ล้วงตับ TOT-CAT สุดท้ายก็เสร็จ คสช.

พลังหนุนจากสังคมยังไม่แรงพอที่จะเอาอยู่ การเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ที่คัดค้านการโอนถ่ายทรัพย์สินจากบริษัทแม่ คือ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) (TOT) และบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) (CAT) ไปยังบริษัทลูกที่ตั้งขึ้นใหม่ เวลานี้ยังผะผ่าว แต่ระเบิดเวลาลูกนี้ขอบอกว่าประมาทไม่ได้ ดูตัวอย่าง "หมู่บ้านป่าแหว่ง" โครงการสร้างที่ทำการและบ้านพักศาลเชิงดอยสุเทพนั่นปะไร ร้องกันมาหลายปีตั้งแต่ยังไม่ลงมือสร้างจวนเจียนใกล้เสร็จรอมร่อ สุดท้ายก็ต้องกลับหลังหันลงจากดอยแทบไม่ทัน
          กรณีของ TOT - CAT ที่รัฐบาลทหารใส่เกียร์เดินหน้าไม่ยั้ง ให้ระวังประวัติศาสตร์ซ้ำรอย เพราะข้อกล่าวหา "โอนสมบัติชาติ" ไปแปรรูปแปลงร่างเปิดช่องให้เอกชนสอดแทรกเข้ามากอบโกยประโยชน์ในภายหลังนี้ทำเอาผู้มีอำนาจสิ้นวาสนาก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่าง การยืนกระต่ายขาเดียวของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ว่าต้องเดินหน้าสถานเดียวให้ระวังไว้ด้วยว่าอาจจะจบแบบไม่สวย
          ลูกไม้ตื้นๆ ในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจแบบซ่อนรูปของ TOT - CAT ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีมติให้โอนทรัพย์สินไปยังบริษัทลูก นั่นคือ บริษัท โครงข่ายระหว่างประเทศและศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต จำกัด (NGDC Co) และบริษัท โครงข่ายบอร์ดแบนด์แห่งชาติ จำกัด (NBN) เจอเจ้าเก่าขาประจำอย่าง น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว. กรุงเทพฯ ที่ต่อสู้ในเรื่องเช่นนี้มาตั้งแต่สมัยแปรรูป การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)และ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) และอีกหลายกรณี ชำแหละว่าเป็นยุทธการล้วงตับไตไส้พุง ที่จงใจทำให้กิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประเทศอ่อนแอและขาดทุน ก่อนจะเปิดอ้าให้กลุ่มทุนเข้ามาเสพสุข
          การถ่ายโอนทรัพย์สินของ TOT - CAT ครั้งนี้ จึงเป็นข้อพิสูจน์อีกหนึ่งกรณีในความพยายามของรัฐบาลทหารที่จะเข้าไปจัดการโละรัฐวิสาหกิจที่เป็นโครงข่ายสาธารณูปโภคของชาติ ภายใต้วาทกรรมสวยหรูว่านี่เป็นการเดินไปตามโรดแมปปฏิรูปรัฐวิสาหกิจทั้งระบบ ทั้งที่ความจริงแล้วยังไม่เห็นมรรคผลใดๆ ในแง่ประสิทธิภาพที่ดีเด่นล้ำเพิ่มมากขึ้น ดูกรณีการบินไทย หรือ ขสมก. เป็นตัวอย่าง
          แต่อย่างไรก็ตาม เวลานี้มีรายการแตะเบรกดับกระแสร้อน โดยล่าสุด ปรากฏข่าวคราวเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2561 ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) (บอร์ดทีโอที) เลือก "หยิบฟืนออกจากองไฟ" แก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการตั้งกรรมการสอบ นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที ตามข้อร้องเรียนที่ว่าก่อปัญหาจนทำให้ทีโอทีสุ่มเสี่ยงอาจถึงขั้นล่มสลาย
          ทั้งตั้งข้อกังขาต่อพฤติการณ์ของนายมนต์ชัย ที่ชวนให้เคลือบแคลงสงสัยด้วยไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ตามมติ ครม.ก่อนการจัดตั้ง NBN หมายรวมถึงการนำทรัพย์สินอุปกรณ์โครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมไปโอนให้ NBN ทั้งๆ ที่ทรัพย์สินโครงข่ายอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมนั้น เป็น "สมบัติชาติ" จนเป็นต้นเหตุให้สหภาพฯ ออกมาเคลื่อนไหวอย่างหนัก โดยมีฝ่ายบริหารอย่าง นายอนุรุต อุทัยรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจโทรศัพท์ประจำที่และบรอดแบนด์ เป็นแกนนำร่วมขับไล่โดยออกตัวแรงเชิญชวนพนักงานมาแสดงพลังเมื่อช่วงปลายเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา
          แต่ก่อนหน้าที่มาถึงวันนี้ มีรายการชำแหละเบื้องหน้าเบื้องหลังของ "ปฏิบัติการขายสมบัติชาติ" โดย น.ส.รสนา ไล่เรียงจากมติของรัฐบาลคสช.ที่จะแยกทรัพย์สินออกจากCAT และTOT มาตั้งบริษัทลูกอีก 2 บริษัท ได้แก่ 1)บริษัทโครงข่ายบรอดแบนด์ แห่งชาติ จำกัด (National Broadband Network : NBN Co) 2)บริษัท โครงข่ายระหว่างประเทศและศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต จำกัด (Neutral Gateway & Data Center: NGDC Co) โดยการล้วงทรัพย์สินหลักซึ่งเป็นอุปกรณ์ในการประกอบการของ บริษัท กสท. และบริษัททีโอทีที่เป็นรัฐวิสาหกิจ 100% มาตั้งบริษัทลูกเป็นการจงใจบริหารให้ทั้ง 2 บริษัทรัฐวิสาหกิจต้องเจ๊งใช่หรือไม่?
