"บอลโลก"ดันออเดอร์เสื้อผ้า ทรูถกผลประโยชน์พันธมิตร

'ทรู'เตรียมหารือ 8 พันธมิตรร่วมลงขันถ่ายทอดสด'บอลโลก 2018' เคลียร์เงื่อนไขสิทธิประโยชน์  ขณะที่ธุรกิจเกี่ยวข้องรอกระแสแฟนบอล ก่อนจัดแคมเปญ ด้านผู้ผลิต-จำหน่ายโทรทัศน์ห่วงยอดขายไม่คึก เหตุคนไทยนิยมดูการแข่งขันผ่านมือถือ
          สมคิดสั่งทำบิ๊กดาต้าภาษี-คนจน
          เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวมอบนโยบายในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการ บูรณาการข้อมูลด้านการเงิน-สาธารณูปการ เพื่อยกระดับการให้บริการประชาชนสู่การเป็นบิ๊กดาต้าของรัฐวิสาหกิจ ที่กระทรวงการคลัง ว่า การลงนามครั้งนี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ทำให้มีคลังข้อมูลด้านการเงิน ทำให้รู้พฤติกรรมของลูกค้า โดยขณะนี้เหลือเวลาอีก 6 เดือนก่อนมีการเลือกตั้ง จึงมอบหมายให้กระทรวงการคลังจัดทำบิ๊กดาต้าด้านภาษี ข้อมูลแบงก์รัฐ ข้อมูลคนจน โดยให้เชื่อมข้อมูลดังกล่าวไปยังกระทรวงอื่นๆ เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ในการวางนโยบายภาครัฐ
          นายสมคิดกล่าวว่า ยังมอบหมายให้นายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร) จะย้ายไปเป็นเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ช่วยทำระบบบิ๊ก ดาต้าของประเทศเป็นระบบใหญ่ ถ้าทำไม่ได้ให้ไปว่าจ้างที่ปรึกษาต่างประเทศมาดำเนินการเลย โดย สศช.ต้องเปลี่ยนบทบาทในการทำหน้าที่ดูแลเศรษฐกิจและสังคม เพราะ สศช.ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ทำนายตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในแต่ละปีเท่านั้น ถ้ามีการเชื่อมระบบข้อมูลข่าวตั้งแต่วันนี้ ในอีก 1-2 ปีข้างหน้าคงจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ของไทย
          ชี้จะได้นำมาออกนโยบายให้ตรงจุด
          นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังเร่งจัดทำบิ๊กดาต้าของกระทรวงให้จบภายใน 6 เดือน ส่วนจะสามารถเชื่อมต่อข้อมูลกับกระทรวงอื่นได้เมื่อไหร่นั้น คงต้องขึ้นอยู่กับว่าหน่วยงานนั้นสามารถที่จะจัดทำระบบเรียบร้อยหรือยัง เรื่องนี้ สศช.เป็นหัวเรือใหญ่ในการดำเนินการ ทั้งนี้ที่ผ่านมากระทรวงการคลัง จัดทำบิ๊กดาต้าด้วยการเชื่อมระบบภาษี 3 กรมแล้ว เพื่อขยายฐานภาษีให้มากขึ้น นอกจากนี้จัดทำข้อมูลคนจนทำให้รู้ว่าใช้จ่ายอย่างไร สินค้าชนิดใดซื้อมาก บอกถึงความจำเป็นที่เขาต้องการ ทำให้สามารถออกนโยบายได้ตรงจุด โดยคาดว่าข้อมูลดังกล่าวจะนำไปต่อยอดกับมาตรการออกมาในเฟส 3 และ 4 ต่อปี
          นายอภิศักดิ์กล่าวว่า ส่วนการลงนามในครั้งนี้ถือเป็นการนำข้อมูลของรัฐวิสาหกิจมาเชื่อมโยงกัน โดยในการเชื่อมข้อมูลแบงก์รัฐกับระบบสาธารณูปการมาใช้ประโยชน์ในการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนที่เร็วขึ้น ทำให้ต้นทุนถูกลง สามารถลดดอกเบี้ยถูกลงด้วย โดยข้อมูลที่ได้นั้นทำให้แบงก์รัฐสามารถ วิเคราะห์เอสเอ็มอี รวมถึงความเสี่ยงเกิดหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) แม่นยำมากขึ้น
