ทรูจี้คสช.ใช้ม.44 ฮึ่มไม่ร่วมชิงคลื่น เอไอเอสหนุนยืดจ่ายค่างวดใบอนุญาต4จี ดีแทคยื่นลดค่าประมูลครั้งต่อไปอย่ายึดปี58

2 ค่ายมือถือ'ทรู-เอไอเอส' วอน รบ. ยืดชำระเงินประมูลคลื่น 900 อ้างหวังใช้เงินลงทุนต่อขยายเทคโนโลยีใหม่ๆ ย้ำรัฐไม่เสียประโยชน์ ได้ทั้งเงินค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ย เรือประมงพร้อมใจกันหยุดเดินเรือ อ้าง กม.เหล็กเป็นอุปสรรค
          วอนนักวิชาการส่งความเห็นคสช.
          เมื่อวันที่ 9 เมษายน นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม หนังสือพิมพ์มติชนรายวันแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า จากกรณีนักวิชาการและภาคประชาชนไม่เห็นด้วยกับการใช้มาตรา 44 ช่วยเหลือผู้ประกอบการโทรคมนาคม เพื่อขอขยายระยะเวลาการชำระค่าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ของบริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด หรือทียูซี บริษัทในเครือของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัทแอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด หรือเอดับบลิวเอ็น บริษัทในเครือของเอไอเอส ในงวดที่ 4 ที่กำหนดชำระในปี 2563 และขอยืดระยะเวลาออกไปอีก 3-5 งวดนั้น อยากขอให้นักวิชาการและภาคประชาชนเสนอความเห็นโดยตรงแก่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เนื่องจาก กสทช.ไม่มีอำนาจตัดสินใจ และได้เสนอความคิดเห็นให้กับหัวหน้า คสช.เพื่อประกอบการตัดสินใจของรัฐบาลว่าจะช่วยเหลือผู้ประกอบการโทรคมนาคมหรือไม่ ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลจะเลือกใช้ชุดข้อมูลที่เป็นประโยชน์ที่สุด
          ทั้งนี้ ผู้ให้บริการคือทางทรูและเอไอเอสได้ส่งเอกสารให้กับหัวหน้า คสช.เพื่อขอการเยียวยา ในวันที่ 21 กันยายน 2560 โดยมีใจความว่า ขอขยายงวดการชำระเงินค่าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ในงวดที่ 4 ซึ่งจะครบกำหนดชำระปี 2563 แบ่งชำระเป็น 7 งวด และไม่ขอเสียดอกเบี้ย หลังจากนั้น คสช.มีคำสั่งขอความเห็นจาก กสทช.เพื่อประกอบการพิจารณา ซึ่งมติที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช.มีมติให้ขยายงวดการชำระเงินค่าประมูลในงวดที่ 4 ออกเป็น 3-5 งวด จากเดิมผู้ประกอบการขอมา 7 งวด และให้คิดอัตราดอกเบี้ย 1.5% ตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย และเสนอความคิดเห็นส่งให้กับ คสช.ในวันที่ 28 ธันวาคม 2560
          ยันยังชงคสช.ใช้ม.44เยียวยา
          "กสทช.ไม่ใช่ต้นเรื่อง ชงให้รัฐบาลใช้มาตรา 44 ช่วยผู้ประกอบการโทรคมนาคม แต่ได้เสนอความคิดเห็นตามมติบอร์ด กสทช. โดยรัฐบาลได้ขอความคิดเห็นจากหลายฝ่าย เชื่อว่ารัฐบาลจะเลือกใช้ชุดข้อมูลที่ดีที่สุด หลังจากนี้รัฐบาลจะมีความเห็นว่าเยียวยาหรือไม่ กสทช.ยอมรับ และถือว่าเหมาะสมที่สุด" นายฐากรกล่าว และว่า สำหรับกรณีการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล พบว่าภาคประชาชนเห็นด้วยและไม่ขัดข้อง ทั้งนี้ อยากให้เร่งออกมาตรา 44 เพื่อเยียวยาผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลโดยเร็วเพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย
          'ทรู'ย้ำประเทศไทยเสียประโยชน์
          นายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มบริษัท (ร่วม) บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2559 ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลได้ยื่นขอความช่วยเหลือจากรัฐบาล เพราะราคาประมูลสูงกว่าราคาที่ตั้งไว้ 2 เท่า ทรูจึงเห็นว่า เมื่อการประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ที่ผ่านมามีราคาสูงกว่าราคาเริ่มต้นถึง 6 เท่า จึงน่าจะขอความช่วยเหลือจากรัฐได้ จึงยื่นขอให้รัฐบาลขยายเวลาชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขอขยายระยะเวลางวดที่ 4 ที่ต้องจ่ายเงินที่เหลือทั้งหมด 60,000 ล้านบาท ออกเป็น 10 งวด และไม่จ่ายดอกเบี้ย ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว กสทช.และรัฐ จะช่วยด้วยการขยายงวดการชำระเหลือแค่ 5 งวด และจ่ายดอกเบี้ยในอัตรา 1.5% ซึ่งทรูยืนยันว่า สิ่งที่ขอความช่วยเหลือไม่ได้ทำให้รัฐเสียผลประโยชน์ เพราะยังคงชำระค่าธรรมเนียมพร้อมดอกเบี้ย และการอ้างว่าทรูทำให้เกิดเสียหายเป็นหมื่นล้านนั้น ไม่เป็นความจริง ทรูได้วางแบงก์การันตีไว้กับคณะกรรมการ กสทช. และธนาคารพาณิชย์เองก็เชื่อมั่นในศักยภาพทางการเงินของทรู
