ตั้งป้อมไอทีจีน สู้ศึกใหญ่ 5จี

นันทิยา วรเพชรายุทธ
          ขณะที่บรรยากาศการค้าโลกอึมครึมมาอย่างต่อเนื่องจากศึกช้างชนช้างระหว่าง "จีน-สหรัฐ" ที่ขู่ตั้งกำแพงภาษีกันแบบตาต่อตา-ฟันต่อฟันระดับแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ล่าสุด สถานการณ์ยิ่งทวีความตึงเครียดขึ้นไปอีก เมื่อสหรัฐลงดาบบริษัท "แซดทีอี คอร์ป" บริษัทเทคโนโลยีด้านโทรคมนาคมที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ในจีน
          เดิมทีนั้น สหรัฐได้ลงโทษปรับ แซดทีอีไปแล้วเป็นเงินถึง 1,190 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.7 หมื่นล้านบาท) เมื่อเดือน มี.ค. 2017 ฐานละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ ที่ห้ามส่งออกสินค้าที่มีเทคโนโลยีของสหรัฐไปยังอิหร่านและเกาหลีเหนือ ซึ่งนับเป็นโทษปรับสูงสุดที่เคยมีมาของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐภายใต้เรื่องนี้
          แต่ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้ลงดาบเพิ่มที่รุนแรงกว่าเดิมมาก ด้วยการห้ามบริษัททั้งหมดในสหรัฐ ซื้อขายกับแซดทีอีนานถึง 7 ปี ฐานผิด ข้อตกลงยอมความปีก่อนที่เคยรับปากว่าจะลงโทษผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งนอกจากจะไม่ลงโทษแล้ว บริษัทยังตบโบนัสปลายปีให้ตามปกติอีกด้วย
          ดักลาส จาคอบสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการควบคุมการส่งออก ซึ่งเป็นทนายของบริษัทซัพพลายเออร์ให้แซดทีอีในสหรัฐ ระบุกับรอยเตอร์สว่า โทษแบน 7 ปีครั้งนี้ถือว่าเป็นโทษที่รุนแรงแบบที่ "ไม่ได้เห็นกันง่ายๆ" และจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อบริษัทจีน เนื่องจากมีการพึ่งพาอุปกรณ์และซอฟต์แวร์จากสหรัฐอยู่มาก
          แซดทีอีนั้นเป็นทั้งผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือและวางระบบเครือข่ายโทรคมนาคมรายใหญ่ในจีนที่เป็นรองเพียงแค่ "หัวเว่ย เทคโนโลยีส์" แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังต้องพึ่งพาด้านชิ้นส่วนจากสหรัฐอยู่มาก อย่างเช่น ชิป โพรเซสเซอร์ และโมเดม ซึ่งคาดว่าในสินค้าตัวหนึ่งของแซดทีอีนั้นจะมีชิ้นส่วนจากสหรัฐเป็นส่วนประกอบมากถึงราว 25-30% การแบนครั้งนี้จึงคาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อแซดทีอีทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
          หากมองเผินๆ เรื่องนี้คงเป็นเพียงการลงโทษทางการค้าที่ยิ่งทำให้บรรยากาศทางเศรษฐกิจระหว่างจีนกับสหรัฐยิ่งตึงเครียดขึ้น ทว่าหากติดตามกันอย่างต่อเนื่องจะเห็นได้ว่า นี่คือการเดินเครื่องชนใน "สนามรบไอที"
          ที่ทั้งฝ่ายจีนและสหรัฐกำลังเดิมพันหนักกับอนาคตของเทคโนโลยี 5จี  ที่ทำให้สงครามเย็นด้านเทคโนโลยี แปรเปลี่ยนเป็นสงครามอันร้อนระอุหลังจากนี้
          ทั้งนี้ ก่อนที่โลกจะเข้าสู่ยุค 5จี ที่สามารถดาวน์โหลดภาพยนตร์หรือไฟล์ข้อมูลขนาดใหญ่ได้ภายในเวลาไม่กี่วินาทีนั้น จะต้องมีการอัพเกรดหลักๆ ทั้งในด้านระบบโครงข่ายและตัวอุปกรณ์
          บรรดาบริษัทโทรคมนาคมจำเป็นต้องอัพเกรดระบบเน็ตเวิร์ก เป็นระบบเกียร์ 5จี ก่อน ซึ่งปัจจุบัน บริษัทที่มีศักยภาพก็มีเพียงรายใหญ่ไม่กี่รายเท่านั้น อาทิ หัวเว่ยและแซดทีอีจากจีน อีริคสันจากสวีเดน และโนเกียจากฟินแลนด์ ขณะที่ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือนั้นก็ต้องอัพเกรดด้วยการติดตั้ง  ชิปโมเดม 5จี ซึ่งปัจจุบันมีควอลคอมม์เป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตชิปสมาร์ทโฟนรายใหญ่ไม่กี่รายของสหรัฐ
