ทีโอทีเร่งปิดดีลคลื่น2300คู่"ดี แทค"

กรุงเทพธุรกิจ ซีอีโอระบุหากสัญญา พันธมิตรทางธุรกิจร่วมกับดีแทคบนคลื่น 2300 ฉลุยได้ในไตรมาส 2 นี้พร้อมรับรู้รายได้ เข้าองค์กรในอีก 3 เดือนทันที เชื่อเป็น พาร์ทเนอร์กับค่ายมือถือปีนี้ทำเงินกว่า 8,000 ล้านบาท ช่วยพลิกฟื้นสถานะองค์กรจาก ขาดทุนเป็นกำไรได้ 2,000 ล้านบาท ส่วนตัวสัญญาขณะนี้อัยการกำลังตรวจสอบ คาดใกล้คลอดเต็มที่ ด้าน "ดีแทค" ลุ้นตัวโก่ง หวังได้คลื่น60 เมกะเฮิรตซ์ก่อนสัมปทานหมด ก.ย.นี้
          นายมนต์ชัย หนูสง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ทีโอที กล่าวว่า ในปี 2561 ทีโอทีจะกลับมา มีกำไรสุทธิประมาณ 2,000 ล้านบาท หากได้ เซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจคลื่น 2300 เมกะเฮิรตซ์ กับ บริษัท ดีแทค ไตรเน็ต จำกัด บริษัทในเครือบมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) ภายในไตรมาส 2 นี้ ซึ่งทีโอทีจะเริ่มได้รับรายได้จากสัญญาดังกล่าว ภายในสิ้นไตรมาสต่อไป หรือ หลังจาก 3 เดือนที่เซ็นสัญญา
          โดยรายได้ที่จะได้รับในปีหน้านั้นจะอยู่ที่ ประมาณ 8,000-9,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมาจากรายได้ที่ทีโอทีจากการเซ็นสัญญา กับ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ตเวร์ค จำกัด (เอดับบลิวเอ็น) ในเครือ บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) ในคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์ อีกกว่า 10,000 ล้านบาท เมื่อรวม กับรายได้ประจำของบริการทีโอทีเองแล้ว คาดว่าปีนี้ ทีโอทีจะมีรายได้ทั้งหมดอยู่ที่ 50,000 ล้านบาท คาดว่าจะมีกำไรก่อนหักภาษี ค่าเสื่อมค่าตัดจำหน่าย (อีบิทด้า) อยู่ที่ 11,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีนี้ประมาณ 3,000 ล้านบาท
          อย่างไรก็ดี เขา ระบุว่าในปีที่ผ่านมา ทีโอทียังคงขาดทุนอยู่ โดยผลประกอบการ 11 เดือนอยู่ที่ 32,000 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้า ที่ตั้งไว้คือ 34,000 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 26,000 ล้านบาท และมี อีบิทด้าประมาณ 8,000 ล้านบาท แต่เมื่อนำค่าใช้จ่ายอีก 1 เดือน ที่เหลือและหักค่าเสื่อมคาดว่าทีโอทียังขาดทุน แต่ยังไม่สามารถบอกตัวเลขได้ว่าขาดทุนเท่าไหร่ เพราะอยู่ระหว่างการรอตัวเลขค่าใช้จ่ายและค่าเสื่อมอีก 1 เดือนที่เหลือมาคิด ซึ่ง ผลประกอบการดังกล่าวเป็นผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น ทีโอทีขาดทุนลดลง 55 % โดยมาจาก การประหยัดค่าใช้จ่ายภายในองค์กร เช่น การจัดซื้อในราคาถูกลง เป็นต้น
          ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นของ ความล่าช้า ในตัวสัญญาเป็นพันธมิตรระหว่าง ทีโอทีและดีแทคในย่าน 2300 เมกะเฮิรตซ์นั้น เพราะเดิมเคยมีประเด็นเรื่องที่ต้องหารือ และได้ข้อยุติจากสำนักงานคณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และ กิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. กล่าวว่า
          จริงๆ แล้วร่างสัญญาคลื่น 2300 ระหว่าง ทีโอที และ ดีแทค นั้น ว่าผิดกฎหมาย และสามารถทำได้หรือไม่ แต่สรุปแล้วก็คือ ไม่ผิดกฎหมาย เพียงแต่กสทช.ต้องการ ให้เขียนให้ชัดเจนว่าทีโอทีต้องเป็นผู้ดูแล ทั้งหมดไม่ใช่ดีแทคดูแล ส่วนทีโอทีจะแก้ ร่างสัญญาแล้วส่งให้อัยการใหม่ หรือ ทำไปเลย หากอัยการตอบกลับร่างสัญญา ว่าผ่านแล้วจึงค่อยทำเอกสารเพิ่มเติมชี้แจง ให้ชัดเจนตามที่กสทช.แนะนำก็ทำได้ เหมือนกรณีของสัญญาบีเอฟเคทีกับ บมจ. กสท โทรคมนาคมทำเมื่อครั้งที่ผ่านมา ก็ไม่ได้ มีปัญหาอะไร
          ด้านนายราจีฟ บาวา รองประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กรและ พัฒนาธุรกิจดีแทค กล่าวว่า การเป็นพันธมิตร กับทีโอทีในคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 60 เมกะเฮิรตซ์ที่ดีแทคเป็นผู้ชนะ ในการเสนอผลตอบแทนให้ทีโอทีนั้น ขณะนี้ตัวสัญญาการให้บริการ 4จีนั้นอยู่ใน อัยการสูงสุดเป็นผู้ตรวจสัญญา ซึ่งก็ผ่าน ความเห็นชอบในเบื้องต้นแต่ให้ทีโอทีกลับมา แก้ไขใหม่อีกรอบ ซึ่งตอนนี้อัยการสูงสุด ก็น่าจะพิจารณาใกล้แล้วเสร็จ
          ดังนั้น ส่วนตัวเชื่อดีลกับทีโอทีจบลง ภายในไตรมาส 2 นี้และสามารถให้บริการ ก่อนสัมปทานหมดเดือนก.ย.นี้แน่นอน โดยตามข้อเสนอที่ยื่นให้กับทีโอทีนั้น ดีแทค จะต้องชำระค่าเช่าใช้คลื่นคความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 60 เมกะเฮิรตซ์ให้แก่ ทีโอทีปีละ 4,510 ล้านบาท เฉลี่ยต่อเดือน อยู่ที่ 375 ล้านบาท