แง้มดูแผนปฏิรูปสื่อฯ ความฝันใต้ท็อปบูต

ประกาศออกมาให้สาธารณชนรับทราบโดยทั่วกันแล้วสำหรับแผนการปฏิรูปประเทศ 11 ด้าน ที่เป็นผลงานสำคัญ สืบเนื่องจากการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เมื่อเกือบ 4 ปีก่อน
          โดยราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่แผนการปฏิรูปประเทศทั้ง 11 ด้านดังกล่าว เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2561 ที่ผ่านมา
          ใน 11 ด้านนั้น แผนการปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชนเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นอีกด้านหนึ่งที่ได้รับความสนใจ อย่างยิ่ง เพราะในสถานการณ์ปัจจุบัน ประชาชนทุกคนเป็นทั้งผู้รับสื่อและเป็นสื่อได้ด้วยตัวเอง ด้วยการเอื้ออำนวยของเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารที่พัฒนาขึ้น
          คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชนฯ นั้น มีนายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ ได้เห็นชอบแผนฯ ไว้ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561
          สาระสำคัญของแผนฯ ได้สรุปสถานการณ์และแนวโน้มด้านสื่อสารมวลชนไว้ ทั้งสถานการณ์และแนวโน้มภายนอก และสถานการณ์และแนวโน้มภายใน
          สถานการณ์และแนวโน้มภายนอกนั้น สรุปว่า ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีด้านการสื่อสารปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงทางเทคโนโลยี (Technology Disruption) ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมสื่อโดยรวม โดยเฉพาะการเข้ามาของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง สมาร์ททีวี โทรทัศน์ดิจิทัล ตลอดจนการมีผู้ให้บริการ Platform หลักจากต่างประเทศ อาทิ Facebook Youtube Line และ Twitter ซึ่งมีส่วนแบ่งรายได้มากกว่าผู้ประกอบการอุตสาหกรรมสื่อของไทย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว นอกจากได้ช่วยเพิ่มช่องทางในการติดต่อและรับข้อมูลข่าวสารของผู้บริโภค แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบกิจการสื่อสารมวลชน รวมทั้งสื่อมวลชนที่ต้องแข่งขันและเพิ่มประสิทธิภาพให้สอดรับกับเทคโนโลยีดังกล่าวทั้งในแง่ของคุณภาพของเนื้อหาสาระ ต้นทุนและรายได้จากการดำเนินการ
          นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงบทบาทของผู้บริโภคสื่อกลายเป็นผู้ผลิตสื่อสืบเนื่องจากการพัฒนาทางเทคโนโลยีข้างต้น ผู้บริโภคสื่อบางส่วนสามารถเป็นทั้งผู้รับและเป็นผู้คิดหรือสื่อสารส่งต่อข้อมูลออกไป โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อสังคมในปัจจุบันที่บริโภคสื่อและข้อมูลข่าวสารที่หลากหลาย ทั้งในด้านการสร้างสรรค์และด้านที่ต้องระมัดระวังในขณะเดียวกัน
          ส่วนสถานการณ์และแนวโน้มภายใน มีข้อสรุปว่า จริยธรรมในการทำหน้าที่ ในบางกรณีสื่อยังขาดจริยธรรมในการทำหน้าที่ ทำให้มีการเสนอข่าวสารที่ไม่เหมาะสม มากกว่าการนำเสนอข่าวสารที่เป็นประโยชน์สำหรับสาธารณชนทำให้เนื้อหาของข่าวในบางสื่อเป็นเนื้อหาที่ไม่มีคุณค่าเพียงพอสำหรับประเทศชาติและประชาชน
          นอกจากนี้ ความรู้เท่าทันสื่อของประชาชน ประชาชนผู้เสพสื่อยังไม่อาจแยกแยะคุณภาพของสื่อ ยังไม่เข้าใจจริยธรรมของสื่อ ทำให้มีประชาชนจำนวนมากสนับสนุนสื่อที่ไม่มีมาตรฐานด้านคุณภาพ ทำให้การแก้ไขสื่อให้ทำงานอย่างมีคุณภาพเป็นเรื่องที่ยาก เพราะสื่อจะนำเสนอเรื่องราวข่าวสารที่ประชาชนผู้เสพสื่อนิยม นอกจากนี้ ข้อมูลและข่าวสารที่เพิ่มมากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นข้อมูลข่าวสารที่เป็นโทษหรือไม่เป็นประโยชน์ อาทิ ข่าวลวง และข่าวปลอม
          เป้าหมายหรือผลอันพึงประสงค์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อดำเนินการตามแผนฯ แล้วเสร็จ วางไว้ 2 ข้อใหญ่ๆ คือ
          1) "การมุ่งเน้นการสร้างดุลยภาพระหว่างเสรีภาพของการทำหน้าที่ของสื่อบนความรับผิดชอบกับการกำกับที่มีความชอบธรรม และการใช้พื้นที่ดิจิทัลเพื่อการสื่อสารอย่างมี จรรยาบรรณ ดำรงรักษาเสรีภาพของการแสดงออก การรับรู้ของประชาชน ด้วยความเชื่อว่าเสรีภาพของการสื่อสารคือเสรีภาพของประชาชนตามแนวทางของประชาธิปไตย"
          2) สื่อเป็นโรงเรียนของสังคม ในการให้ความรู้แก่ประชาชน ปลูกฝังวัฒนธรรมของชาติ และปลูกฝังทัศนคติที่ดี
          โดยมี ตัวชี้วัดที่สำคัญ 10 ข้อ ได้แก่