          เหตุที่ น.ส.รสนา กล่าวหาเช่นนั้น เพราะทั้ง 2 บริษัทต้องเช่าโครงข่ายของตนเองที่ถูกแยกไปเป็นของบริษัทลูก ซึ่งเป็นการเพิ่มต้นทุน ทำให้แข่งขันกับเอกชนไม่ได้ เป็นขั้นตอนในการทำลายทั้ง 2 รัฐวิสาหกิจให้ล้มหายตายจากไปในที่สุด เพื่อถ่ายโอนทรัพย์สินที่เป็นโครงข่ายพื้นฐานให้เอกชนไว้ใช้หากำไร ใช่หรือไม่? การมีมติครม.เพื่อให้การบริหารจัดการธุรกิจของ กสท. และทีโอที มีต้นทุนสูงขึ้น เพื่อให้เจ๊ง ใช่หรือไม่?
          ขณะที่ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาลอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ตั้งข้อสงสัยเช่นเดียวกัน โดยนายธีระชัย มีจุดยืนคัดค้านการแยกทรัพย์สินหลักที่มีอยู่ดั้งเดิมออกจากรัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นแม่ออกไปตั้งเป็นบริษัทลูกที่รัฐบาล คสช. พยายามดำเนินการอย่างเร่งด่วน เข้าทำนอง "ล้วงไส้" ดังที่เคยบรรยาย ไว้ในกรณีกฎหมายตั้งซูเปอร์โฮลดิ้ง จะทำให้รัฐวิสาหกิจแม่กลวงข้างใน กลายเป็นมัมมี่แบบอียิปต์
          "เรื่องนี้ ผมสงสัยว่าจะเป็นฟางเส้นสุดท้าย ที่ทำให้ความชอบธรรมของรัฐบาล คสช. มาถึงวาระของมันเสียกระมัง?" นายธีรชัย ทำนายอนาคตของรัฐบาล คสช.
          การออกมาให้ความเห็นของน.ส.รสนา และนายธีระชัย สอดรับไปกับการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของสหภาพฯ TOT และ CAT รวมทั้งสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) พร้อมตัวแทนสมาชิกสหภาพรัฐวิสาหกิจทั้งการไฟฟ้าฯ, การท่าเรือฯ ฯลฯ โดยจัดขบวนรณรงค์ไปทั่วกรุงเทพฯ พร้อมกับออกแถลงการณ์คัดค้าน และยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองกลาง อีกด้วย
          นายสังวรณ์ พุ่มเทียน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การที่ สรส. ร่วมคัดค้านกับสหภาพฯ TOT และ CATแสดงให้เห็นว่ามันเป็น ปัญหาที่ใหญ่ และหยุดไม่ได้ ทำไมบริษัทแม่ต้องให้เงิน NGDC Co. ทั้งๆ ที่พนักงานที่ทำงานเป็นคนของ กสท โทรคมนาคม ตอนนี้ NGDC Co. ทำหนังสือทวงเงินมากับบริษัทแม่แล้ว มันไม่ถูกต้อง "งานนี้ไม่ใช่งานเล็ก เราต้องสู้กับกลุ่มทุน ตอนนี้ เรื่องที่เราฟ้องศาลกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา เราจึงต้องออกมาเคลื่อนไหว .... เราเชื่อว่า นายกฯ ต้องฟังเรา หากไม่ฟังเราได้วางแผนร่วมกับ สรส. แล้วว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ ...."