          ลังเลร่วมประมูลคลื่นรอบใหม่
          "การจะเข้าประมูลคลื่นหรือไม่ขึ้นอยู่กับบอร์ด ไม่ว่ารัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร ทรูก็ยอมรับ และคงยอมรับว่าหากไม่มีการขยายเวลาในการชำระเงินออกไป การเข้าประมูลคลื่นความถี่ครั้งหน้าอาจจะลำบาก ถ้ารัฐบาลช่วยเราจะมีโอกาสเตรียมการลงทุนด้านอื่น โดยเฉพาะการลงทุนรับกับเทคโนโลยีใหม่ที่จะมา เราตอบแทนบอร์ดไม่ได้ว่าเราจะเข้าประมูลหรือไม่ เชื่อว่าถ้ามีการช่วยเหลือโดยรวมทุกโอเปอเรเตอร์จะได้ประโยชน์ อุตสาหกรรมโทรคมนาคมมีความสำคัญกับระบบเศรษฐกิจ ถ้ามีการช่วยเหลือทุกคนจะได้ประโยชน์" นายวิเชาวน์กล่าว
          นายวิเชาวน์กล่าวว่า โดยส่วนตัวมองว่า ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่รัฐบาลช่วยเหลือ ก็มีทั้งรายที่มีกำไร และขาดทุน จึงเชื่อว่ารัฐบาลจะไม่เลือกปฏิบัติ เรื่องนี้ ไม่คิดเลยว่าเรื่องง่ายๆ ถูกมองว่าวางแผนมานาน สงครามสื่อไม่ควรเกิดขึ้น ทำให้ตนต้องออกมาชี้แจงในครั้งนี้
          นายสฤษดิ์ จิณสิทธิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหาร ด้านรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ยอมรับว่า ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตงวดที่ 4 เป็นวงเงินที่สูงมาก ถ้ามีการออกแบบเงื่อนไขในการประมูลคลื่นความถี่ที่ดีตั้งแต่แรกคงไม่เกิดผลกระทบกับกระแสเงินสดและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
          เอไอเอสแจงผ่อนชำระคลื่น900
          นายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด กล่าวว่า ตามที่บริษัทยื่นหนังสือถึง คสช.ขอพิจารณาขยายเวลาผ่อนผันการชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ในงวดที่ 4 เนื่องจากราคาประมูลคลื่นดังกล่าวสูงกว่าการประเมินไว้ในตอนแรก หากรัฐบาลมีมติให้ผ่อนผันการชำระเงินค่าคลื่นดังกล่าวจะเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวม บริษัทสามารถนำงบประมาณไปเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ย่านอื่นๆ ในครั้งต่อไปที่ กสทช.กำหนดขึ้น ที่สำคัญบริษัทสามารถนำเงินมาลงทุนขยายโครงข่ายระบบสื่อสารโทรคมนาคมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ๆ ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลใหม่ๆเพื่อให้บริการลูกค้า อันได้แก่ประชาชนทั้งประเทศ กลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ ที่จะมีนวัตกรรมไปพัฒนาอุตสาหกรรม และธุรกิจต่างๆ ให้เกิดขีดความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศส่งผลให้ประเทศมีความก้าวหน้ามั่นคง และที่สำคัญเป็นแรงขับเคลื่อนพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ตามนโยบายรัฐบาลต่อไป
          ดีแทคร้องทบทวนประมูลคลื่น1800
          นายราจีฟ บาวา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กรและพัฒนาธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 เมษายน ได้ยื่นจดหมายแสดงความคิดเห็นในการประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ต่อสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อเรียกร้องให้พิจารณาทบทวนแนวทางประมูลคลื่นความถี่เพื่อประโยชน์สูงสุดทุกฝ่าย ทั้งอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ผู้บริโภค และสนับสนุนนโยบายประเทศไทย 4.0
