"ที-โมบาย"ตกลงควบรวม"สปรินต์"

ซีเอ็นบีซี - สปรินต์ และ ที-โมบาย ตกลงควบรวมเพื่อตั้งบริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่อันดับสามของสหรัฐที่มีมูลค่ารวมกัน 146,000 ล้านดอลลาร์  บริษัทใหม่จะยังคงใช้ชื่อ “ที-โมบาย” แต่ยังต้องให้คณะบริหารของทรัมป์ไฟเขียวก่อน  คาดธุรกรรมนี้จะเสร็จสิ้นไม่เกินครึ่งแรกของปี 2562
          ข้อตกลงนี้จะทำให้บริษัทใหม่เป็นบริษัทโทรคมนาคมที่ใหญ่เป็นอันดับสามของสหรัฐ  โดยเป็นการแลกหุ้นทั้งหมดและตีมูลค่าสปรินต์ประมาณ 59,000 ล้านดอลลาร์ และบริษัทใหม่ที่รวมกันแล้วจะมีมูลค่า 146,000 ล้านดอลลาร์เมื่อรวมหนี้แล้ว  แต่หากไม่รวมหนี้ บริษัทใหม่จะมีมูลค่า 26,500 ล้านดอลลาร์
          บริษัทใหม่จะยังคงใช้ชื่อว่า ที-โมบาย และจะมีสำนักงานใหญ่ 2 แห่งในเบลวิว วอชิงตัน และโอเวอร์แลนด์ ปาร์ก ในแคนซัส  ส่วนจอห์น เลอเจียร์ ซีอีโอของที–โมบาย จะนั่งในตำแหน่งสูงสุดของบริษัทใหม่
          เลอเจียร์ แถลงว่า การรวมสองบริษัทจะช่วยสร้างคู่แข่งที่ดุดันที่มีขนาดเครือข่ายที่จะให้บริการแก่ผู้บริโภคและธุรกิจได้มากขึ้น แต่มีราคาลดลง มีนวัตกรรมมากขึ้น และมีประสบการณ์ที่ไม่เป็นสองรองใคร และรวดเร็วกว่าบริษัทใด ๆ
          ที-โมบายและสปรินต์ใกล้จะควบรวมกันได้สำเร็จเมื่อเดือนพฤศจิกายน ก่อนที่ มาซาโยชิ ซัน  ซีอีโอของซอฟต์แบงก์จะถอนตัวออกไปหลังจากที่เจรจาเป็นเวลาหลายสัปดาห์
          ข้อตกลงนี้ยังต้องเจอกับการตรวจสอบจากคณะบริหารของประธานาธิบดีโดนัล์ ทรัมป์ ซึ่งได้เคยคัดค้านข้อตกลงที่เอทีแอนด์ที เสนอเข้าถือสิทธิ์ในไทม์ วอร์เนอร์ มาแล้ว
          หากผ่านการอนุมัติ บริษัท ที-โมบายใหม่ จะมีสมาชิกประมาณ 120 ล้านคน แต่จะแข่งขันกับเวไรซอนและเอทีแอนด์ที ได้ดีมากขึ้น  ทั้งเวไรซอน และเอทีแอนด์ที มีสมาชิกบริษัทละมากกว่า 100 ล้านคน และได้วางกลยุทธ์ที่จะเปลี่ยนไปให้บริการ 5 จีในเร็ว ๆ นี้
          เลอร์เจียร์ กล่าวว่า บริษัทที-โมบายที่รวมกันแล้ว จะลงทุน 40,000 ล้านดอลลาร์ในช่วง 3 ปีข้างหน้าเพื่ออัพเกรดเครือข่ายให้เป็นเทคโนโลยีไร้สาย 5 จีน รุ่นต่อไป ซึ่งคาดว่าเทคโนโลยี 5 จี จะมีความเร็วที่จำเป็นต่อโดรน และรถรถยนต์ไร้คนขับ  และบริษัทใหม่จะได้รับผลกระทบในทางบวกจากการยกเครื่องภาษีของสหรัฐด้วยและจะไม่ต้องจ่ายภาษีมากจนถึงปี 2568
          ที-โมบายและสปรินต์คาดการณ์ว่าข้อตกลงนี้จะเสร็จสิ้นไม่เกินครึ่งแรกของปี 2562  และที-โมบายจะไม่ต้องจ่ายเงินค่าผิดสัญญาให้กับสปรินต์หากทางการสหรัฐยับยั้งข้อตกลงนี้