          นายอภิศักดิ์กล่าวว่า ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ร่วมกับบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิต บูโร) จัดตั้งบริษัทขึ้นมามีเครดิตบูโรถือหุ้น 51% ที่เหลือแบงก์รัฐร่วมถือหุ้น บริษัทดังกล่าวจะนำข้อมูลของ 9 แบงก์รัฐ และ 4 รัฐวิสาหกิจกลุ่มสาธารณูปการมาวิเคราะห์ข้อมูลจัดทำเป็นบิ๊กดาต้า เพื่อให้รัฐวิสาหกิจและรัฐบาลนำไปใช้ประโยชน์
          "ข้อมูลของกระทรวงการคลังสามารถเชื่อมโยงกับกระทรวงอื่น เช่น ข้อมูลคนจนเชื่อมไปยังกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในการให้ความช่วยเหลือคนจน เชื่อมกระทรวงศึกษาธิการเพื่อจัดระบบการศึกษาให้ตรงจุด ตรงนี้ถือเป็นแพลตฟอร์มใหญ่ของประเทศ" นายอภิศักดิ์กล่าว
          นำร่อง13รัฐวิสาหกิจ
          นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบูรณาการข้อมูลด้านการเงิน-สาธารณูปการ เพื่อยกระดับการให้บริการประชาชนสู่การเป็นบิ๊กดาต้าของรัฐวิสาหกิจทั้ง 13 แห่ง ทำให้แบงก์รัฐพิจารณาสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากสาธารณูปการ และขณะเดียวกันรัฐวิสาหกิจด้านไฟฟ้า-ประปาสามารถพัฒนาบริการประชาชนให้ได้ดียิ่งขึ้นจากข้อมูลของเอสเอ็มอี ซึ่ง สคร.ร่วมกับบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ในการนำข้อมูลที่ได้นั้นมาวิเคราะห์ ออกแบบนโยบายเพื่อตอบโจทย์การช่วยเหลือเอสเอ็มอี ทำให้สามารถขอสินเชื่อ ผ่อนชำระ หรือปรับโครงสร้างหนี้ผ่านทางมือถือ สนับสนุนเอสเอ็มอีสร้างต่อยอด ธุรกิจ และมีระบบอีคอมเมิร์ซในการซื้อขายสินค้าเอสเอ็มอี ภาครัฐสามารถจัดหลักสูตรอบรมที่สอดคล้องเหมาะสมกับความต้องการของเอสเอ็มอี
          นายเอกนิติกล่าวต่อว่า การลงนามครั้งนี้แบ่งเป็น 2 ฉบับ คือ สคร.และบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด อีกฉบับคือ 9 แบงก์รัฐ ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย บรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม กับรัฐวิสาหกิจกลุ่มสาธารณูปการ จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาค
          ทรูหารือใช้ลิขสิทธิ์9สปอนเซอร์
          แหล่งข่าวจากบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงเงื่อนไขในการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ที่มีการแข่งขันช่วงวันที่ 14 มิถุนายน-15 กรกฎาคม 2561 สำหรับ 9 สปอนเซอร์ เพื่อที่จะสามารถนำโลโก้และชื่อเวิลด์คัพไปใช้ได้นั้น เรื่องนี้ยังไม่มีการหารือกัน แต่จะหารือพร้อมกันทั้ง 9 สปอนเซอร์ในเร็วๆ นี้ โดยรายละเอียดต่างๆ จะเป็นไปตามเงื่อนไขของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ซึ่งจะมีความชัดเจนก่อน และยันกรอบเวลาในช่วงการแข่งขันที่จะเริ่มในวันที่ 15 มิถุนายนแน่นอน
          นายสฤษดิ์ จิณสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผู้ชมสามารถรับชมการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ผ่านทาง ทรูโฟร์ยู ช่อง 24 ได้เป็นปกติอยู่แล้ว ซึ่งไม่ใช่เฉพาะลูกค้าของทรูวิชั่นส์เท่านั้น เพื่อให้คนไทยสามารถรับชมการถ่ายทอดสดโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ครบทั้ง 64 แมตช์
          บอลโลกช่วยดันออเดอร์เสื้อผ้า
          ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังห้างจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าและเครื่องรับโทรทัศน์ ถึงการเตรียมความพร้อมในการจำหน่ายสินค้าช่วงแข่งขันบอลโลก พบว่าผู้ค้าส่วนใหญ่ยังรอกระแสประชาชนว่ามีดูการถ่ายทอดบอลโลกครั้งนี้อย่างไร แค่ไหน อีกทั้งต้องดูเรื่องภาวะอากาศด้วย ว่าช่วงนั้นจะมีฝนชุกหรือไม่ เพราะมีผลต่อการชมว่าจะรอชมภายในที่พักหรือนอกที่พัก เช่น ร้านอาหาร โรงแรม และหน้าห้างสรรพสินค้า ที่นิยมจัดจอทีวีขนาดใหญ่พร้อมแคมเปญอาหารและเครื่องดื่มราคาถูกกว่าปกติไว้ให้บริการ
          แหล่งข่าวจากบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายโทรทัศน์ รายหนึ่งกล่าวว่า ส่วนใหญ่คาดหวังจะให้การรอชมบอลโลกคึกคักกว่า 4 ปีก่อน แต่ก็เชื่อว่าอาจคึกคักไม่สูงนัก เพราะกำลังซื้อและเศรษฐกิจฐานรากยังไม่ดีนัก ยอดซื้อทีวีอาจไม่สูง เพราะปัจจุบันคนไทยนิยมดูถ่ายทอดใน มือถือ ก็น่าจะมียอดขายที่ดีและผู้ให้บริการอาจมีแพคเกจจูงใจ พร้อมกับแสดงความกังวลในเรื่องการพนันที่จะดึงเงินในกระเป๋าแทนการซื้อทีวีหรืออุปกรณ์เพื่อดูบอล
          แหล่งข่าวจากสมาคมผู้ผลิตเสื้อผ้ากีฬา กล่าวว่า คำสั่งผลิตของทีมฟุตบอลนั้นเริ่มมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา และไทยเป็นแหล่งผลิตสินค้าดีและส่งมอบได้ตรงเวลา ทำให้เป็นที่นิยมและช่วยดันยอดขายไม่น้อยกว่า 15-20% ในช่วงปกติ และน่าจะมีเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 1 หมื่นล้านบาท และที่น่าจับตามองคืออาจมีเสื้อผ้าและของที่ระลึกละเมิดลิขสิทธ์ออกมาจำหน่ายตามออนไลน์มากสุดตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม และราคาถูกกว่า เป็นเรื่องที่อยากให้รัฐบาลเข้มงวดในการดูแล
          จัดส่งเดลิเวอรี่เตรียมพร้อม
          น.ส.สิริญชา จันทรคำ หัวหน้าฝ่ายการตลาด บริษัท เชสเตอร์ฟู้ด จำกัด ผู้ให้บริการร้านอาหารเชสเตอร์ เปิดเผยว่า ในช่วงฟุตบอลโลกที่กำลังจะมาถึง เชสเตอร์ได้จัดเตรียมของพรีเมียมรับกระแสบอลโลกไว้ให้แฟนเชสเตอร์ได้สะสม รวมถึงเตรียมความพร้อมทีมเดลิเวอรี่ แมนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ลูกค้าได้เพลิดเพลินกับการชมฟุตบอลโลกแบบไม่ขาดอรรถรส ผ่านสายด่วนเดลิเวอรี่ 1145
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ผู้ผลิตอาหารพร้อมทานทุกรายกำลังอยู่ระหว่างการหารือและจัดเตรียมแผนการผลิตและจัดส่งสินค้าถึงที่พักหรือที่ทำงานสำหรับผู้ชื่นชอบการชมการแข่งขันฟุตบอล โดยยืนยันว่าในช่วงแข่งขันหรือถ่ายทอดกีฬาระดับโลกจะทำให้ยอดขายขยายตัวได้สูง 20-30% กว่าช่วง ปกติ
          แกนนำแรงงานชี้รัฐให้ไม่ตรงใจ
          กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงานวันแรงงานแห่งชาติ ประจำปี 2561 เกี่ยวกับข้อเรียกร้อง 10 ข้อของผู้ใช้แรงงาน ได้ดำเนินการไปแล้ว 6 ข้อ เหลืออีก 4 ข้อ ต้องหารือกันต่อไป
