วิพากษ์...ทางรอดสื่อไทย ในยุค"ดิจิทัล"

หมายเหตุ - งานเสวนา "ทางรอดอุตสาหกรรมสื่อไทย ในยุคดิจิทัล" ให้ผู้รับการอบรมหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชนระดับสูง รุ่นที่ 1-7 จัดโดยสถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ที่ศูนย์การเรียนรู้สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 31 มีนาคม
          ฐากร ตัณฑสิทธิ์
          เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)
          ขณะนี้หลายประเทศเตรียมความพร้อมเรื่อง 5จี ไว้บ้างแล้ว โดยประเทศไทยต้องเร่งกระตุ้นให้คนไทยรับมือ เพราะปลายปี 2563 เทคโนโลยี 5จี จะเข้ามาสู่ประเทศไทยอย่างแน่นอน ซึ่งยังมีเวลาในการเตรียมการอีก 2 ปี โดยไทยต้องมองว่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นภาคการเงิน ภาคอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะไทยยังพึ่งพาแรงงานจากคน เมื่อมี 5จี จะใช้ไอโอที (Internet of Things) ในการเชื่อมต่ออุปกรณ์การผลิต ทำให้ภาคอุตสาหกรรมต้องลดต้นทุนการผลิต คนใช้แรงงานต้องปรับตัว เช่น ไปทำงานอื่น หรือเพิ่มทักษะ
          รู้สึกห่วงใยกลุ่มทีวีดิจิทัลที่ยังต้องพึ่งพารายได้จากโฆษณา เพราะ สังคมเปลี่ยนไป ประชาชนดูทีวีผ่านระบบทีวีโดยตรงน้อยมาก คนจะหัน ไปดูยูทูบ ดูทีวีในมือถือแทน เมื่อ 5จี เข้ามา ทำให้ความเร็ว ความเสถียรมากขึ้น 30-100 เท่า พฤติกรรมของประชาชนต้องเปลี่ยน การโฆษณาสินค้าต้องเปลี่ยน นอกจากนี้ การค้าขายสินค้าปลีกจะกระทบ เพราะ ทำเลทองไปอยู่บนโลกออนไลน์ ขณะนี้เราซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ ลอง ไม่ได้ แต่วีอาร์หรือเทคโนโลยีเสมือนจริง ทำให้การลองเสื้อผ้าที่บ้านสามารถทำได้ เมื่อ 5จี เข้ามาคาดหวังเศรษฐกิจโทรคมนาคมที่ปัจจุบันมีสัดส่วน 4.5-5% ของจีดีพีจะเพิ่มขึ้น โดยในอีก 3-4 ปีข้างหน้าคาดว่าโทรคมนาคมมีสัดส่วนถึง10% ของจีดีพี เนื่องจากหลายเรื่องเข้ามาอยู่ในโลกเทคโนโลยี
          "อยากให้คนไทยเริ่มตื่นตัว เพื่อให้ปรับตัวทันยุคและให้ทันประเทศอื่นๆ สำหรับคลื่นความถี่เตรียมการไว้รองรับการประมูล 5จี มีทั้ง 26000 เมกะเฮิรตซ์ 1800 เมกะเฮิรตซ์โดยสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) กำหนดคลื่นไว้ที่ 26000 เมกะเฮิรตซ์ เพื่อรองรับ 5จี ซึ่งทำให้ การใช้งานคลื่นความถี่มากขึ้น เพราะโลกทั้งหมดอยู่ในดาต้า และสามารถขยายได้ไม่มีที่สิ้นสุด แม้เทคโนโลยีเปลี่ยนมาเป็น 5จี จะไม่ทำให้ผู้บริโภคจ่ายค่าบริการแพงขึ้น แต่ว่าเมื่อเราจะมีการใช้งานมากขึ้น ต้องทำให้ จ่ายเงินมากขึ้นตามปริมาณการใช้งาน"