          นายราจีฟกล่าวว่า สำหรับประเด็นที่นำเสนอประกอบด้วย 1.ราคาขั้นต่ำของการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ซึ่งบริษัทขอยืนยันความเห็นเดิมว่าไม่ควรกำหนดราคาขั้นต่ำของการอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ (ราคาขั้นต่ำ) โดยอิงกับราคาชนะการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ เมื่อปี 2558 เนื่องจากเป็นราคาคลื่นที่ผู้เข้าร่วมการประมูลรายหนึ่งที่เข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ทั้งย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ และย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ครั้งที่ผ่านมา ไล่ราคาจนสูงผิดปกติแล้วในที่สุดชนะการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ แต่ไม่สามารถที่จะชำระเงินค่าประมูลคลื่นได้ และการกำหนดราคาขั้นต่ำที่สูงเกินไป จะมีความเป็นไปได้สูงมากที่ผู้ชนะการประมูลคลื่นความถี่ในคราวนี้จะประสบปัญหาด้านการเงินดังเช่นที่เกิดขึ้นแล้วกับผู้ชนะการประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ในคราวก่อน
          แนะไม่ควรตั้งราคาขั้นต่ำที่สูงมาก
          นายราจีฟกล่าวว่า ทั้งนี้ บริษัทมีความเห็นว่ารัฐบาลหรือหน่วยงานกำกับดูแลไม่ควรกำหนดราคาขั้นต่ำไว้สูงมากในระดับที่จะทำให้ไม่สามารถประมูลคลื่นได้ทั้งหมด ส่งผลให้คลื่นไม่ถูกนำมาใช้งานอย่างเต็มที่ ราคาคลื่นในปัจจุบันจึงควรกำหนดให้ต่ำลงเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำคลื่นไปใช้ได้มากขึ้นเพื่อประโยชน์ของผู้ใช้บริการและสังคมโดยรวม มีตัวอย่างของประเทศที่นำราคาชนะการประมูลครั้งก่อนมากำหนดเป็นราคาขั้นต่ำในครั้งต่อไป คือ ประเทศอินเดีย และประเทศบังกลาเทศ ทำให้การประมูลล้มเหลวไม่สามารถประมูลคลื่นความถี่ได้ ซึ่งสามารถใช้เป็นกรณีศึกษาเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความผิดพลาดเช่นเดียวกันนี้ในประเทศไทย
          ชี้ขนาดคลื่นความถี่ไม่เหมาะสม
          นายราจีฟกล่าวว่า 2.ขนาดของคลื่นความถี่ที่จะให้อนุญาต ซึ่งบริษัทมีความเห็นว่าการกำหนดขนาดคลื่นความถี่จำนวน 3 ชุดคลื่นความถี่ ชุดละ 2x15 เมกะเฮิรตซ์ ไม่เหมาะสมในทางปฏิบัติเนื่องจากความต้องการใช้คลื่นความถี่ของผู้เข้าร่วมการประมูลแต่ละรายมีไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ปริมาณคลื่นความถี่และย่านความถี่ที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน ความพร้อมทางการเงิน และแผนการให้บริการ การกำหนดใบอนุญาตขนาด 2x15 เมกะเฮิรตซ์ จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะมีคลื่นความถี่เหลือจากการประมูลเป็นจำนวนมาก ในขณะที่การกำหนดใบอนุญาตเป็น 9 ชุดคลื่นความถี่ ชุดละ 2x5 เมกะเฮิรตซ์นั้น จะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมการประมูลแต่ละรายสามารถเลือกประมูลคลื่นความถี่ตามความต้องการของตนได้ นอกจากนี้ ยังเป็นการลดอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดของผู้ประกอบการรายใหม่ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่ (หากมี) พิจารณาการเข้าลงทุนแข่งขันในการให้บริการเนื่องจากไม่ถูกบังคับให้ประมูลคลื่นความถี่ในขนาด 2x15 เมกะเฮิรตซ์ที่อาจสูงเกินความจำเป็นในระยะแรก และเนื่องจากพัฒนาการของเทคโนโลยีไร้สายในปัจจุบันออกแบบมาใช้กับคลื่นความถี่ขนาด 2x5 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ประเทศต่างๆ จึงกำหนดขนาดคลื่นความถี่ชุดละ 2x5 เมกะเฮิรตซ์ ในการประมูลครั้งล่าสุด เช่น มาเลเซีย เมียนมา บังกลาเทศ ออสเตรเลีย สาธารณรัฐเยอรมนี และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น
          เงื่อนไขN-1ทำให้เสียโอกาส
          นายราจีฟกล่าวว่า 3.ข้อกำหนดกรณีผู้เข้าประมูลมีจำนวนเท่ากับหรือน้อยกว่าจำนวนใบอนุญาต ซึ่งบริษัทไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับเงื่อนไขการนำคลื่นออกประมูลโดยกำหนดให้จำนวนชุดคลื่นความถี่น้อยกว่าจำนวนผู้เข้าประมูล หรือที่เรียกว่า เงื่อนไข N-1 เนื่องจากเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าประเทศไทยยังจำเป็นต้องจัดสรรคลื่นความถี่เพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก เพื่อให้มีคลื่นความถี่ใช้งานได้ทัดเทียมประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ ทั่วโลก แต่เงื่อนไข N-1 