สหภาพค้านตั้ง 2 บ.ลูก แก้ปัญหา "แคท-ทีโอที" ไม่ตรงจุด

ยังคงคัดค้านต่อเนื่องสำหรับการตั้ง 2 บริษัทลูกร่วมทุนรวมทรัพย์สินจาก บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม (แคท) แยกเป็นบริษัทโครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ (NBN Co) และบริษัทโครงข่ายระหว่างประเทศ และศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต จำกัด (NGDC Co) โดยเฉพาะจากสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ (สร.) ทั้งของแคท และทีโอที โดยมีการ รวมตัวกันเดินขบวนจากสำนักงานใหญ่ย่านถนนแจ้งวัฒนะไปยังกระทรวงการคลังและทำเนียบรัฐบาล
          "สังวรณ์ พุ่มเทียน" ประธาน สร.แคท กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ที่ต้องรวม ตัวพนักงานคัดค้านไม่ใช่เพราะห่วงกระทบผลประโยชน์ตนเอง แต่พิจารณาแล้วว่า นโยบายคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ในเรื่องนี้ ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่แท้จริง ให้ทีโอทีและแคท แต่เป็นการเปิดทางให้เกิดปัญหาใหม่เพิ่มขึ้น ทั้งยังอาจกระทบสถานะทรัพย์สินของรัฐ และประโยชน์ของประชาชนต่อไปในอนาคตอีกด้วย
          "ที่ผ่านมา ไม่ใช่ว่าพนักงานไม่ปรับตัว พวกเราพร้อมปรับกันอยู่แล้ว แต่ผู้บริหาร รวมถึงบอร์ดที่เข้ามา ซึ่งมีหน้าที่กำกับนโยบาย และบริหารงาน เคยได้เห็นปัญหาที่แท้จริงขององค์กรบ้างหรือไม่ ทุกคนบอกแต่ว่า พนักงานรัฐวิสาหกิจ ทำงานเช้าชามเย็นชาม แต่เคยลงมาดูหรือไม่ว่าเกิดปัญหาอะไร อย่างเราลงพื้นที่ติดตั้งอุปกรณ์เพื่อให้บริการลูกค้า ปรากฏอุปกรณ์ขาดแคลน จัดซื้อก็ทำได้ล่าช้า ไม่ทันความต้องการลูกค้า เกิดผลกระทบกับผู้ใช้บริการ รวมไปถึงปัญหาภาพลักษณ์ แล้วย้อนไปดูไหมว่า 3 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลนี้ แคทรายได้ลดลงตลอด เหตุผลเพราะอะไร ได้มีการลงไปดูไปวิเคราะห์ไหม"
          ทั้ง ครม.และ คนร. มุ่งแต่ว่าการ ตั้ง 2 บริษัทลูกจะแก้ลดความซ้ำซ้อนของแคทกับทีโอที ลดการลงทุนซ้ำซ้อนของประเทศ แต่ปัญหาของ 2 องค์กรใหญ่นี้ไม่ได้มีแค่นั้น ทั้งการตั้ง 2 บริษัทลูกจะยิ่งเพิ่มความซ้ำซ้อนและทำให้กระบวนการทำงานยุ่งยากขึ้นไปอีก
          "หนังสือบริคณห์สนธิของทั้งคู่ มีรายละเอียดไม่ต่างกับบริษัทแม่ ตัว NGDC มีเหมือนของแคททุกอย่าง NBN ก็เหมือนทีโอที แล้วจะเชื่อได้ อย่างไรว่าต่อไปจะไม่ทำธุรกิจซ้ำซ้อนลง ไปอีก ในเมื่อทุกบริษัทก็หวังผลกำไร แม้แต่ขณะนี้ทรัพย์สินของบริษัทลูกยังไม่ได้แยกจากแม่เลย แต่บริษัทแม่กับบริษัทลูกตั้งแต่ระดับผู้บริหารไปจนถึงพนักงานก็ยังทะเลาะกันอยู่เลย"
          การที่สหภาพออกมาคัดค้านไม่ได้หวังจะชนะใคร แต่หวังว่าปัญหาของ ทีโอทีและแคทจะได้รับการหยิบยกขึ้นมาหาทางแก้จริง ๆ และมองให้เห็นอย่างชัดเจนว่าไม่ใช่แค่ปัญหาการลงทุนซ้ำซ้อน ไม่ใช่แค่หมดสัมปทานไปแล้ว ปี 2568 จะไม่มีคลื่นเป็นทรัพย์สินในมืออีก และไม่ใช่แค่การแข่งขันกับเอกชนไม่ได้