          ทั้งหัวเว่ยและแซดทีอีนั้น นับเป็นทัพใหญ่ของจีนในการพัฒนาระบบ 5จี ซึ่งมีการลงทุนมหาศาลไปกับเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่กำลังจะเป็นจริงในอีกไม่กี่ปีนี้ ซึ่ง เคนหู ซีอีโอของหัวเว่ยเพิ่งประกาศจะลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ โดยหวังขึ้นเป็นผู้นำเกม 10 ปีข้างหน้า
          ขณะที่ข้อมูลอย่างเป็นทางการของบริษัทระบุว่า ได้ลงทุนกับการพัฒนา 5จี ไปแล้ว 600 ล้านดอลลาร์  นับตั้งแต่ปี 2009
          ขณะที่ข้อมูลในช่วงต้นปี 2017  ที่ผ่านมา พบว่า ในการจดสิทธิบัตรทั่วโลกเกี่ยวกับเทคโนโลยี 5จี ซึ่งอยู่ที่ราว 1,450 รายการนั้น เป็นของจีนไปถึง 10% ซึ่งนำโดยหัวเว่ยและแซดทีอี ขณะที่ควอลคอมม์นำไปด้วยสัดส่วน 15% โนเกีย 11% และอีริคสัน 8%
          การที่บริษัทจากจีนที่เคยเป็นเพียงผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือราคาถูก สามารถก้าวขึ้นมาอยู่ในสนามแข่งเดียวกันของบริษัทโทรคมนาคมระดับโลกนั้น จึงถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการแข่งขันในอนาคต 5จี ที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในขณะนี้ และทำให้สหรัฐหันมาเพ่งเล็งภาคไอทีจีนเป็นพิเศษ
          ก่อนหน้ากรณีแซดทีอีเพียงแค่  2 เดือน วุฒิสมาชิกจากพรรครีพับลิกัน 2 คน เพิ่งเสนอร่างกฎหมายห้ามหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐ ซื้อ/เช่าซื้อ อุปกรณ์เกี่ยวกับโทรคมนาคมจาก  2 บริษัทสื่อสารใหญ่สุดในจีน คือ  แซดทีอีและหัวเว่ย โดยให้เหตุผลเรื่องความกังวลว่า บริษัทเหล่านี้อาจหาทางสอดส่องข้อมูลความลับจากทางสหรัฐ
          ขณะที่เมื่อเดือน มี.ค.ที่เพิ่งผ่านมา ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ก็เพิ่ง
          ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดีสหรัฐ ไม่อนุมัติคำร้องที่ บรอดคอม บริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่จากสิงคโปร์ ยื่นซื้อกิจการ ควอลคอมม์ บริษัทผลิตชิปใหญ่ในสหรัฐที่มีวงเงินสูงถึง 1.1 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 3.6 ล้านล้านบาท)
          สหรัฐให้เหตุผลเรื่องความมั่นคงของชาติในการล้มดีลดังกล่าว หลังจากที่คณะกรรมการการลงทุนจากต่างประเทศในสหรัฐ (ซีเฟียส) ตรวจสอบ ดีลนี้และสรุปว่า หากบรอดคอมเข้าซื้อควอลคอมม์ อาจมีการตัดลดค่าใช้จ่ายในส่วนต่างๆ โดยเฉพาะในส่วนของการวิจัยและพัฒนา (R&D) จนอาจส่งผลให้การลงทุนในเทคโนโลยีเครือข่าย ไร้สายความเร็วสูง 5จี ของบรอดคอมต้องชะงักลง และทำให้หัวเว่ยจากจีนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านการพัฒนา 5จี
          บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศจีน (ซีไอซีซี) ซึ่งเป็นวาณิชธนกิจรายใหญ่ มองว่า ไม่เพียงแต่โทษแบนครั้งนี้จะกระทบต่อธุรกิจของแซดทีอีอย่างหนัก แต่ยังอาจกระทบไปถึงการสร้างระบบเครือข่ายทั้งภายในจีนและต่างประเทศ รวมไปถึงอนาคตของเครือข่าย 5จี ที่จีนกำลังทุ่มเทอย่างหนักด้วย
          นอกจากการลงดาบครั้งล่าสุดนี้ ยังต้องติดตามต่อว่าสงครามไอทีจะออกมาตึงเครียดมากขึ้นอีกหรือไม่  หลังจากที่มีรายงานในวอลสตรีท  เจอร์นัล ซึ่งอ้างแหล่งข่าวในรัฐบาลสหรัฐหลายรายก่อนหน้านี้ว่า กระทรวงการคลังสหรัฐวางแผนใช้กฎหมายด้านความมั่นคงขัดขวางกลุ่มทุนจีนซื้อกิจการในภาคเทคโนโลยีสำคัญของสหรัฐ และกำลังกำหนดรายชื่อภาคเทคโนโลยีที่ห้ามทุนจีนเข้าไปลงทุน เช่น ธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ หรือเทคโนโลยี 5จี ท่ามกลางความวิตกด้านความมั่นคง
          สงครามเย็นด้านไอทีที่กำลัง เดิมพันเทคโนโลยีและเศรษฐกิจใหม่ของโลก จึงกลายเป็นศึกที่เริ่มร้อนแรงและต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด หลังจากนี้