ฝาก-รับโอนเกิน200ครั้ง/ปีโดนรัฐสั่งแบงก์-ฟินเทคส่งข้อมูล

กรมสรรพากรเดินหน้าไล่บี้ภาษีการค้าออนไลน์ ล่าสุดเตรียมแก้กฎหมายเพื่ออำนาจ บังคับแบงก์-ฟินเทค-กระเป๋าเงินดิจิทัล รายงานธุรกรรมการเงินลูกค้า-สมาชิก หากมียอดโอน-ฝากเกินกว่าปีละ 3,000 ครั้ง หรือ เกิน 200 ครั้งแต่มีมูลค่าเกิน 2 ล้านบาทต่อปี เพื่อพิจารณารีดภาษี ระบุหากไม่ปฏิบัติตาม ปรับ 1 แสน และเพิ่มอีกวันละ 1 หมื่นบาท
          ปฏิบัติการไล่ล่าภาษีธุรกรรมออนไลน์ของสรรพากรเข้มข้นสุด เมื่อล่าสุดรัฐบาลออกร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่..) พ.ศ.. เพื่อรองรับระบบภาษีและเอกสารธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงการพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ และกำลังเปิดรับฟังโดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนตั้งแต่วันที่ 1-15 เมษายนนี้
          โดยประเด็นสำคัญนั้นคือการแก้กฎหมายสั่งให้ ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินของรัฐ และผู้ให้บริการการเงินอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยระบบการชำระเงิน ซึ่งอาจจะหมายรวมไปถึง ฟินเทค และกระเป๋าเงินดิจิทัล จะต้องมีหน้าที่ในการรายงานข้อมูลทางการเงินของบุคคลที่มีการทำธุรกรรมลักษณะพิเศษให้กรมสรรพากรเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากร
          ทั้งนี้คำว่าธุรกรรมพิเศษ หมายถึง ยอดฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไปต่อปี หรือ ยอดฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 200 ครั้งขึ้นไปและมียอดรวมตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไปต่อปี และให้อธิบดีมีหน้าที่ในการเก็บรักษาข้อมูลไว้ไม่เกิน 10 ปีนับแต่วันที่ได้ข้อมูล
          หากบรรดาผู้ที่มีหน้าที่รายงาน คือ ธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินของรัฐ และผู้ให้บริการการเงินอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยระบบการชำระเงิน ฝ่าฝืน จะมีโทษปรับทางการปกครองไม่เกิน 1 แสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละ 1 หมื่นบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
          แหล่งข่าวระบุว่า การสั่งให้แบงก์พาณิชย์มีหน้าที่ในการรายงานข้อมูลการโอนเงินจะช่วยทำให้การการจัดเก็บภาษีของกรมมีประสิทธิภาพ และสามารถติดตามผู้ค้าออนไลน์ที่ยังมีการเลี่ยงภาษีได้ในอนาคต เนื่องจากกรมจะมีข้อมูลรายรับของผู้ค้าออนไลน์ที่แบงก์รายงานมาทุกปี โดยกฎหมายดังกล่าวจะเริ่มใช้ในปี 2563
          พร้อมกันนี้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังได้กำหนดให้นำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้กับการดำเนินการของภาครัฐ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนในการนำส่งเงินภาษี และเพื่อให้กรมสรรพากรได้รับข้อมูลอันจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดเก็บภาษีอากร
          นายรัชชพล เหล่าวานิช ผู้คร่ำหวอดในวงการเศรษฐกิจ ระบุว่า มาตรการดังกล่าวเป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่จะเก็บภาษี แต่ยังมีข้อกังขาว่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยเฉพาะการสั่งให้แบงก์พาณิชย์ส่งข้อมูลในการทำธุรกรรมซึ่งอาจจะเป็นการละเมิดได้ ซึ่งต้องการให้ประชาชนเข้าไปทำประชาพิจารณ์กับร่าง พ.ร.บ.นี้
          อย่างไรก็ดีการจัดเก็บภาษีออนไลน์นั้น ผู้ประกอบการสามารถที่จะดำเนินการจ่ายในลักษณะของภาษีนิติบุคคล ด้วยการตั้งบริษัทนำค่าใช้จ่ายมาหักจริง หรือจะใช้วิธีการจ่ายในลักษณะของภาษีบุคคลธรรมดา ซึ่งจะอยู่ในลักษณะในการหักเหมาจ่าย
          มาตรา ๕ ให้เพื่อความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๓ สัตตรส แห่งประมวลรัษฎากร
          "มาตรา ๓ สัตตรส เพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร ให้บุคคลดังต่อไปนี้มีหน้าที่รายงานข้อมูลของบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะพิเศษในปีที่ล่วงมาที่อยู่ในความครอบครองให้กรมสรรพากรภายในเดือนมีนาคมของทุกปี
          (๑) สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน
          (๒) สถาบันการเงินของรัฐที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น
          (๓) ผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยระบบการชำระเงิน ธุรกรรมลักษณะพิเศษตามวรรคหนึ่ง หมายความว่า ธุรกรรมที่มีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดในปีที่ล่วงมาดังต่อไปนี้
          (๑) ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่สามพันครั้ง
          (๒) ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่สองร้อยครั้ง และมียอดรวมของธุรกรรมฝากหรือรับโอนรวมกันตั้งแต่สองล้านบาทขึ้นไปรายการข้อมูลของบุคคลที่มีธุรกรรมลักษณะพิเศษที่ต้องรายงานตามวรรคหนึ่งและวิธีการรายงาน ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ให้อธิบดีมีหน้าที่ในการเก็บรักษาข้อมูลที่ได้รับตามมาตรานี้และให้เก็บข้อมูลดังกล่าวไว้ไม่เกินสิบปีนับแต่วันที่ได้รับข้อมูล