          นายพนัส ไทยล้วน ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า "ทั้ง 10 ข้อที่นายกฯกล่าวถึงเป็นข้อเรียกร้องเมื่อปี 2560 แต่อีก 10 ข้อเรียกร้องใหม่ ส่วนใหญ่รัฐบาลยังไม่ดำเนินการ มีเพียงข้อเดียวที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รายงานว่าได้ดำเนินการแล้วคือการออกกฎหมายให้ผู้ใช้แรงงานเกษียณอายุจาก 55 ปี เป็น 60 ปี แต่สิ่งที่แรงงานอยากได้เพิ่มคือต้องประกาศให้ผู้ใช้แรงงานทุกคนที่อายุมากกว่า 55 ปี แต่ยังไม่ถึง 60 ปี หากต้องการเกษียณอายุ 55 ปีก็สามารถได้สิทธิเช่นกัน นอกจากนั้นยังมีเรื่องเงินบำนาญจากประกันสังคมต้องได้ไม่น้อยกว่า 5,000 บาท รวมถึงขอให้รัฐบาลเร่งแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 11/1 ให้เป็นภาคบังคับและมีโทษอาญา และให้รัฐบาลสั่งการให้กระทรวงแรงงานปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 74 อย่างเคร่งครัด โดยให้นายจ้าง ลูกจ้าง และตัวแทนรัฐบาลร่วมดำเนินการในลักษณะไตรภาคี เพื่อสร้างระบบแรงงานสัมพันธ์ ไม่ใช่เหมือนที่เป็นอยู่อย่างในปัจจุบันที่เน้นมาจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว" นายพนัสกล่าว
          ชี้เอื้อนายทุนมากเกินไป
          ด้านนายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลได้ดำเนินการไปแล้วถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเล็กน้อย ขณะที่เรื่องใหญ่ๆ รัฐบาลยังไม่ขยับ หรือทำได้ช้ามาก เช่น การปรับโครงสร้างประกันสังคม การลงนามรับรองอนุสัญญาองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและคุ้มครองสิทธิการรวมตัวกัน และฉบับที่ 98 ว่าด้วยการปฏิบัติตามหลักการสิทธิในการรวมตัว และการร่วมเจรจาต่อรอง เป็นต้น
          "หลายข้อเรียกร้องที่รัฐบาลทำให้ไม่ได้ เนื่องจากเกรงกลัวว่าจะกระทบกับนายจ้าง ผู้ใช้แรงงานเข้าใจเรื่องนี้ดี โดยเฉพาะกรณีการเรียกร้องให้ขึ้นค่าจ้างเท่ากันทั่วประเทศ หากทำ ก็จะทำให้นายจ้างได้กำไรลดน้อยลง แต่ก็ต้องเข้าใจด้วยว่านายจ้างได้กำไรน้อยลงจริง แต่ไม่ได้ขาดทุน และลูกจ้างจะอยู่ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทุกวันนี้รัฐบาลเอื้อกลุ่มนายทุนมากเกินไป" นายสาวิทย์กล่าว
          รับลูกเช็กสัดส่วนจ้างงาน
          ด้านนายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์สั่งการให้ตรวจสอบสถานประกอบการหลายแห่งไม่รับคนไทยเข้าทำงาน แต่เน้นจ้างแรงงานต่างด้าวแทนเพราะจ่ายค่าแรงถูกกว่าว่า กระทรวงแรงงานได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ติดตามตรวจสอบมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกรณีการร้องเรียนในสถานประกอบการขนาดใหญ่ ก็จะเร่งเข้าไปตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายทันที
          "ที่ผ่านมาเมื่อเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบจะพิจารณาเบื้องต้นว่างานประเภทนั้นๆ จำเป็นต้องใช้แรงงานไทยหรือแรงงานต่างด้าวหรือไม่อย่างไร หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นงานที่คนไทยไม่นิยมทำ ก็จะอนุญาตให้สถานประกอบนั้นจ้างแรงงานต่างด้าว" นายจรินทร์กล่าว
          ผู้สื่อข่าวถามว่า ในอนาคตจะมีการกำหนดสัดส่วนการจ้างงานระหว่างแรงงานไทยกับแรงงานต่างด้าวหรือไม่ นายจรินทร์กล่าวว่า เรื่องนี้ขอพิจารณาในรายละเอียดก่อน
--จบ--

          --มติชน ฉบับวันที่ 4 พ.ค. 2561 (กรอบบ่าย)--