CATเซ็นสัญญากับ"กฟผ."บูรณาการดิจิทัล-พลังงาน รับนโยบายไทยแลนด์4.0

CAT ร่วมลงนามกับ “กฟผ.” บูรณาการด้านดิจิทัลและพลังงาน ผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล หนุนนโยบาย Thailand 4.0 คาดมีความชัดเจนภายใน 3 เดือน
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2561 ที่ผ่านมา บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือการบูรณาการด้านดิจิทัลและพลังงาน ซึ่งถือเป็นกรอบแนวทางในการเสริมสร้างโอกาสและความร่วมมือทางธุรกิจ รวมถึงการพัฒนาโครงการที่มีศักยภาพร่วมกันในอนาคต โดยการเชื่อมโยงและบูรณาการการดําเนินธุรกิจด้านพลังงาน เทคโนโลยีดิจิทัล และการสื่อสารโทรคมนาคม เพื่อสนับสนุนนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาลที่จะเร่งผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล และเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขันของประเทศไทย
          พ.อ.สรรพชัย หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT เปิดเผยว่า บริษัทจะให้การสนับสนุนด้านโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคม และ Big Data ในการทำโครงการ Smart Energy รวมทั้งจะร่วมกันศึกษา และพัฒนาการเชื่อมโยงและบูรณาการการดำเนินธุรกิจโทรคมนาคม และธุรกิจพลังงานไฟฟ้าที่สำคัญ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมและนวัตกรรมดิจิทัล รวมทั้งเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขันของประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน
          สำหรับการลงนามในครั้งนี้เบื้องต้นแบ่งเป็น 3 ส่วน โดยส่วนแรก จะเป็นโครงการนำร่อง Smart Energy ในอาคารของ CAT และ กฟผ. ซึ่งในส่วนอาคารของ CAT จะมีการนำสายส่งไฟฟ้าเข้ามาติดตั้งกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ เพื่อให้สามารถควบคุม และบริหารจัดการได้ ส่วนที่ 2 คือ การใช้สินทรัพย์ร่วมกันเพื่อให้เกิดประโยชน์ และส่วนที่ 3 คือ บริการดิจิทัล โดยปัจจุบันได้มีการศึกษาทำต้นแบบที่แม่เมาะ เนื่องจากกฟผ.ต้องการทำ Smart Logistic ซึ่งบริษัทจะสนับสนุนทางด้านโซลูชั่น คาดว่าภายใน 3 เดือน จะมีความชัดเจนในหลาย ๆ ส่วน
          นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ.กล่าวว่า จุดมุ่งหมายสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้คือ การนํานวัตกรรมพลังงานไฟฟ้ามายกระดับประสิทธิภาพของระบบพลังงานไฟฟ้าก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทย รวมถึงเป็นการเตรียมรองรับการเปลี่ยนแปลงให้ประเทศไทยพร้อมก้าวเข้าสู่ยุคของ “Energy 4.0” ประกอบด้วย การศึกษาพัฒนาระบบตอบสนองความต้องการทางไฟฟ้า (Demand Response) เพื่อควบคุมการใช้ไฟฟ้าให้เหมาะกับต้นทุนการผลิตไฟฟ้าในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างเหมาะสม ร่วมกับการออกแบบด้านการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในพื้นที่หรืออาคารให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในอนาคตอาจพิจารณาการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ ระบบกักเก็บพลังงานสำรอง และการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาบริหารจัดการพลังงานภายในพื้นที่แบบครบวงจร