เปิด9ประเด็น"กสทช."หนุน"คสช."อุ้ม"TRUE-AWN"ชี้รัฐได้"ดอกเบี้ย-เงินประมูล"

เปิด9ประเด็น'กสทช.'หนุน'คสช.'อุ้ม'TRUE-AWN'ชี้รัฐได้'ดอกเบี้ย-เงินประมูล'
          สืบเนื่องจากผู้บริหารบริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด หรือ TUC (Truemove H Universal Communication)และบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เวส เน็ทเวิร์ค หรือ AWN (Advance Wireless Network) ยื่นหนังสือถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขอผ่อนผันการชำระค่างวดเงินประมูลคลื่นความถี่จากเดิมต้องจ่ายงวดที่ 4 เป็นงวดสุดท้ายในปี 2563 เป็นทยอยจ่ายออกไปอีก 5 งวด จนถึงปี 2567 ในที่ประชุม คสช.และคณะรัฐมนตรียังไม่ได้ข้อสรุป และให้สำนักงาน กสทช.นำข้อมูลเสนอต่อที่ประชุมอีกครั้งก่อนจะพิจารณา
          ต่อไปนี้เป็นข้อมูลจากคณะทำงานของสำนักงาน กสทช.พิจารณาว่า หาก คสช.จะมีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาการชำระเงินค่าประมูลออกไป หรือ คสช. ไม่ออกคำสั่งให้ขยายระยะเวลาการ ชำระเงินค่างวดจะเกิดผลใน 9 ข้อดังนี้
          1.บริษัท ทรูมูฟฯ และบริษัท แอดวานซ์ฯ วางเงินประกันให้กับสำนักงาน กสทช. ครบถ้วนราว 130,000 ล้านบาท อยู่แล้ว ทั้งบริษัท TUC และ AWN รับภาระหนี้ จากการกู้เงินธนาคารพาณิชย์ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3
          2.หาก คสช.มีคำสั่งให้สำนักงาน กสทช.ขยายระยะเวลาการชำระเงินค่าประมูลของทั้งสองบริษัทออกไปจากปี 2563 เป็นปี 2567 โดยคิดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ร้อยละ 1.5 รัฐจะมีรายได้เพิ่มจากการเก็บอัตราดอกเบี้ย รวมทั้งสิ้น 3,593.76 ล้านบาท
          3.เมื่อทั้งสองบริษัทได้รับสิทธิในการขยายระยะเวลาชำระค่างวดออกไป มีความเป็นไปได้สูงว่าบริษัทจะกลับมาเข้าร่วมแข่งขันประมูล เนื่องจากวงเงินกู้ จากสถาบันการเงินได้รับการขยายออกไปด้วยเช่นกัน และบริษัทยังมีโอกาสเฉลี่ยต้นทุน
          4.คณะทำงานเชื่อว่าหาก กสทช.เปิดประมูลคลื่น บริษัท TUC, AWN และบริษัท ดีแทค ไตรเนต เน็ตเวิร์ก จำกัด หรือ DTN (DTAC Trinet Network) เข้าร่วมประมูลด้วย จะทำให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น รัฐมีรายได้เพิ่มมากขึ้น
          ถ้าประมูลได้ทั้ง 3 ใบอนุญาต รัฐจะได้เงิน 120,477.72 ล้านบาท
          ประมูล 2 ใบอนุญาต รัฐมีรายได้ 80,318.48 ล้านบาท
          ประมูล 1 ใบอนุญาต รัฐมีรายได้ 40,159.24 ล้านบาท
          5.กรณีไม่มีการประมูลและ คสช.ไม่ออกคำสั่งให้ขยายระยะเวลาชำระหนี้ สำนักงาน กสทช.จะมีรายได้นำส่งเป็นรายได้ ของแผ่นดิน รวมถึงปี 2567 เป็นยอดเงิน 166,991.16 ล้านบาท
          6.หากจัดประมูลคลื่น 1800MHz โดย คสช.มีคำสั่งขยายระยะเวลาชำระหนี้ออกไปอีก รวมถึงปี 2567 ในกรณีใบอนุญาต 3 ใบ รัฐจะมีรายได้ 291,314.20 ล้านบาท
          7.หากจัดประมูลคลื่น 1800MHz และขยายเวลาชำระหนี้ออกไป รวมถึงปี 2567 กรณี
          ใบอนุญาต 2 ใบ รัฐจะมีรายได้ 251,154.96 ล้านบาท
          8.ส่วนในกรณีจะเกิดการฟ้องร้องในภายหลังหรือไม่ หาก คสช.เห็นชอบให้ขยายเวลาชำระค่างวดออกไป
          การฟ้องร้องไม่น่าจะเกิดขึ้นเนื่องจากบริษัทที่เคยชนะประมูลแต่ทิ้งใบอนุญาตคือบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ขาดสิทธิในการฟ้องร้อง ส่วนบริษัท DTN จะได้รับสิทธิในเงื่อนไขการชำระค่าประมูล ที่ กสทช.กำหนดไว้ในการประมูลครั้งต่อไปทำให้การแข่งขันเป็นไปอย่างเท่าเทียม อีกทั้งผู้บริหารระดับสูงของบริษัท DTN ยืนยันผ่านสื่อว่า การประมูลครั้งที่ผ่านมาสูงกว่าราคาเริ่มต้นถึง 6 เท่าตัว ดังนั้น การขยายระยะเวลาการชำระเงินให้กับผู้ชนะประมูล ทาง DTN ไม่ขัดข้อง แต่ให้นำเงื่อนไขที่กำหนดไว้ไปใส่ในการประมูลคลื่น 1800MHz หรือ 900MHz ในครั้งต่อไป
          9.หากนำคลื่น 1800MHz มาเปิดประมูล จะทำให้ประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่เพิ่มขึ้นอีก 90MHz เพื่อรองรับเทคโนโลยี 5จี, Internet of Things จะเป็นแรงผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจรวดเร็วยิ่งขึ้น
          สรุปการเสนอขยายเวลาการชำระเงิน TUC และ AWN
          หาก คสช.มีคำสั่งให้ขยายระยะเวลาการชำระเงินออกไปอีก 5 งวด จนถึงปี 2567 รัฐไม่เสียหายเนื่องจาก กสทช.กำหนดเงื่อนไขให้จ่ายดอกเบี้ยให้กับรัฐตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ร้อยละ 1.5 จะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มอีก 3,593.76 ล้านบาท
          ผลจากการขยายระยะเวลาออกไปนั้น จะทำให้วงเงินกู้ของบริษัท TUC และ AWN ได้รับการขยายออกไปด้วย เปิดโอกาสให้บริษัทเข้าร่วมประมูลกับ กสทช.ได้อีก แต่ถ้าไม่มีการขยายระยะเวลาการชำระเงิน บริษัทมีวงเงินกู้เต็มเพดาน
          กสทช.เปิดประมูลคลื่น มี 3 บริษัทเข้าร่วม ราคาประมูลย่อมเพิ่มขึ้นเนื่องจากเกิดการแข่งขันกัน รัฐจะมีรายได้จากค่าประมูลเพิ่มขึ้น จำนวนคลื่นมีมากขึ้น รองรับกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งคลื่น 5จี และ Internet of Things ผลประโยชน์ที่ประเทศจะได้ย่อมมีสูงกว่าการไม่ขยายระยะเวลาการชำระค่างวด