จะยิ่งทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสที่จะนำคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ มาใช้อย่างเต็มที่เพื่อพัฒนาประเทศตามนโยบาย Thailand 4.0 เพราะจะออกใบอนุญาตคลื่นความถี่น้อยกว่าผู้เข้าร่วมการประมูลที่พร้อมจะนำคลื่นความถี่ไปใช้ประโยชน์ นอกเหนือจากผลกระทบด้านลบต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมและระบบเศรษฐกิจของประเทศแล้ว เงื่อนไข N-1 เป็นหลักเกณฑ์ใหม่ที่ไม่เคยใช้ในการประมูลคลื่นความถี่ใดๆ มาก่อนหน้านี้ จึงถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมกับผู้ที่จะเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ในครั้งนี้
          ทบทวนงวดจ่ายเงินค่าฟีในอนาคต
          นายราจีฟกล่าวว่า 4.การกำหนดงวดและระยะเวลาการชำระเงินประมูลใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ จากการที่ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN) และบริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (TUC) ได้ยื่นเรื่องขอผ่อนผันการชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ เมื่อเวลาผ่านมากว่า 2 ปี หลังจากการประมูลคลื่นความถี่ตั้งแต่ปี 2558 นั้น เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ชัดเจนว่าผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้รับแรงกดดันจากภาระด้านการเงินที่สูงมาก บริษัทจึงใคร่ขอความอนุเคราะห์ กสทช. ได้โปรดพิจารณาทบทวนเงื่อนไขการกำหนดงวดและระยะเวลาการชำระเงินประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ และคลื่นความถี่ย่านอื่นๆ ในอนาคตเพื่อไม่ให้เป็นภาระทางการเงินเกินกว่าที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จะแบกรับไหวตามที่เห็นสมควรด้วย
          นายราจีฟกล่าวว่า บริษัทหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กสทช.จะพิจารณาทบทวนร่างประกาศหลักเกณฑ์การจัดสรรคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ อย่างเหมาะสมเพื่อประโยชน์ของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม ผู้บริโภคชาวไทย และสนับสนุนนโยบาย Thailand 4.0 ของรัฐบาลต่อไป
          บิ๊กป้อมไม่ใช้ม.44อุ้มเอไอเอส-ทรู
          ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่มีเครือข่ายภาคประชาชนออกมาคัดค้าน คสช. ใช้อำนาจตามมาตรา 44 อุ้มบริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (เอไอเอส) และ บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ว่า ยืนยันว่า คสช. ยังไม่ได้พิจารณา ใช้มาตรการดังกล่าวแต่อย่างใด ตอนนี้ต้องช่วยทีวีดิจิทัลก่อน ส่วนเรื่องค่ายมือถือ 4จีนั้น เอาไว้ทีหลัง เมื่อถามภาคประชาชนเป็นห่วง ว่าหากคสช.ช่วยบริษัทดังกล่าวจะทำให้ประเทศเสียประโยชน์ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า "ยังไม่ได้ทำอะไรเลย"
          สมคิดพอใจเศรษฐกิจดีขึ้น
          ที่โรงแรมมิราเคิลฯ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี มอบนโยบายการปฏิรูปภาคเกษตรเพื่อการปฏิรูปเศรษฐกิจประเทศ ในงานสัมมนาการขับเคลื่อนการปฏิรูปภาคเกษตร โดยมีนายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เกษตรจังหวัด สหกรณ์จังหวัดจากทั่วประเทศเข้าร่วมว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยดีขึ้นตามลำดับ ซึ่งรัฐบาลรู้สึกพึงพอใจและมั่นใจว่าไทยจะก้าวต่อไปอย่างมั่นคง อย่างไรก็ตามยังมีปัญหาอีกหลายเรื่องจากในอดีตที่ต้องแก้ไข หลายประเทศบอกว่าไทยเป็นประเทศรายได้ปานกลาง แต่ในความเป็นจริงไทยเป็นประเทศรายได้ต่ำ โดยเฉพาะเกษตรกร เนื่องจากสินค้าเกษตรไทยเริ่มล้าสมัย ไม่สามารถแข่งขันในการส่งออกได้ อีกปัญหาสำคัญคือ ความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ ครอบครัวเกษตรกร 30-40 ล้านคนมีผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) รวมกันไม่ถึง 10% หากไม่ทำอะไรประเทศแย่แน่นอน อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้คิดว่าเกษตรกรเป็นภาระ แต่ให้มองเป็นทรัพย์สินใหญ่ของประเทศ
          หนุนเกษตรกรส่วนใหญ่ของปท.
