ชู11หุ้นปลอดภัยเดือนพ.ค. IVL-MINT-ADVANCนำทีม

 บล.ทรีนีตี้เปิดกลยุทธ์การลงทุนเดือน พ.ค. แนะเลือกลงทุนหุ้นที่มีปัจจัยหนุนเฉพาะตัว ชู IVL-MINT-ERW-AMATA-WHA-QH-AP-ADVANC-TRUE-KCE และ HANA
          นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า กลยุทธ์การลงทุนสำหรับเดือน พ.ค. แนะนำให้นักลงทุนเลือกลงทุนในหุ้นรายตัวที่มีปัจจัยบวกสนับสนุนเฉพาะตัว เช่น กลุ่มปิโตรเคมีที่ Spread ของราคาผลิตภัณฑ์ยังคงอยู่ในระดับสูง ได้แก่ IVL ราคาเป้าหมาย 70 บาท กลุ่มโรงแรมที่ได้ประโยชน์จากการขยายตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และการขยายตัวของการท่องเที่ยวเมืองรอง ได้แก่ MINT ราคาเป้าหมาย 48 บาท และ ERW ราคาเป้าหมาย 8.90 บาท
          นอกจากนี้ ยังแนะนำหุ้นกลุ่มนิคมฯ และ Logistics properties ที่เตรียมได้ประโยชน์จากการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งน่าจะทำให้การลงทุนภาคเอกชนปรับตัวสูงขึ้นในช่วงถัดไป หุ้นที่ได้ประโยชน์ ได้แก่ AMATA และ WHA ราคาเป้าหมาย Consensus อยู่ที่ 27 บาท และ 4.60 บาทตามลำดับ
          รวมทั้งหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่มี Dividend yield อยู่ในระดับสูง ได้แก่ QH ราคาเป้าหมาย 3.85 บาท และ AP ราคาเป้าหมาย 9.20 บาท กลุ่มสื่อสารที่มี Regulatory risk ที่ลดลง ประกอบกับความน่าจะเป็นที่จะได้รับมาตรการเยียวยาจากภาครัฐมีสูงขึ้น เลือก ADVANC ราคาเป้าหมาย 217 บาท และ TRUE ราคาเป้าหมาย 8.30 บาท
          ส่วนนักลงทุนระยะสั้นประเภทเก็งกำไร แนะนำหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนฯที่ได้อานิสงส์จากการที่เงินบาทกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาของการอ่อนค่ามากที่สุดประจำปี ได้แก่ KCE ราคาเป้าหมาย 88 บาท และ HANA ราคาเป้าหมาย 44 บาท
          สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยเดือน พ.ค. มีปัจจัยสำคัญที่เกิดขึ้นล่าสุด ซึ่งมีอิทธิพลต่อทิศทางตลาด ได้แก่ การปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ของผลตอบแทนพันธบัตร (Bond yield) สหรัฐฯ โดยรุ่นอายุ 10 ปีขึ้นมายืนเหนือ 3% เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
          และอีกปัจจัยที่อาจกดดันดัชนี ได้แก่ ความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันดิบอาจมีการปรับฐานลงในระยะสั้น ภายหลังจากปัจจัยสนับสนุนอย่างความตรึงเครียดในตะวันออกกลาง (Geopolitical risk) มีน้ำหนักลดลง และระดับอุปทานที่อาจเพิ่มขึ้น ภายหลังจากจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันในสหรัฐฯปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ไม่นับรวมการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่อาจส่งผลกดดันต่อราคาโภคภัณฑ์โดยรวม
          นอกจากนั้น อีกหนึ่งปัจจัยที่อาจจำกัดอัพไซด์ หรือการปรับขึ้นของราคาหุ้นในกลุ่มพลังงานและดัชนี ได้แก่ การพักตัวของหุ้น PTT ภายหลังจากการแตกพาร์ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับหุ้นขนาดใหญ่อย่าง AOT มาก่อนหน้านี้