นัดถกยืดหนี้ค่ายมือถือ"ล่ม"

ทีดีอาร์ไอยันหากรัฐอุ้ม เสียหาย 3 หมื่นล้าน
          กรุงเทพธุรกิจ เวทีไกล่เกลี่ย "กสทช.- ทีดีอาร์ไอ" ที่เห็นต่างกรณีรัฐ ยืดหนี้ 2 ค่ายมือถือ เลื่อนกระทันหัน  "สมเกียรติ" ย้ำเลิกอุ้ม ไม่งั้นรัฐ เสียหาย 3 หมื่นล้าน ขานรับนายกฯ ให้ผ่อนจ่าย แต่ กสทช. ต้องทบทวนอัตราดอกเบี้ย ส่วนดีอีหนุนอุ้มช่วยเอกชนบริหารโครงข่ายได้ดีขึ้น หากมีประมูลคลื่นใหม่ช่วยยกระดับประเทศให้ดีขึ้นและรองรับ 5จี
          การนัดหมายของนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กับนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ และ นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เพื่อให้มี ความเข้าใจตรงกันเรื่องความช่วยเหลือ ผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล เมื่อวานนี้ (4 เม.ย.) ต้องเลื่อนออกไป กระทันหัน นายวิษณุให้เหตุผลว่าฝ่ายต่างๆ ไม่สะดวก
          นายสมเกียรติ  เปิดเผยว่า ตามมติ ครม. วันที่ 3 เม.ย. ให้การแก้สัญญาในการให้บริษัท โทรศัพท์มือถือคลื่น 900 ผ่อนจ่ายได้ภายใต้ หลักการ คือ ต้องให้เอกชนประกอบธุรกิจได้ ไม่กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน เอกชนต้องยอมรับความจริงในเรื่องของความเสี่ยงทางธุรกิจ และต้องไม่ทำให้รัฐเสียประโยชน์ นั้น ถือเป็นเรื่องน่าดีใจที่นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลเข้าใจประเด็นเรื่องประโยชน์สาธารณะได้อย่างถูกต้อง
          ที่ยังน่าห่วง คือ กสทช.ยังไม่เข้าใจประเด็นเรื่องประโยชน์สาธารณะได้อย่างถูกต้อง และยังนำเสนอข้อมูลและเหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผลในการที่จะมาอุ้มบริษัทมือถือทั้ง 2 ราย คือ เอไอเอส และทรู ให้ผ่อนชำระค่าประมูลงวดที่ 4 โดยมือถือ ทั้ง 2 ราย มีผลประกอบการที่ดี โดยปี60 เอไอเอสมีกำไรประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ส่วนทรูมีกำไร 2.3 พันล้านบาท แต่ทรู ตั้งแต่กลางปี 2558 ขณะนั้นมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 8.8% แต่กลางปี 2560 มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น เป็น 26% เพราะฉะนั้นกรณีของทรู แม้กำไรจะไม่เยอะ แต่เป็นการที่กลับมากำไรเป็นครั้งแรก ที่สำคัญ มีการเติบโตทางรายได้ อย่างรวดเร็ว
          "ผู้ประกอบการทั้ง 2 รายไม่ได้มีเหตุผลประกอบธุรกิจไม่ได้ จึงไม่เป็นประเด็นเหมือนทีวีดิจิทัล อีกทั้งการวิเคราะห์จากตลาดหลักทรัพย์ ไม่มีการรายงานถึงปัญหาฐานะการเงิน"
          สิ่งที่ กสทช.ยื่นข้อเสนอให้อุ้ม ผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือทั้ง 2 รายเป็นการยกประโยชน์ของรัฐและประชาชนไปให้ผู้ประกอบการทั้ง 2 ราย ถ้าตีมูลค่าเทียบกับดอกเบี้ยที่ผ่อนชำระช้าตามเงื่อนไขสัญญา 15% คิดอยู่ที่ 1.5% ส่วนต่าง 3 หมื่นล้านบาท แต่หากคิดว่าทั้ง 2 รายมีปัญญาผ่อนจ่ายอยู่แล้ว ไม่ต้องจ่ายล่าช้า สามารถระดมทุนจ่ายได้ ทั้งกู้เงิน ตราสารหนี้ เพิ่มทุนตัวเอง มีต้นทุนเฉลี่ยประมาณ 9% ซึ่งทรูจะสูงกว่าเอไอเอสเล็กน้อย