          นายสมคิดกล่าวว่า วิกฤตเศรษฐกิจและการเมืองผ่านพ้นไปแล้ว ก้าวต่อไปคือต้องสนับสนุนเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ต้องแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่นี้ ผลักดันศาสตร์พระราชาที่เป็นหลักการดำรงชีพที่สำคัญให้ซึมลึกลงไปในใจเกษตรกร รู้จักพอเพียง ปลูกพืชหลากหลาย ทำสินค้าชุมชน แบ่งปันซึ่งกันและกัน และรู้เท่าทันตลาดโลก อีกทั้งการใช้ตลาดนำการผลิตก็สำคัญ ที่ไหนควรปลูกอะไร มีตลาดรองรับไหม ต้องคิดให้ครบวงจร ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถเปลี่ยนอาชีพได้ แต่เราต้องเป็นพี่เลี้ยง ทำให้สำเร็จ อย่าให้เกษตรกรมีความเสี่ยง ใครจะว่าเราเอื้อเอกชนรายใหญ่ไม่ต้องสนใจ แต่เกษตรกรต้องขายได้ อีกทั้งต้องอบรมเกษตรกรให้เข้มแข็ง เพื่อการเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ในอนาคต
          "การผลักดันราคาของผลผลิตเหมือนเป็นการรดน้ำที่ใบ ฉาบฉวย ใช้เรียกคะแนนเสียง เราต้องรดน้ำที่ราก สร้างบุคลากรทางการเกษตรที่ทำงานได้ครบวงจร ไม่ใช่แค่เกษตรกรที่หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน ถึงแม้จะเห็นผลช้า แต่การเติบโตจะยั่งยืน" นายสมคิดกล่าว
          กฤษฎาลั่นปกป้องเกษตรรายย่อย
          นายกฤษฎากล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯต้องปกป้องเกษตรกรรายย่อยเป็นหลัก สำหรับงบกลางปี 2561 จำนวน 24,000 ล้านบาทของกระทรวงเกษตรฯนั้น ได้มุ่งเน้นโครงการปรับเปลี่ยนอาชีพให้เกษตรกรเป็นหลัก ต้องเลือกเกษตรกรที่มีความพร้อมในคุณสมบัติ อาทิ เกษตรกรที่ลงทะเบียนเป็นผู้มีรายได้น้อย หรือดึงคนรุ่นใหม่ในวิทยาลัยภาคเกษตรในชุมชนขึ้นมา และอบรมปรับเปลี่ยนแนวคิดด้านการเกษตร ด้วยวิทยากรที่เหมาะสม เช่น ปราชญ์ชาวบ้าน หรืออาจเป็นนายทุนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือบริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด ที่มีแปลงเกษตรในพื้นที่ เพื่อนำองค์ความรู้ของผู้รู้จริงมาใช้ และเมื่ออบรมเสร็จก็ต้องมีการสนับสนุนทุนและทำการตลาดให้กับเกษตรกร โดยขอความร่วมมือกับ ธ.ก.ส.ในพื้นที่ รวมถึงความพร้อมของสภาพพื้นที่ก็สำคัญ หากพื้นที่แห้งแล้งกันดารก็ให้ประสานกับกรมชลประทาน และเมื่อผลผลิตออกมาแล้ว ผู้ซื้อกับผู้ขายต้องมีจุดเชื่อมโยงกัน ให้จัดทำเป็นเว็บไซต์รวบรวมผลผลิตของแต่ละจังหวัด เพื่อเปิดกว้างการตลาดออกไปให้ผู้ที่ต้องการซื้อได้รับรู้
          พณ.ตามติดสงครามค้าใกล้ชิด
          นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังร่วมประชุมทีมเศรษฐกิจกับนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่เชิญหน่วยงานต่างๆ มาหารือเพื่อประเมินสถานการณ์ผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ว่า ทุกฝ่าย ติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์นำผลกระทบจากการที่สหรัฐปรับเพดานภาษีนำเข้าสินค้าเหล็กและอะลูมิเนียมไปหารือระหว่างการประชุมกรอบความตกลงการค้าและการลงทุนไทย-สหรัฐระดับรัฐมนตรี (TIFA) (ครั้งที่ 15) ที่สหรัฐ ผลกระทบอาจเกิดต่ออุตสาหกรรมไทย แต่ละปีไทยส่งออกเหล็กและอะลูมิเนียมไปสหรัฐประมาณ 300 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี อาจกระทบไทยเพียงเล็กน้อย แต่ก็ต้องติดตามเพราะไทยเป็นประเทศฐานการผลิตที่ส่งออกไปยังจีน ขณะเดียวกันสหรัฐมีมาตรการกับจีน อาจจะเป็นประโยชน์กับไทยในบางรายการสินค้าที่สหรัฐไม่สามารถส่งออกได้ ควรใช้โอกาสในการเปิดตลาด
