"ไทคอน"ใต้ปีก"เจริญ"

 พูลศรี เจริญ
บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น(TICON) เปิดแนวรบใหม่ในรอบ 28 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งปี 2533 หลังมาอยู่ภายใต้อาณาจักรเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ได้ประมาณ 1 ปี ด้วยการขยายสู่ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ 
          ทั้งนี้ คณะกรรมการหรือบอร์ด ไทคอน มีมติเมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา ให้จัดตั้งบริษัท ไทคอน เทคโนโลยี พร้อมกันนี้ยังได้อนุมัติการร่วมทุนกับ เอสที เทเลมีเดีย โกลบอล ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือเอสทีที จีดีซี บริษัทชั้นนำด้านการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์จากสิงคโปร์ ในสัดส่วนการลงทุน 51:49 เพื่อรุกตลาดอย่างเต็มรูปแบบ 
          การก้าวสู่ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ของไทคอน ถือว่าเป็นการรุกเร็วหลังต้นเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ในการแถลงแผนธุรกิจ หรือโรดแมป 3 ปี ที่ได้ประกาศไว้ว่าจะขยายสู่ธุรกิจใหม่
          ปณต สิริวัฒนภักดี ประธาน คณะกรรมการบริหาร ไทคอน ให้เหตุผลในการก้าวสู่ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ว่า แนวโน้มใหญ่หรือเทรนด์เศรษฐกิจ ในไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ จะเห็นได้จาก หลายอุตสาหกรรมเริ่มหันมาใช้เทคโนโลยีและระบบดิจิทัลในการแข่งขันมากขึ้น อีกทั้งการเข้ามาอย่างเต็มตัวของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ และการพัฒนาอย่างรวดเร็วของฟินเทคในเมืองไทย
          ขณะเดียวกันยังได้แรงสนับสนุนจากภาครัฐที่มีนโยบายไทยแลนด์ 4.0 นโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล โครงการ ผลักดันอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง เป็นต้น ส่งผลให้ธุรกิจบริการด้านไอที โดยเฉพาะธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เติบโตอย่าง ก้าวกระโดด โดยคาดว่าตลาดจะเติบโตสูงขึ้นถึง 2 เท่าภายใน 3 ปี จึงเป็นโอกาสที่ดีในการขยายธุรกิจไปยังอุตสาห กรรมใหม่ๆ 
          ไทคอน ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมแบบครบวงจร โดยมีมูลค่าทรัพย์สินกว่า 4 หมื่นล้านบาท (ณ สิ้นเดือน ธ.ค. 2560) ปัจจุบันมีพื้นที่โรงงานและคลังสินค้าภายใต้การบริหารจัดการรวมทั้งสิ้นกว่า 2.7 ล้านตารางเมตร บนทำเลที่ตั้งยุทธศาสตร์กว่า 50 แห่งทั่วประเทศ โรงงานและคลังสินค้าของกลุ่ม ไทคอนมีทั้งแบบพร้อมใช้ (Ready-Built) และสร้างตามความต้องการของลูกค้า (Built-to-Suit)
          นอกจากที่มี ปณต กุมบังเหียนแล้ว ไทคอน ยังมี โสภณ ราชรักษา นั่งผู้อำนวยการใหญ่และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หลังจากการลาออกของ วีรพันธ์ พูลเกษ หนึ่งในผู้ก่อตั้งและมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนกลุ่มไทคอนให้เติบใหญ่ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา จนเข้าตาเจ้าสัวเจริญและนำมาสู่การถือหุ้นใหญ่ในปัจจุบัน
          ทั้งนี้ ต้นปี 2560 บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ โฮลดิ้งส์ (ประเทศไทย) ได้เข้าถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่งในไทคอน ที่สัดส่วน 40.95% และต้นเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา เฟรเซอร์ส แอสเซ็ทส์ บริษัทร่วมทุนระหว่างเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ฯ และบริษัท ทีซีซี แอสเซ็ทส์ (ประเทศไทย) ได้ซื้อหุ้น ไทคอนจากบริษัท สวนอุตสาหกรรม โรจนะ 26.10% หรือเป็นเงิน 8,574 ล้านบาท ส่งผลให้กลุ่มนายเจริญถือหุ้น ทั้งสิ้น 67.05% 
          โสภณ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นอีกขุนพลฝีมือดีในอาณาจักรเจ้าสัวเจริญ กล่าวว่า การก้าวสู่ธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ในครั้งนี้ ถือเป็นธุรกิจที่มีความสอดคล้องกับความเชี่ยวชาญในการดำเนินธุรกิจ และช่วยเพิ่มบริการทางด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีของไทคอนให้ครบวงจรเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า อีกทั้งยังเป็นการนำความแข็งแกร่งของ ไทคอนมาผสานกับความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาและนำเสนอบริการดาต้าเซ็นเตอร์ในระดับโลกของเอสทีที จีดีซี ซึ่งจะช่วยผลักดันให้ธุรกิจใหม่นี้เติบโตอย่างมีศักยภาพ
          เขาบอกว่าไทคอนเตรียมแผนสร้างอาคารดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ โดยตั้งเป้าให้เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่พร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย บนพื้นที่ยุทธศาสตร์ในกรุงเทพฯ คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมให้บริการเต็มรูปแบบภายในปี 2563 
          นับเป็นอีกก้าวของไทคอนที่ต้องจับตา และน่าจะเขย่าคู่แข่งได้ไม่น้อย เพราะไทคอนยุคนี้พะยี่ห้อกลุ่มทีซีซีของเจ้าสัวเจริญ พร้อมเงินลงทุนอย่างน้อย 1 หมื่นล้านบาท ใน 3 ปี เพื่อสปริงบอร์ดไทคอนขึ้นแท่นอันดับหนึ่งในอาเซียน กับเป้าหมายรายได้ 5,000 ล้านบาท ในปี 2563 หรือเติบโตปีละ 15% และทั้งหมด คือ ภารกิจของโสภณ