          ทั้งสองบริษัทคาดว่า ผู้คุมระเบียบสหรัฐจะเห็นประโยชน์ของข้อตกลงนี้  เนื่องจากไม่ได้เป็นเพียงเหตุผลที่จะทำให้บริษัทไร้สายจาก 4 บริษัทเหลือเพียง 3 บริษัทเท่านั้น แต่ในขณะนี้มีบริษัทใหญ่ ๆ แข่งขันกันอย่างน้อย 7 หรือ 8 บริษัทในตลาดนี้  บริษัทอื่น ๆ น่าจะถูกบีบให้เร่งลงทุนหลังจากที่ ที-โมบายและสปรินต์รวมกันแล้ว
          โฆษกคณะกรรมการด้านการสื่อสารของรัฐบาลกลางสหรัฐ กล่าวว่า คณะกรรมการฯ จะตัดสินใจว่าจะอนุมัติข้อตกลงนี้หรือไม่โดยพิจารณาว่ามันเป็นประโยชน์แก่ประชาชนหรือไม่
          ซีเทีย (CTIA) องค์กรการค้าที่เป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมสื่อสารไร้สายของสหรัฐ จัดอันดับให้สหรัฐมีความพร้อมในด้านเทคโนโลยี 5 จี รองจากจีนและเกาหลีใต้ รัฐบาลจีนได้มีแผนการเพื่อใช้เทคโนโลยี 5 จี ภายในปี 2563 โดยมีผู้ประกอบการสามรายที่ได้ให้คำมั่นว่าจะทำได้ตามกรอบเวลานี้
          เลอเจียร์ กล่าวว่า ข้อตกลงนี้น่าจะทำให้ค่าบริการของเอทีแอนด์ที เวไรซอน และคอมคาสต์ คอร์ป  ลดลง  แต่ทั้งสามบริษัทยังไม่ได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้
          การเจรจาของที-โมบายและสปรินต์สำเร็จลงได้หลังจากที่ ดอยช์ เทเลคอม เอจี ซึ่งถือหุ้นใหญ่ในที-โมบาย และซอฟต์แบงก์ กรุ๊ป คอร์ป ในญี่ปุ่น ซึ่งถือหุ้นใหญ่ในสปรินต์ เห็นพ้องกับโครงสร้างที่จะอนุญาตให้ดอยช์ เทเลคอม รวมบริษัทใหม่ในบัญชีของบริษัทต่อไปได้
          ดอยช์ เทเลคอมจะถือหุ้นในบริษัทใหม่ 42% และจะควบคุมคณะกรรมการบริหารของบริษัทใหม่ โดยจะได้แต่งตั้งกรรมการ 9 คน จากจำนวน 14 คน และเลอร์เจียร์จะยังคงเป็นกรรมการต่อไปเช่นกัน
          การประเมินมูลค่าหุ้นสปรินต์อยู่ที่ 6.62 ดอลลาร์ต่อหุ้น โดยอิงตามราคาปิดของที–โมบายเมื่อวันศุกร์  ส่วนหุ้นสปรินต์ปิดเมื่อวันศุกร์ 6.50 ดอลลาร์  ธุรกรรมนี้กำหนดแลกหุ้น ที-โมบาย 0.10256 หุ้น ต่อหุ้นสปรินต์ 1 หุ้น หรือเท่ากับหุ้นสปรินต์ 9.75 หุ้นต่อหุ้นที-โมบายแต่ละหุ้น
          ซอฟต์แบงก์ และดอยช์ เทเลคอม จะทำข้อตกลงเกี่ยวกับสิทธิในการลงคะแนนซึ่งจะทำให้ดอยช์ เทเลคอมได้สิทธิในการลงออกเสียงทั้งหมด 69% ของหุ้นที-โมบาย
          การเจรจารอบสองระหว่างสปรินต์ และที-โมบาย ยุติลงในเดือนพฤศจิกายนเนื่องจากไม่อาจตกลงเกี่ยวกับการประเมินมูลค่าได้  และนับตั้งแต่นั้นมาหุ้นสปรินต์ก็มีมูลค่าลดลงประมาณหนึ่งในห้าเนื่องจากมีความสงสัยว่า บริษัทจะสามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไรในเมื่อมีหนี้ในระยะยาวมากกว่า 32,000 ล้านดอลลาร์