          นายสนธิรัตน์กล่าวว่า กำลังศึกษาการเจาะตลาดไปยังจีนและสหรัฐ เพื่อเติมเต็มตัวเลขที่หายไปจากการตอบโต้ของสหรัฐและจีน หากมองในแง่บวกเชื่อว่าไทยเพิ่มส่วนแบ่งในสหรัฐได้ 300-1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ จากการกีดกันทางการค้าระหว่างสองชาติ ส่วนไทยมีส่วนแบ่งทางการตลาดของจีนประมาณ 300 กว่าล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนกรณีสหรัฐห้ามสินค้าจีนก็จะเป็นโอกาสของไทยที่จะส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐได้โดยตรง เช่น ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และฮาร์ดดิสก์ และในแง่ลบ สินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐมาจีนหรือจีนไปสหรัฐอาจทะลักไปยังตลาดอื่นๆ ไทยต้องพร้อมในการรับมือ
          ย้ำไทยต้องระวังและสร้างโอกาส
          "สงครามการค้าครั้งนี้ไทยต้องระมัดระวังและสร้างโอกาส ทั้งเรื่องการเจรจาและการบุกตลาดไทยจะเร่งเสริมตลาดในเมืองหลักและเมืองรองทั้งของจีนและสหรัฐ เตรียม 4 แนวทางในการป้องกัน ได้แก่ 1.การเจรจาระหว่างไทย-จีน หากดำเนินการไม่สำเร็จ ไทยต้องตั้งรับออกมาตรการปกป้องธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องในประเทศ ส่วนการณีสินค้าที่เจรจาแล้วแต่ไม่สำเร็จและถูกกดดัน ไทยจะใช้มาตรการตอบโต้กลับหรือเสนอต่อองค์การการค้าโลก (WTO) ในระยะสั้นอาจกระทบต่อการค้าทั่วโลก" นายสนธิรัตน์กล่าว และว่า ต้องมองลึกลงไปรายสินค้า เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เรื่องเหล็กมองทั้งก้อน ส่วนใหญ่เป็นท่อเหล็ก แปลว่าไม่ได้สูญเสียเหล็กไปสหรัฐ หรือหายไปทั้งก้อน จากนี้จะทำการบ้านเชิงลึกให้มากขึ้น เบื้องต้นมีสินค้า 50 รายการที่อยู่ใน Value Chain ที่ส่งออกไปจีน เช่น ก๊อกน้ำ วาล์วน้ำ เครื่องจักรไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ เป็นต้น ไทยจะยังรักษาเสถียรภาพทางการค้าไว้ได้ และเร็วเกินไทยที่สรุปผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่ยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์ติดตามอย่างใกล้ชิด ยังเชื่อว่าการส่งออกของไทยปีนี้จะยังเป็นบวกไม่น้อยกว่า 8%
          'วิรไท'ชี้สงครามค้าสหรัฐ-จีน
          นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยในงานสัมมนา "The Symbol of your Visionary : ก้าวทันเศรษฐกิจ ก้าวนำการลงทุน ปี 2018" จัดโดยธนาคารกสิกรไทย ว่า ธปท.คาดว่า จีดีพีไทยจะเติบโต 4.1% ในปีนี้ และดีต่อเนื่องถึงปี 2562 ให้ขยายตัวที่ระดับ 4.1% เช่นกัน คาคต่างประเทศ การส่งออกท่องเที่ยวขยายตัวดี เริ่มเห็นการฟื้นตัวของในประเทศแล้ว ทั้งการบริโภคและการลงทุน ส่วนความเสี่ยงเศรษฐกิจที่ต้องติดตามมี 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การปรับฐาน (Market Correction) ส่งผลกระทบต่อตลาดเงินตลาดทุน นโยบายเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐที่จะมีมาตรการกีดกันทางการค้ามากขึ้น และประเทศต่างๆ มีการตอบโต้กลับ หลายฝ่ายกังวลว่าจะเกิดสงครามการค้ารุนแรง รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไปกระทบกับการทำธุรกิจเดิมที่ต้องปรับตัว อย่างธนาคารต้องปรับตัวเป็นดิจิทัลแบงกิ้งและยกเลิกค่าธรรมเนียม เป็นต้น กรณีมาตรการกีดกันการค้าสหรัฐ ผลกระทบต่อไทยโดยตรงไม่มากนัก ส่วนกรณีการตอบโต้ทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ ต้องติดตามว่าจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการค้าโลกหรือไม่ ซึ่งจะกระทบกับการค้าไทยได้ ด้านสินค้าที่สหรัฐส่งไปจีน และจีนส่งออกไปสหรัฐที่ได้รับผลกระทบ จะเป็นโอกาสให้สินค้าไทยสามารถส่งออกได้มากขึ้น แต่อาจจะมีการนำสินค้าเหล่านั้นเข้ามาทุ่มตลาดได้ จะกดดันราคาสินค้าให้ต่ำลง