          1) หลักสูตรด้านสื่อศึกษาได้รับการบรรจุในการศึกษาภาคบังคับ (ระดับมัธยมศึกษา) และระดับอุดมศึกษา ภายในปี 2562
          2) จำนวนรายการที่มีเนื้อหาสาระสร้างสรรค์มีประโยชน์ บนสำนึกของความเป็นไทยร่วมสมัย และสอดคล้องกับการดำรงตนของประชาชนในสังคมไทยและสังคมโลกอย่างผู้มีอารยธรรม เพิ่มขึ้น
          3) มี พ.ร.บ.ส่งเสริมจริยธรรมและวิชาชีพสื่อมวลชนบังคับใช้ และคู่มือมาตรฐานกลางทางด้านจริยธรรมของวิชาชีพสื่อ
          4) สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพ และผังรายการมีการจัดสรรช่วงเวลาให้หน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาชนเข้ามีส่วนร่วมในการเป็นผู้ผลิต ในรูปแบบเช่าเวลาหรือผลิตรายการร่วมกันในอัตราส่วน ร้อยละ 30 หรือ 40
          5) มีระบบการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ (กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) กับสื่อออนไลน์ต่างประเทศ มีการจัดตั้งส่วนงานหรือหน่วยงานทำหน้าที่ประสานงานที่มีรูปแบบชัดเจน มีลักษณะเป็น Official Point of Contact เพียงหน่วยงานเดียว
          6) มีพระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ พ.ศ. ... และพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. ... และมีการจัดทำนโยบายหรือแผนยุทธศาสตร์การรักษาความมั่นคงปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญด้านสารสนเทศของประเทศ ตลอดจน แผนเตรียมความพร้อมหรือประเมินความเสี่ยงด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ในระดับอุตสาหกรรมหรือระดับหน่วยงานที่เป็นเจ้าของหรือมีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญด้านสารสนเทศของประเทศโดยสอดคล้องกับมาตรฐานในระดับสากล
          7) กสทช.ดำเนินการให้มีความพร้อมในการใช้งานคลื่นความถี่ย่าน 814-824 เมกะเฮิรตซ์ และ 859-869 เมกะเฮิรตซ์ ไว้ใช้งานและให้บริการเป็นการเฉพาะภารกิจด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และประโยชน์สาธารณะ ในต้นปี 2564
          8) มีพระราชบัญญัติว่าด้วยดาวเทียมสื่อสารและการดำเนินกิจการในอวกาศ พ.ศ. ... และกฎหมายอื่น ที่เกี่ยวข้อง และหน่วยงานทำหน้าที่ด้านอวกาศแห่งชาติ
          9) การให้ข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานภาครัฐ มีมาตรฐานความแม่นยำ ความรวดเร็ว และมีช่องทางการติดต่อสื่อสารที่เพิ่มมากขึ้น
          10) หลักสูตรด้านการสื่อสารในยุคดิจิทัลได้รับการบรรจุในการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของภาครัฐของหน่วยงานต่าง ๆ
          นอกจากนี้ ได้กำหนดเรื่องและประเด็นการปฏิรูปไว้ 6 เรื่อง คือ
          1. การปฏิรูปการรู้เท่าทันสื่อของประชาชน
          2. แนวทางการส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อ
          3. การปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ
          4. การปฏิรูปแนวทางการกำกับดูแลสื่อออนไลน์
          5. การปฏิรูปการบริหารจัดการความปลอดภัยไซเบอร์/กิจการอวกาศ และระบบและเครื่องมือด้านการสื่อสารมวลชนและโทรคมนาคมเพื่อสนับสนุนภารกิจการป้องกันบรรเทา สาธารณภัยฯ
          6. การปฏิรูประบบการบริหารจัดการข้อมูลข่าวสาร ภาครัฐ
          โดยมีระยะเวลาดำเนินการทั้ง 6 เรื่อง 5 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2561-2565
          ทั้งนี้ เมื่อดูเนื้อหาของแผนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชนฯ ดังกล่าวแล้ว จะเห็นว่าเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความพยายามเข้าควบคุมการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนโดยอำนาจรัฐ
          จากการประเมินสถานการณ์และแนวโน้มภายในว่า สื่อมวลชนบางส่วนยังขาดจริยธรรม การแพร่หลายของสื่อสังคมออนไลน์ทำให้เกิดการแพร่กระจายของข่าวลวง ข่าวปลอม ซึ่งเป็นการมองสื่อภาคประชาชนในทางลบเพียงด้านเดียว
          นั่นจึงเป็นที่มาของการกำหนดตัวชี้วัดว่า จะต้องมีการออกกฎหมายที่ส่อว่าจะมีเนื้อหาจำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อสารมวลชนและประชาชน อย่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติฯ และ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลฯ เป็นต้น
          เป้าหมายหรือผลอันพึงประสงค์ของแผนฯ ที่ตั้งไว้สวยหรูนั้น จึงยังมีข้อสงสัยอยู่ว่าจะเป็นไปได้จริงหรือไม่