TRUEเขี่ยAIS ยิงสดบอลโลก

สปอนเซอร์รายละ 200 ล้านไม่คุ้ม
          ศึกบอลโลกเดือด "ทรู วิชั่นส์" เขี่ยทิ้งคู่แข่ง AIS ดึงเคแบงก์เสียบแทน หลังคว้าลิขสิทธิ์ยิงสดบอลโลก วงในชี้สปอนเซอร์ควักรายละ 200 ล้านบาท ไม่คุ้ม เหตุขั้นตอนล่าช้า เงื่อนไขเยอะ เวลาโปรโมตกระชั้นชิด
          ความคืบหน้าการซื้อลิขสิทธิ์ถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 ประเทศรัสเซีย หรือ Fifa World Cup Russia 2018 ระหว่างวันที่ 14 มิถุนายน-15 กรกฎาคมนี้ ล่าสุดเป็นที่ยืนยันแล้วว่า "ทรู วิชั่นส์" ได้เซ็นสัญญากับสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า)เพื่อซื้อลิขสิทธิ์การถ่ายทอดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยบริษัท ทรูวิชั่นส์ จำกัด (มหาชน) จะเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์การถ่ายทอดการแข่งขันทั้งหมด โดยมีผู้ให้การสนับสนุนรวม 7 รายที่จะร่วมลงขันรายละ 200 ล้านบาท  ซึ่งคาดว่าจะใช้เม็ดเงินไม่ต่ำกว่า 1,400 ล้านบาท นำโดยกลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ฯ ซึ่งจะมีการแถลงข่าวการถ่ายทอดการซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2018 พร้อมเปิดตัวสปอนเซอร์ทั้งหมดอย่างเป็นทางการเพื่อเป็นการคืนความสุขให้คนไทยในเร็วๆ นี้ โดยมีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งนั่งเป็นประธานคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทย หรือ กกท. เป็นประธานในการแถลงข่าวครั้งนี้ด้วย
          อย่างไรก็ดีจากการที่ทรูวิชั่นส์ ถือลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2018 ในครั้งนี้ ส่งผลให้ล่าสุดมีการถอด บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ AIS ออกจากการเป็นสปอนเซอร์ พร้อมกับเปิดตัวสปอนเซอร์รายใหม่อย่างธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เข้ามาแทนที่ โดยแหล่งข่าวระดับสูง กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า ทรู เป็นสื่อที่มีความพร้อมในทุกด้านทั้งฟรีทีวี, เพย์ทีวี, โมบาย ทีวี, และดิจิตอล มีเดีย ขณะที่คิงเพาเวอร์ ไม่มีสื่อในมือ การที่ได้ทรูวิชั่นส์มาร่วมครั้งนี้จึงช่วยได้มากโดยเฉพาะในเรื่องเทคนิค และเมื่อทรูเข้ามาแน่นอนว่า ย่อมต้องตัดทางคู่แข่งอย่าง AIS ออกจากเส้นทางนี้ เพราะอีเวนต์ฟุตบอลโลกถือเป็นบิ๊กอีเวนต์ที่แต่ละบริษัทสามารถนำมาต่อยอดทางธุรกิจทั้งการสร้างแบรนด์และยอดขายได้มากมาย เกมนี้จึงเป็นการเขี่ย AIS ให้ออกจากสารบบ ขณะที่การเข้ามาของ KBANK เป็นแค่การทำตลาดเพื่อไม่ให้ตกกระแสฟุตบอลโลกเท่านั้น แต่การที่ต้องควักเงิน 200 ล้านบาทร่วมเป็นสปอนเซอร์ และมีระยะเวลาในการทำกิจกรรมตลาดแค่ 2-3 เดือน นั้นเชื่อว่าจะได้ผลลัพธ์ไม่คุ้มค่าการลงทุน
          "เหลือระยะเวลาอีกไม่นานการแข่งขันฟุตบอลโลกก็จะเกิดขึ้น การต้องจ่ายเงิน 200-300 ล้านบาททำการตลาดในระยะเวลา 2-3 เดือนถามว่าคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่ เพราะวันนี้หากเข้มงวดเรื่องการดู ผูกขาดสื่อ ชาวเน็ตก็หาทางดูได้อยู่ดี หากรัฐต้องการสร้างโอกาสทางธุรกิจ ก็ควรวางแผน และปล่อยให้เกิดการไหลเวียนของเศรษฐกิจ เพราะที่ผ่านมาเสียเวลาและโอกาสไปมากแล้ว"
          ทั้งนี้ต้องยอมรับว่าฟุตบอลโลก 2018 เป็นกีฬาที่คนไทยและทั่วโลกเฝ้ารอ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ Economic Impact จากร้านค้า ร้านอาหาร สินค้าและบริการต่างๆ ที่เตรียมสร้างแคมเปญออกมาล่อซื้อผู้บริโภค และ Social Impact กระแสสังคมที่จะเกิด นอกจากนี้ยังมีผลที่จะตามมาต่อเนื่องอย่างน้อย 4-5 เดือนหลังการแข่งขันฟุตบอลโลกจบลง คือ กระแสนิยมฟุตบอล ทำให้หลายธุรกิจคึกคัก ไม่ว่าจะเป็นสนามฟุตบอล หญ้าเทียม อุปกรณ์กีฬา ฯลฯ
          "นอกจากสปอนเซอร์ที่จะทำแคมเปญออกมารองรับฟุตบอลโลกซึ่งไม่ใช่จะเสียค่าใช้จ่ายแค่ 200 ล้านบาท แต่ยังต้องมีค่าจัดกิจกรรมต่างๆ ตามมาอีกมาก หากทำแคมเปญใหญ่ก็ต้องจ่ายอีกเป็นหลัก 30-40 ล้านบาท ยังมีเงินจากการผลิตและขายสินค้าและบริการต่างๆ รวมไปถึงเงินนอกระบบที่จะเกิดจากการพนันบอล เชื่อว่าฟุตบอลโลกครั้งนี้จะมีเม็ดเงินสะพัดเป็นหลักหมื่นล้านบาทแน่นอน"
          สำหรับฟุตบอลโลก 2018 ครั้งนี้ กิจกรรมการตลาดที่เกิดขึ้นจะมีทั้งออนกราวด์  ออนไลน์ และออนแอร์ ซึ่งจะเป็นช่องทางทำให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ครบครัน ซึ่งผู้ประกอบการเองต้องสร้างโอกาสให้ได้มากที่สุด เพราะล่าสุดกกท. ในฐานะหน่วยงานภาครัฐที่ดูแล ได้ออกมาประกาศที่จะเข้มงวดในเรื่องของการละเมิดลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด รวมถึงการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลโลก โดยจะเอาผิดผู้ที่ละเมิดและนำไปอ้างอิง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในวงกว้างเช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 ดังนั้นการทำการตลาดใดๆ ยังต้องการความชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดเป็นปัญหาตามมา
          ด้านนายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท คิงเพาเวอร์ฯ กล่าวว่า คิงเพาเวอร์เป็นเพียง 1 ในสปอนเซอร์ร่วมกับเอกชนราย อื่นๆ เพื่อช่วยสนับสนุนให้คนไทยได้ดูการถ่ายทอดสดการแข่งขันบอลโลกเท่านั้น โดยที่ภาครัฐ ได้ระดมเอกชนหลายๆรายเข้ามาร่วมสนับสนุน หลังจากที่ไม่มีเอกชนรายใดแสดงความต้องการจะซื้อลิขสิทธิ์มาเผยแพร่ในประเทศไทย