          "ถ้าใช้ต้นทุนตัวนี้ต้องจ่าย 9% โดยออกเงินเอง กลายเป็นรัฐมาอุ้มอยู่ที่ 1.5% ส่วนต่างนี้ อยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท ถือเป็นการเอาประโยชน์ของประชาชนยกให้เอกชน การที่ กสทช. บอกว่า หากคิดดอกเบี้ย 1.5% รัฐจะได้ดอกเบี้ย เป็นคำกล่าวไม่จริง เพราะการที่รัฐให้เอกชนกู้ลักษณะนี้ รัฐก็มีต้นทุน แล้ว 1.5% คืออัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. ไม่ใช่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เชิงพาณิชย์ใดๆ เพราะฉะนั้นการเหมา 1.5% เป็นการเหมาไม่มีที่มาที่ไป แล้วยังเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าต้นทุนของรัฐบาล เวลาที่รัฐบาลต้องกู้เงินเพื่อทำโครงการอะไรต่างๆ รัฐบาลยังเสียเกินตัวเลขดังกล่าว"
          ทั้งนี้ กสทช.หากต้องการความเชื่อมั่น ต้องมีแนวทางปฏิบัติ 5 เรื่อง คือ 1.การกำกับ ดูแลต้องยึดประโยชน์ผู้บริโภคเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่ประโยชน์ผู้ประกอบการ 2.การกำหนดนโยบายกำกับดูแลต้องใช้ข้อมูลทางวิชาการ ไม่ใช่การคาดเดาหรือมโน
          3.กติกาที่กำหนดขึ้นมาต้องเหมาะสมและเป็นธรรม ไม่ใช่กติกาที่ถูกล๊อบบี้จาก ผู้ประกอบการบางราย จนเกิดการแข่งขันไม่เป็นธรรมขึ้น 4.เมื่อมีกติกาแล้วจะต้องรักษา ความน่าเชื่อถือในการทำกติกานั้น ไม่ใช่ประมูลเสร็จแล้วมีเปลี่ยนเงื่อนไขภายหลัง และ 5.ต้องรับผิดชอบและพร้อมให้ตรวจสอบ
          "กสทช.คาดเดาว่า ทำอย่างโน่นหรืออย่างนี้แล้วจะมีผู้ประมูลมากขึ้น และรัฐจะมีรายได้มากขึ้นนั้น สมมติไม่เกิดขึ้นจริง กสทช.จะรับผิดชอบอย่างไร"
          แหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวสนับสนุนการช่วยเหลือเอกชน เนื่องจากการเลื่อนจ่ายค่าไลเซ่นส์งวดสุดท้ายในปี 2563 ออกไป 5 ปี หรือสิ้นสุดในปี 2567 ตามที่กสทช.ชี้แจงคือ ผู้ประกอบการทั้ง 2 รายได้วางเงินประกัน (แบงก์ การันตี) ไว้หมดแล้ว ดังนั้น ไม่ใช่ว่า ผู้ประกอบการไม่มีความพร้อมในการชำระหนี้ แต่ทั้ง 2 รายพร้อมที่จะบริหารจัดการในส่วนนี้ และไม่คิดหนีหรือเบี้ยวแต่อย่างไร
          การขยายเวลาหรือเลื่อนออกไปครั้งนี้ ควรมามองที่ประโยชน์ของชาติของสังคมและประชาชน เพราะหากเปิดโอกาสให้ ผู้ประกอบการได้รับการผ่อนผัน เท่ากับว่า ผู้ประกอบการจะมีโอกาสนำเงินไปลงทุนในการพัฒนาโครงข่ายเพื่อสนองและสอดรับ นโยบายรัฐบาลในการกะตุ้นนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0ของรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพและให้ครอบคลุมทั่วประเทศ
          รัฐบาลเองปฎิเสธไม่ได้ว่าต้องการกำลังสนับสนุนจากเอกชน ในการสร้าง จุดเชื่อมต่อการขยายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ในโครงการเน็ตประชารัฐ ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่โดยเร็ว ซึ่งแม้จะมีการวางโครงข่ายจากรัฐวิสาหกิจแล้ว แต่ก็ต้อง มีลาสไมล์ที่มาเชื่อมกับโครงข่ายของ ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่