          นายวิรไทกล่าวด้วยว่า กรณีการดูแลค่าเงินบาทของไทยไม่ได้เป็นการแทรกแซงค่าเงินเพื่อเหตุผลทางการค้า ที่ผ่านมาได้ชี้แจงและทำความเข้าใจกับทางการสหรัฐอยู่แล้วว่าการที่ไทยต้องเข้าไปดูแลค่าเงินบาทเป็นผลจากที่การดำเนินนโยบายการเงินโดยใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงิน ทำให้นักลงทุนมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนไปมา
          'ซีไอเอ็มบี'ชี้ศก.เจอสงคราม9ทิศ
          นายอมรเทพ จาวะลา ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักวิจัยธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า ได้ปรับประมาณการตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ปี 2561 ใหม่ คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้ 3.7% จากประมาณการเดิมที่คาดไว้ 4% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันสำคัญๆ ทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน คาดว่าจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตช้ากว่าที่คาดไว้ โดยปัจจัยหลัก 2 ประการ ประกอบด้วย 1.สงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และจีน มองว่าการตอบโต้ทางการค้าระหว่าง 2 ประเทศ จะกระทบกับการแข็งค่าของเงินบาท การลงทุนภาคเอกชนและการส่งออก แม้ว่าไทยจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงก็ตาม แต่มีความกังวลเรื่องการส่งสินค้าไปอาเซียน
          "แต่จะได้รับผลกระทบทางอ้อมในแง่การส่งสินค้าไปอาเซียนอาจชะลอตัวได้ ส่วนการส่งออกไปสหรัฐ และจีนยังไม่มีปัญหา เราเป็นเพียงซัพพลายเชนให้กับบริษัทจีน 2.ปัจจัยเรื่องการเมือง การเลื่อนการเลือกตั้งจากโรดแมปเดิมในช่วงปลายปี 2561 ออกไปเป็นปี 2562 แทน จะมีผลกับการตัดสินใจลงทุนของภาคเอกชน มองว่ามีบางส่วนเลื่อนการลงทุนออกไปเป็นปีหน้าเพื่อรอดูความชัดเจน ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น การกระจายตัวของเศรษฐกิจ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเข้าถึงเทคโนโลยี การต่อต้านการทุจริต รวมถึงปัจจัยภายนอกประเทศ นโยบายทางการค้าของสหรัฐ ปัญหาเรื่องก่อการร้าย โดย รวมสำนักวิจัยฯ เรียกว่าเป็นสงคราม 9 ทิศ ฉุดเศรษฐกิจไทย" นายอมรเทพกล่าว
          เวิลด์แบงก์ระบุจีดีพีไทยโต4.1%
          นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย กล่าวว่า ธนาคารโลกคาดการณ์อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไทยปี 2561 เติบโต 4.1% เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่ 3.9% และอัตราการเติบโตสูงสุดตั้งปี 2555 การส่งออกยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ทั้งการส่งออกสินค้าและการส่งออกบริการ คือ การท่องเที่ยว คาดว่าจะเติบโต 6.9% ตัวเลขนี้ยังไม่ได้ประเมินผลกระทบหากเกิดสงครามการค้ารุนแรง ปีนี้เริ่มเห็นแรงฟื้นตัวของปัจจัยในประเทศต่อเนื่องจากปลายปี ทั้งการบริโภคคาดว่าจะเติบโต 3.1% แต่มีแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนสูงเกือบ 80% ต่อจีดีพี ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจไทย คือ การขยายตัวที่ยังไม่ทั่วถึง การส่งออกที่ขยายตัวยังส่งต่อไปไม่ถึงการบริโภค จากหนี้ครัวเรือนสูงและหากการลงทุนภาครัฐไม่ออกมาตามกำหนด รวมถึงสงครามการค้าโลกที่อาจจะส่งผลต่อเศรษฐกิจจีนให้ชะลอตัวลงและอาจกระทบต่อบรรยากาศการค้าโลก
