WHA-AMATAเด้งข่าวดี "แจ็ค หม่า"ลงทุนEEC

มาตามนัด “แจ็ค หม่า” ผนึกกำลังภาครัฐ เซ็น MOU เดินหน้าลงทุนใน EEC ประเดิมผุดโครงการ “Smart Digital Hub” ส่งเสริมการค้ากับจีน-CLMV เริ่มสร้างปีนี้ และเปิดดำเนินการปี 62 ฟาก WHA-AMATA รับอานิสงส์ ชี้อาลีบาบาลงทุน ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่น ตุนที่ดินในเขต EEC รายละ 1 หมื่นไร่
          ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ล่าสุดในวานนี้ (19เม.ย.) ทางรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจของไทยและนายแจ็ค หม่า ประธานกรรมการบริหารกลุ่มอาลีบาบา ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ของไทยกับบริษัทในเครืออาลีบาบากรุ๊ป
          โดยดำเนินการเพื่อส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยภายใต้ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ซึ่งมีความร่วมมือจะมีในหลากหลายมิติ อาทิ การส่งเสริม SMEs ทุกระดับเข้าสู่อีคอมเมิร์ซ การพัฒนาของดาวเด่น หรือ Talents ของไทยในด้านดิจิทัล การยกระดับระบบโลจิสติกส์โดยอาศัยเทคโนโลยีชั้นนำของอาลีบาบา และการส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านระบบดิจิทัล
          ขณะที่นายแจ็ค หม่า ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งกลุ่มอาลีบาบา กล่าวว่า จีนกำลังก้าวขึ้นสู่การเป็นตลาดผู้บริโภคที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยการขยายตัวของกำลังซื้อของคนชั้นกลางที่มีจำนวนมากกว่า 300 ล้านคนในปัจจุบัน ประกอบกับนโยบายเปิดการค้าเสรีของจีน
          ดังนั้น จึงถือเป็นโอกาสดีที่ประเทศต่างๆ จะใช้โอกาสนี้ในการส่งสินค้าไปยังตลาดจีน ประกอบกับผลิตผลทางการเกษตรของไทย เช่น ข้าวหอมมะลิ ทุเรียน หรือผลไม้ต่างๆ เป็นสินค้าที่ชาวจีนชื่นชอบ ดังนั้น จุดแข็งในเรื่องผู้คนและวัฒนธรรมของไทย ประกอบกับนโยบายประเทศไทย 4.0 ทำให้มั่นใจในอนาคตและศักยภาพการเติบโตของไทย ทั้งนี้ กลุ่มอาลีบาบายืนยันที่จะเป็นพันธมิตรในระยะยาวกับประเทศไทยในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่โลกดิจิทัล
          ทั้งนี้ ความร่วมมือในโครงการหลักที่จะช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัลและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสนับสนุนยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ประกอบด้วย 1.โครงการจัดตั้งศูนย์ Smart Digital Hub ในพื้นที่อีอีซีเพื่อส่งเสริมการค้ากับจีนและกลุ่ม CLMVจะอาศัยเทคโนโลยีระดับโลกของอาลีบาบาในด้านการประมวลข้อมูลโลจิสติกส์ผ่านไช่เหนี่ยว (Cainiao Network) ซึ่งเป็นธุรกิจด้านโลจิสติกส์ของอาลีบาบา เพื่อทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างไทยกับจีน การขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนสู่ประเทศเพื่อนบ้าน (CLMV) และไปยังที่อื่นทั่วโลก คาดจะทำพิธีวางศิลาฤกษ์ในการก่อสร้าง Smart Digital Hub ได้ภายในปี 2561 และจะเริ่มเปิดดำเนินการในปี 2562
          2.โครงการร่วมส่งเสริมพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลอีคอมเมิร์ซสำหรับผู้ประกอบการ SME ไทย ซึ่งอาลีบาบาได้เสนอให้วิทยาลัยธุรกิจอาลีบาบา หรือ Alibaba Business School (ABS) ซึ่งเป็นสถาบันพัฒนาบุคลากรของอาลีบาบา ที่ตั้งอยู่ที่เมืองหางโจว ร่วมมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในการพัฒนาขีดความสามารถด้านดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซของ SMEs ไทยทุกกลุ่มทั่วประเทศ รวมถึง SMEs ในชุมชนท้องถิ่น และผู้ประกอบการรายย่อย
          3.โครงการอบรมพัฒนาดาวเด่นด้านดิจิทัล (Digital Talent) โดยAlibaba Business School  จะร่วมมือกับ
          กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในการพัฒนากลุ่มคนเก่งหรือดาวเด่นด้านดิจิทัล (Digital Talent) ในประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมเนื้อหาหลายหลักสูตร โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษา นักวิจัย อาจารย์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ภาครัฐไปร่วมเข้าโครงการฝึกอบรมพัฒนาในด้านดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซให้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง รวมทั้งสร้างเครือข่าย (Networking) กับดาวเด่นหรือ Talents ทั่วโลกที่ประเทศจีน
          4.การเปิดตัว Thai Rice Flagship Store บนเว็บไซต์ Tmall.com โดยทางกระทรวงพาณิชย์และอาลีบาบายังได้ร่วมกันเปิดตัว Thai Rice Flagship Store บนเว็บไซต์ Tmall.com ซึ่งเป็นเว็บซื้อขายออนไลน์ระดับโลกที่เน้นร้านค้าแบรนด์ชั้นนำหรือร้านค้าตัวแทนที่มีความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะช่วยผลักดันยอดขายผลิตผลทางการเกษตรเริ่มต้นจากข้าว และขยายผลไปถึงผลไม้ต่างๆ ของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุเรียน ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่ชาวจีนประกอบกับกระทรวงพาณิชย์และอาลีบาบาจะร่วมกันผลักดันการส่งออกข้าวไทยและผลิตผลทางการเกษตรของไทย
          5.โครงการความร่วมมือด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวดิจิทัล โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ท.ท.ท.) จะร่วมมือกับอาลีบาบาและฟลิกกี้ (Fliggy) บริษัทด้านการท่องเที่ยวออนไลน์ชั้นนำของจีน ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวดิจิทัลและผู้ประกอบการการท่องเที่ยวรายย่อยในไทย
          *WHA-AMATA ยิ้มอาลีบาบาลงทุน
          นางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA เปิดเผยว่า จากกรณีที่นายแจ็ค หม่า ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทอาลีบาบา กรุ๊ป เข้าพบกับทางภาครัฐของไทยถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะกลุ่มอาลีบาบาจะใช้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งโลจิสติกส์ไปยังกลุ่มประเทศภูมิภาคอาเซียน
          โดยบริษัทได้มีการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการลงทุนในแต่ละกลุ่มธุรกิจไว้แล้ว อีกทั้งจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ด้านการลงทุนในโครงการ EEC ดังนั้น เมื่อกลุ่มอาลีบาบามาลงทุนในไทยจะยิ่งช่วยทำให้สร้างความมั่นใจด้านการลงทุนให้กับนักลงทุนในต่างประเทศ
          ขณะเดียวกันจะช่วยทำให้เกิดการแข่งขันและการจ้างงานภายในกลุ่มอุตสาหกรรม เพื่อให้มีการก้าวหน้าด้านเทคโนโลยี นอกจากนี้แล้วทางกลุ่มอาลีบาบาได้มีนโยบายที่จะส่งเสริมผู้ประกอบการขนาดเล็กภายในประเทศไทยด้วยการใช้โลจิสติกส์เป็นเครื่องมือในการช่วยกระตุ้น
          ดังนั้น จากภาพรวมแล้วจะช่วยทำให้ภาพลักษณ์การลงทุนในไทยมีความน่าสนใจมากขึ้น และจะส่งผลดีต่อบริษัท เนื่องจากบริษัทมีธุรกิจที่รองรับ และพร้อมดำเนินการแล้ว ได้แก่ ธุรกิจโลจิสติกส์, ธุรกิจขายที่ดินในเขตนิคมอุตสาหกรรม, ธุรกิจดิจิทัลแพลตฟอร์ม และธุรกิจสาธารณูปโภค
          ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูลเพิ่มเติม พบว่า หุ้น WHA และบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) หรือ AMATA ถือเป็นหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรมที่มีโอกาสได้รับประโยชน์สูงสุดจากนโยบาย EEC เนื่องจากในปัจจุบันทาง AMATA มีที่ดินในเขต EEC เป็นจำนวนมากถึง 1.3 หมื่นไร่ ส่วน WHA มีที่ดินในเขต EEC จำนวน 1 หมื่นไร่