          นายสังวรณ์ ยังกล่าวว่า การจัดตั้งบริษัทลูกทั้ง 2 แห่ง ขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2550 ที่ระบุว่า การตั้งบริษัทลูกต้องไม่ดำเนินการที่เป็นภารกิจของรัฐวิสาหกิจแม่ และไม่ได้รับอำนาจผูกขาดและสิทธิพิเศษของรัฐวิสาหกิจแม่ อีกทั้ง การโอนย้ายทรัพย์สินที่เป็นโครงข่ายภายในประเทศและโครงข่ายระหว่างประเทศ ของ บมจ.ทีโอที และบมจ.กสท โทรคมนาคม ไปยังบริษัททั้ง 2 ไม่มีกฎหมายรองรับ การคัดค้านการจัดตั้งบริษัทลูกทั้ง 2 แห่ง เพราะเกรงว่าจะเกิดความเสียหายร้ายแรงต่อความมั่นคงของชาติ
          ด้านนายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการ สรส. ชี้ว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจคือการทุจริตเชิงนโยบาย ทุกวันนี้กลุ่มทุนอยู่ทั้งบนดินใต้ดิน ทรัพย์สินที่ถูกโอนย้ายไปเป็นทรัพย์สินมีค่า ส่วนที่เก่าหรือบริษัทแม่ตายแน่ คนที่รวย คือ นายทุน คลื่นความถี่ในอากาศไม่มีวันหมด ขายได้กำไรมหาศาล ดังนั้น กสท โทรคมนาคมและทีโอที ที่เป็นก้างขวางคอจึงต้องถูกกำจัด เมื่อถึงเวลานายทุนจะเข้ามา กอบโกย อย่างทุกวันนี้ การไฟฟ้าฯ ถูกบังคับซื้อแพงขายถูก ทุกรัฐวิสาหกิจจะไม่เหลือถ้าหยุดการตั้งบริษัทลูกไม่ได้
          ก่อนหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กสท. และ ทีโอที ยังได้เดินทางไปยื่นเรื่องขอให้พรรคประชาธิปัตย์ ช่วยตรวจสอบและคัดค้านมติ ครม. ที่โอนทรัพย์สินโครงข่ายโทรคมนาคมให้บริษัทลูก และขอให้ตรวจสอบเพื่อระงับหรือชะลอการโอนทรัพย์สินที่เป็นโครงข่ายหลักของทั้งสองรัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการขัดต่อกฎหมายและขัดต่อมติคณะรัฐมนตรี ทั้งยังเป็นการเข้าข่ายโอนทรัพย์สินโครงข่ายสื่อสารโทรคมนาคมทั้งหมดไปให้กับบริษัทลูกประกอบธุรกิจแทน
          อย่างไรก็ตาม เสียงจากฟากฝั่งรัฐบาลยังยืนกรานจำเป็นต้องทำเพื่อความอยู่รอดท่ามกลางการแข่งขันรุนแรง โดยนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ยืนยันว่า การตั้งบริษัทลูกทั้งสองยังคงเป็นรัฐวิสาหกิจไม่ได้เป็นเอกชน ส่วนกระบวนการตอนนี้อยู่ในขั้นตอนประเมินทรัพย์สินทางบัญชีของทั้งสองบริษัท ตอนนี้สภาพการแข่งขันด้านโทรคมนาคมมันเปลี่ยนแปลง ถ้าไม่ทำอย่างนี้จะแข่งขันได้อย่างไร เรื่องนี้ทั้งผู้บริหารและกรรมการบริษัททั้ง 2 บริษัท ก็เห็นชอบและเดินหน้าทำตามแนวคิดดังกล่าว
          น.ส.อัจฉรินทร์ พัฒนพันธ์ชัย ปลัดกระทรวงดีอี ก็ย้ำชัด เช่นกันว่า ไม่สามารถหยุดการจัดตั้งบริษัทลูกได้ต้องเป็นเรื่องที่รัฐบาลตัดสินใจ และยืนยันว่า การตั้ง 2 บริษัทลูกนั้น ดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมาย เนื่องจากเป็นการจัดตั้งบริษัทในเครือของบริษัทแม่เองโดยการโอนทรัพย์สินโครงข่ายภายในประเทศ โครงข่ายระหว่างประเทศให้ NBN และ NGDC ซึ่งสามารถทำได้ตามหลักเกณฑ์การจัดตั้ง/ร่วมทุน และการกำกับดูแลบริษัทในเครือรัฐวิสาหกิจ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องปรับโครงสร้างกิจการ เพื่อให้เกิดการเพิ่มประสิทธิภาพ ได้รับการยกเว้นให้ NBN และ NGDC ทำธุรกิจที่เป็นภารกิจหลักของบริษัทแม่ ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบหลักเกณฑ์การจัดตั้งดังกล่าว เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2558
          ขณะเดียวกัน การจัดตั้ง 2 บริษัทลูกไม่ได้ใช้ พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2542 เหมือนตอนแปลงสภาพองค์การโทรศัพท์เป็นทีโอที และการสื่อสารแห่งเป็นประเทศไทย เป็น กสท โทรคมนาคม เพราะเป็นการตั้งบริษัทใหม่ ต่างจาก ทีโอที และ กสท โทรคมนาคมที่เป็นรัฐวิสาหกิจอยู่แล้ว การตั้ง NBN และ NGDC ดำเนินการโดยใช้หลักเกณฑ์การจัดตั้ง/ร่วมทุน และการกำกับดูแลบริษัทในเครือรัฐวิสาหกิจ การโอนทรัพย์สินโครงข่ายของทีโอที และ กสท โทรคมนาคม ไปยัง NBN และ NGDC จึงใช้มติผู้ถือหุ้น คือกระทรวงการคลังที่ถือหุ้นทีโอที และ กสท โทรคมนาคม 100%
          รอดูกันต่อไปว่างานนี้ จะลงเอยอย่างไร.