          รบ.เตรียม5เรื่องรับมือ'โลกใหม่'
          นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถา "ยุทธศาสตร์นวัตกรรมของประเทศไทย" ในงานเปิดตัวรายงานตามติดเศรษฐกิจไทย : ไขปริศนานวัตกรรม ที่โรงแรมเดอะเซนต์รีจีส ของธนาคารโลก ว่า สหรัฐและจีนมีมาตรการตอบโต้ทางการค้าระหว่างกัน ประเมินว่าหากไทยระมัดระวังสามารถประคองตัวก็จะได้รับผลกระทบไม่มาก อาจจะโชคดีก็ได้ เพราะสัดส่วนการส่งออกหลักของไทยกว่า 70-80% อยู่ในเอเชีย เรากำลังอยู่ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ต้องคิดว่าเราจะอยู่กับโลกใหม่ได้อย่างไร ในอนาคตซัพพลายเชนจะไม่อยู่ที่ประเทศเดียว ไทยต้องยกระดับการผลิตอุตสาหกรรมใหม่ให้สูงขึ้น รัฐบาลได้เตรียมการ 5 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1.การเป็นไทยแลนด์ 4.0 เน้นกลุ่ม 10 อุตสาหกรรมใหม่ เดินหน้าโครงการอีอีซี ผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของภูมิภาค 2.ปรับกระบวนการกำหนดกรอบวิจัยใหม่ เลิกทำวิจัยขึ้นหิ้งเปลี่ยนเป็นวิจัยเข้าห้าง จะมีการจัดสรรงบประมาณเน้นการวิจัยทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยความร่วมมือทั้งรัฐ มหาวิทยาลัย และเอกชน 3.สนับสนุน สตาร์ตอัพ รัฐบาลมีแผนออกสตาร์ตอัพแคมป์วีซ่า คาดนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในเดือนพฤษภาคมนี้ หากผ่านจะใช้ได้ภายใน 1 เดือน เพื่อให้สตาร์ต อัพเหล่านี้เข้ามาในไทยอย่างถูกกฎหมาย
          เร่งสร้างคนดึงสถาบันตปท.ช่วย
          นายกอบศักดิ์กล่าวอีกว่า 4.เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด คือ รัฐบาลกำลังเร่งสร้างคน ทั้งการดึงสถาบันการศึกษาในต่างประเทศมาตั้งในประเทศ สนับสนุนให้บริษัทตั้งโรงเรียนอาชีวะของตนเอง เช่น ฮอนด้า รวมทั้งร่วมมือกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศ ญี่ปุ่น (ไจก้า) นำโปรแกรมพัฒนาทักษะคนมาใช้ และข้อสุดท้าย คนที่ต้องเปลี่ยนคือรัฐบาล ให้หน่วยงานรัฐบาลมีนวัตกรรมมากขึ้น เช่น โครงการบิ๊ก ดาต้า เพราะข้อมูลคือปัจจัยแห่งความมั่งคั่งประเทศในอนาคต ซึ่งรัฐบาลจะมีการแบ่งปันข้อมูลเหล่านี้เพื่อให้มีการนำไปวิจัยและพัฒนาประเทศ ต่อไปไม่ต้องใช้เอกสารหรือสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน
          เอกชนบอกแค่กลยุทธ์เจรจา
          นายประภาส ตันพิบูลย์ศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทาลิส จำกัด กล่าวว่า ความกังวลเรื่องสงครามการค้าสหรัฐ-จีนนั้น เชื่อว่าจะเป็นเพียงกลยุทธ์ในการเจรจาต่อกัน จึงไม่น่ากังวล
          นางวรวรรณ ธาราภูมิ ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟทโก้) กล่าวว่า ตลาดยังมีความกังวลเรื่องการตอบโต้ทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน แม้ว่สงครามทางการค้ายังไม่ลุกลาม แต่จะต้องจะต้องติดตามสถานการณ์และผลการเจรจาอย่างใกล้ชิด
          "การตอบโต้การขึ้นภาษีสินค้านำเข้าระหว่างสหรัฐ-จีน ถือว่าเป็นช่วงไฟเหลือง แม้ว่าสงครามทางการค้าจะยังไม่ลุกลาม หากสงครามทางการค้าลุกลามขึ้นมา จะมีประเด็นเกี่ยวกับประเทศที่เป็นคู่ค้า โดยเฉพาะสินค้าไอทีและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อาจจะกระทบไทยด้วย" นางวรวรรณกล่าว