหลัก ได้แก่ Artificial Intelligence (AI), Blockchain, Clouds & Security, Big Data & Internet of Things, VR & AR และ Quantum Computing ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมหลัก
          ในระยะแรกมุ่งเน้นที่อุตสาหกรรม การค้าปลีก การท่องเที่ยว การเดินทาง และ บริการทางการเงิน เพื่อนำไปต่อยอดและพัฒนาให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์และบริการ และนำออกสู่ตลาดได้จริงในอนาคต
          เมื่อแข่งกันว่าใครจะตอบโจทย์ได้ดีที่สุด 10 ทีมแรกที่จะได้รับเงินทุนทีมละ 2 แสนเพื่อเอาคำตอบไปทำอะไรที่จับต้องได้ อาจจะสร้าง prototype หรือ ถ้าอะไรที่ complex มากๆ ก็สามารถทำ presentation อธิบายสิ่งที่ คิดว่าตอบโจทย์ได้ดีแค่ไหนเมื่อถึงเวลาทำจริง ทำอย่างไร กระบวนการนี้ใช้เวลา 3 เดือน
          ถัดมามีการนำทีมเข้า Incubator ถ้า10 ทีมทำออกมาได้ดี ก็ให้ทุนเพิ่มใน รูปแบบ Progressive funding ซึ่งทุน จะปรับเพิ่มตามกรอบการทำงานที่คืบหน้า โดยกำหนดวงเงินไว้ที่ 3-6 ล้านบาท ตลอดการทำงาน 8-36 เดือน
          หลังจากออกจาก incubator อรพงศ์ คาดหวังว่าแต่ละทีมจะมีโปรดักท์ที่ทำในเชิงพาณิชย์ได้จริงๆ จากนั้นก็เอาเข้า accelerator program โดยมีเงินทุนให้ตั้งแต่ x-10 ล้านบาท
          โดยทำการเปิดรับสมัครกลุ่ม Startup เพื่อ เข้าสู่กิจกรรม IDEATION BOOTCAMP
          ตั้งแต่วันนี้-15 พฤษภาคม 2561 (www.u-reka.co)
          ที่กล่าวมา อรพงศ์ บอก เป็นสิ่งที่ท้าทาย และไม่ง่าย มองหากจะประสบความสำเร็จ ได้ทั้งผลักดันให้เกิด Deep Tech ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมาย กับ ปั้นคนเก่งเทคโนโลยีขั้นสูงที่เกิดจากกระบวนการทำงานร่วมระหว่างอาจารย์ที่เป็น ผู้รู้กับนักศึกษาที่จะผลิดอกออกผลในแต่ละปี
          ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องเป็น การทำงานที่เป็น National program
          จริงๆ เพราะเราเชื่อว่าภายหลังจาก การทำงานในขั้นแรกนี้จะสามารถขยายไป ได้มากกว่า 7 มหาวิทยาลัยในลำดับต่อๆ ไป
          "เราเปิดกว้างเลย อยากให้เป็น national program จริงๆ บริษัทใดก็ตามที่มีโจทย์ และ ต้องการเข้ามาร่วมก็สามารถทำได้ เพื่อให้เทคโนโลยีสร้าง Commercial value ได้อย่างแท้จริง เห็นได้ว่า U.reka ไม่ได้พูดถึงเอสซีบี ไม่ได้ซ่อนโลโก้อะไรไว้เลย เพราะมองว่าเป็นปัญหาของประเทศอย่างแท้จริง"
          U ก็คือ University เราเรียนรู้จากหลายๆ ประเทศว่าคนที่ประสบความสำเร็จจริงด้านดิจิทัลต้องโตมาจากฐานความรู้ แล้วฐาน ความรู้ที่แข็งแรงที่สุดในทุกๆ ประเทศมาจาก อาจารย์ที่เรียนรู้มาเยอะ ทำวิจัยมาเยอะ ควรเอาความรู้เหล่านี้มาต่อยอด
          "คนไทยเก่งเรื่อง Creativity ที่สูงมาก แต่ Creativity ที่แข็งแรงต้องแบ็คอัพด้วย Deep Knowledge
          ทุกวันนี้ประเทศไทยมี Creativity ที่แข็งแรงมากแต่ Deep Knowledge ไม่แข็งแรง จุดประสงค์แล้ว เราอยากให้สองอันนี้มาเชื่อมต่อกัน
          ดังนั้นสตาร์ทอัพที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ต้องมีทั้ง Creativity+Deep knowledge
          หากทำได้ เราเชื่อว่าจะส่งผลให้ National Competitiveness และ Digital Competitiveness ของไทยปรับตัวดีขึ้น"
          ทั้งหมดเป็น "ความตั้งใจ" และ "ลงมือทำ" ไปแล้ว ระหว่างทางจากนี้นับไปอีก 3 ปี ตลอดความร่วมมือภายใต้โปรแกรมนี้เป็นเรื่องของการเรียนรู้และปรับแก้ปัญหาไปใน แต่ละจุดเพื่อให้สุดท้ายแล้วเป็นอย่างที่หวังไว้
          "มองเห็นถึงความยาก แต่ถ้าไม่ทำ จะเป็น อย่างไร ผมบอกทีมงานเลยว่า เราอาจจะล้มเหลว ก็ไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยขอให้ได้เห็นปัญหาว่า อะไรที่ทำให้ไม่สำเร็จ แล้วช่วยกันแก้ไข
          ถ้าเชื่อว่า ดิจิทัลคืออนาคต คงต้องทำ อะไรสักอย่าง หากไม่ทำอะไรประเทศมีปัญหาแน่นอน" อรพงศ์ กล่าว
          "สร้างเทคโนโลยี และ สร้างคน  สาย Deep Tech  ป้อนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ ของประเทศ" อรพงศ์ เทียนเงิน
          ความท้าทายหลักไม่ได้อยู่ที่การคิดค้นเทคโนโลยี แต่กลับอยู่ที่การเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้หรือลูกค้า