"สนช."ลงมติคว่ำเลือกบอร์ดกสทช.ขาดคุณสมบัติ8คน

สนช.ลงมติเสียงข้างมาก 118 คะแนน ไม่เลือกบอร์ดกสทช.ชุดใหม่ หลังพบว่ากสทช. 8 คนมีปัญหาด้านคุณสมบัติและความประพฤติ โยนให้คณะกรรมการสรรหากลับไปแก้ไขข้อบกพร่อง
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ครั้งที่ 22/2561 เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2561 ที่ผ่านมา มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาวาระเรื่องด่วนในการเลือกบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตามมาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 โดยเป็นการประชุมลับใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง
          ก่อนมีมติเสียงข้างมาก 118 คะแนน ต่อ 25 คะแนน ไม่เลือกรายชื่อผู้สมควรได้รับเลือกเป็นคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตามที่คณะกรรมการสรรหาเสนอมาให้ สนช.โดยมีสมาชิก สนช. งดออกเสียงจำนวน 20 คน
          สำหรับ 14 รายชื่อที่คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ลงมติเลือกรวม 7 ด้าน ด้านละ 2 คน เมื่อวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา เพื่อส่งให้ สนช.มีมติเลือกเหลือด้านละ 1 คน ประกอบด้วย 1.ด้านกิจการกระจายเสียง จำนวน 2 คน ได้แก่ พ.อ.กฤษฎา เทอดพงษ์ และนายธนกร ศรีสุขใส 2.ด้านกิจการโทรทัศน์ จำนวน 2 คน ได้แก่ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ และ พล.อ.มังกร โกสินทรเสนีย์
          3.ด้านกิจการโทรคมนาคม จำนวน 2 คน ได้แก่ นายอธิคม ฤกษบุตร และนายกิตติศักดิ์ ศรีประเสริฐ 4.ด้านวิศวกรรม จำนวน 2 คน ได้แก่ พล.อ.ต.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ และ พ.อ.อนุรัตน์ อินกัน 5.ด้านกฎหมาย จำนวน 2 คน ได้แก่ นายมนูภาน ยศธแสนย์ และ นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร 6.ด้านเศรษฐศาสตร์ จำนวน 2 คน ได้แก่ ผศ.ภักดี มะนะเวศ และ นายณรงค์ เขียดเดช และ7.ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค หรือด้านการส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน จำนวน 2 คน ได้แก่ นพ.สุริยเดว ทรีปาตี และนายวรรณชัย สุวรรณกาญจน์
          นายสมชาย แสวงการ สมาชิก สนช. และเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) กล่าวภายหลังการประชุมลับว่า จากการรับฟังรายงานของคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้สมควรได้รับเลือกเป็นคณะกรรมการ กสทช.พบว่า มีปัญหาด้านคุณสมบัติและความประพฤติรวม 8 คน ซึ่งอาจขัดกับมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ซึ่งกำหนดลักษณะต้องห้ามว่า กสทช.ต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นกรรมการ ผู้จัดการ ผู้บริหาร ที่ปรึกษา พนักงาน ผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนหรือนิติบุคคลอื่นใดบรรดาที่ประกอบธุรกิจ ด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์หรือกิจการโทรคมนาคม ในระยะเวลา 1 ปี ก่อนได้รับการคัดเลือก
          “สนช.ได้รับบัญชีรายชื่อบุคคลให้ดำรงตำแหน่ง กสทช.ในแต่ละด้านมาจำนวน 2 เท่าก็จริง แต่เมื่อพบว่ามีบุคคลที่คุณสมบัติไม่ครบ และมีลักษณะต้องห้าม จึงมีประเด็นว่าบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาเสนอมานั้นมีจำนวน 2 เท่าตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ ซึ่งถ้าสนช.ลงมติเลือกไปอาจมีปัญหาในทางกฎหมายได้ จึงขอให้ สนช.ลงมติเพื่อไม่เลือกบุคคลตามบัญชีรายชื่อที่คณะกรรมการสรรหาเสนอ เพื่อให้คณะกรรมการสรรหากลับไปแก้ไขข้อบกพร่อง ซึ่งเป็นไปตามมาตรา 17 วรรคสองของกฎหมายที่กำหนดไว้ว่าถ้า สนช.ไม่สามารถเลือก กสทช.ได้ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับบัญชีรายชื่อ ให้คณะกรรมการดำเนินการสรรหาเพิ่มเติมต่อไป” นายสมชาย กล่าว
          ด้านนายตวง อันทะไชย สมาชิก สนช.อภิปรายแย้งว่า เมื่อคณะกรรมการสรรหาได้เสนอบัญชีรายชื่อบุคคลที่สมควรได้รับเลือกเป็นกรรมการ กสทช.แล้ว สนช.ก็ควรดำเนินการเลือกตามมาตรา 16 และมาตรา 17 ของ พ.ร.บ.ดังกล่าว นอกจากนี้ สนช.ไม่มีหน้าที่ในการไปวินิจฉัยว่าใครมีคุณสมบัติครบหรือไม่ เนื่องจากบัญชีรายชื่อที่ สนช.ได้รับมานั้นได้ผ่านกระบวนการคัดกรองมาแล้วชั้นหนึ่งจากคณะกรรมการสรรหา
          นอกจากนี้ สนช.จะใช้มติเพื่อยกเว้นการใช้ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ไม่ได้ ซึ่งต่างจากการยกเว้นการใช้ข้อบังคับการประชุม สนช. ที่ สนช.สามารถกระทำได้ตามกฎหมาย ดังนั้น สนช.ต้องดำเนินการตามกฎหมายเท่านั้น ส่วนสมาชิก สนช.คนใดคิดว่าบุคคลดังกล่าวไม่เหมาะสมกับตำแหน่งคณะกรรมการ กสทช.ก็ใช้สิทธิในลงคะแนนในทางใดทางหนึ่งต่อไป