          "แค่ปัญหาว่าแข่งขันกับเอกชนไม่ได้ ก็ต้องไปดูถึงเบื้องหลังว่าทำไม อะไรที่เป็นอุปสรรค รวมถึงแนวทางในการพัฒนามาตรฐานคุณภาพบริการ ดังนั้นการตั้ง 2 บริษัทจึงไม่ตอบโจทย์ได้ถูกจุด และการมุ่งแก้แต่ลดการลงทุนซ้ำซ้อน ไม่ได้ทำให้แก้ปัญหาทั้งหมดได้"
          ขณะเดียวกัน ในกระบวนการตั้ง 2 บริษัท เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินตามยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งตามมาตรา 65 แห่งรัฐธรรมนูญระบุว่า ต้องมีการรับฟังความเห็นของประชาชนทุกภาคส่วน และเปิดให้มีส่วนร่วมได้ ทั้งปลัดกระทรวงการคลัง ยังระบุในหนังสือตอบกลับเรื่องการประชุมผู้ถือหุ้นที่เกี่ยวกับการตีมูลค่าทรัพย์สินโอนเป็นหุ้นทุน อ้างถึงมาตรา 23 พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ 2542 จึงเห็นได้ว่า มุมมองระหว่างกระทรวงการคลังกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แตกต่างกันในเรื่องนี้
          โดยกระทรวงดีอีเห็นว่าไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ จึงไม่มีการดำเนินการตาม พ.ร.บ.นี้ ในการตั้ง 2 บริษัท มองว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ดังนั้น หากในการหารือร่วมกับปลัดกระทรวงดีอีในสัปดาห์นี้ ยังได้รับการยืนยันจะไม่ดำเนินตาม พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสาหกิจ ทางสหภาพอาจจะพิจารณายื่นฟ้องคดีอาญา ตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
          "ผู้บริหารระดับสูงของดีอีมักระบุว่า ไม่มีแคทกับทีโอทีประเทศชาติก็อยู่ได้ ใช่ประเทศอยู่ได้ แต่ใครจะเป็นคนถ่วงดุล อำนาจในตลาดโทรคมนาคม ทุกวันนี้เรา อาจไม่รู้สึกอะไรเพราะปกป้องอุ้มเอกชน กันเป็นปกติอยู่แล้ว แล้วก็ปล่อยทีโอที กับแคทไปตามยถากรรม คอยแต่มาหาประโยชน์จากการจัดซื้อจัดจ้างเท่านั้น"
          ส่วนการที่กระทรวงดีอียืนยันว่า นโยบายนี้ไม่ใช่การแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ แต่การกระทำคือ "ใช่" หากปล่อยให้มีการโอนทรัพย์สินจากแคท จากทีโอที แปลงเป็นหุ้นเอาไปลงทุนในบริษัทลูกได้ ก็เปิดช่องให้บริษัทลูกนำหุ้นไปขายหรือ เปิดให้เอกชนร่วมทุนได้ในอนาคต ทรัพย์สินของประเทศก็จะถูกแปลงสภาพไปเรื่อย ๆ นั่นเอง
          "ย้ำเลยว่า เราไม่ได้ต้องการชนะ แต่ต้องการให้มีการรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนก่อน และหยิบปัญหามาพิจารณาให้ถูกจุดเท่านั้น ไม่ใช่จะเอาโครงข่าย เอาทรัพย์สินของทั้งคู่ออกไป แล้วยังจะเริ่มเห็นการดึงบริการของ ทีโอทีกับแคทออกไปจากบริษัทแม่อีก ส่วนทิศทางต่อไปของสหภาพในกรณีนี้ จะเน้นการขอเข้าไปหารือร่วมกับทั้งดีอี และกระทรวงการคลังเพิ่มขึ้น โดยเอา ความจริงมาพูดกัน"