          ด้านการเปลี่ยนมือผู้ถือครองใบอนุญาตทีวีดิจิทัลให้กับกลุ่มผู้มีเงินทุนเป็นทางรอดหนึ่งให้กับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลได้ ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการได้ชำระค่าประมูลช่องทีวีดิจิทัลไปแล้ว 60% เหลือระยะเวลาการดำเนินกิจการอีก 11 ปี ดังนั้นการขอคืนใบอนุญาตจึงไม่ใช่ทางออกที่ดีสำหรับ ผู้ประกอบการ มองว่าการขายใบอนุญาตต่อให้ผู้ประกอบการที่มีเงินทุนจะเป็นผลดีมากกว่า ส่งผลให้ กสทช.ต้องกลับไปทบทวนกฎหมายและ พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องอีกครั้งว่าต้องปรับเปลี่ยนสิ่งใด เพื่อให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลสามารถดำเนินการได้
          ทั้งนี้ จากรายงานของ กสทช.พบว่า เม็ดเงินโฆษณาในอุตสาหกรรมสื่อ ปี 2555 มีมูลค่า 113,952 ล้านบาท เป็นส่วนแบ่งของสื่อโทรทัศน์ 68,500 ล้านบาท โดยในขณะนั้นมีช่องทีวีที่ดำเนินกิจการและลงโฆษณาได้ 4 ช่อง ตามด้วยส่วนแบ่งของสื่อดิจิทัล 2,783 ล้านบาท และสื่ออื่นๆ 46,064 ล้านบาท ตามด้วยในปี 2556 เม็ดเงินโฆษณาในอุตสาหกรรมสื่อมีมูลค่า 113,095 ล้านบาท แบ่งเป็นสื่อโทรทัศน์ 69,000 ล้านบาท สื่อดิจิทัล 4,248 ล้านบาท สื่ออื่นๆ 39,601 ล้านบาท
          สำหรับ ปี 2557 มีเม็ดเงินโฆษณาในอุตสาหกรรมสื่อมีมูลค่า 118,380 ล้านบาท แบ่งเป็นสื่อทีวีและทีวีดิจิทัล จำนวนมากกว่า 20 ช่อง 79,590 ล้านบาท สื่อดิจิทัล 6,115 ล้านบาท สื่ออื่นๆ ประมาณ 32,675 ล้านบาท ด้านปี 2558 เม็ดเงินโฆษณาในอุตสาหกรรมสื่อมีมูลค่า 122,168 ล้านบาท แบ่งเป็นสื่อทีวีและทีวีดิจิทัล 84,392 ล้านบาท สื่อดิจิทัล 8,084 ล้านบาท สื่ออื่นๆ 29,692 ล้านบาท ขณะที่ปี 2559 เม็ดเงินโฆษณาในอุตสาหกรรมสื่อมีมูลค่า 107,923 ล้านบาท สื่อทีวีและทีวีดิจิทัล มูลค่า 70,000 ล้านบาท สื่อดิจิทัลมูลค่า 9,477 ล้านบาท สื่ออื่นๆ 27,500 ล้านบาท และในปี 2560 เม็ดเงินโฆษณาในอุตสาหกรรมสื่อมีมูลค่าประมาณ 111,800 ล้านบาท แบ่งเป็นสื่อทีวีและทีวีดิจิทัล มีมูลค่าประมาณ 65,000 ล้านบาท และสื่อดิจิทัลประมาณ 12,000 ล้านบาท และสื่ออื่นๆ ประมาณ 23,500 ล้านบาท จะเห็นได้ว่ามูลค่าเม็ดเงินโฆษณาเพิ่มขึ้นในกลุ่มสื่อดิจิทัลทุกปี และลดลงในส่วนสื่ออื่นๆ ซึ่งหนังสือพิมพ์อยู่ในส่วนนี้ ด้านทีวีดิจิทัลเม็ดเงินลดลงในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
          สำหรับบทบาทของ กสทช.หลักจากนี้ต้องเน้นการกำกับดูแลให้น้อยที่สุด และปัญหาทีวีดิจิทัลเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข อีกทั้งคาดการณ์ว่าในช่วงปลายปี 2563 เทคโนโลยี 5จี จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ผู้ประกอบการยิ่งต้องปรับตัว ดังนั้น กสทช.จึงได้เสนอมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลรวมถึงผู้ประกอบการโทรคมนาคม แก่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการใช้มาตรา 44 แต่ คสช.ได้ตีกลับข้อเสนอ ขอให้ทบทวนใหม่ ดังนั้นภายในสัปดาห์หน้า กสทช.จะจัดทำเอกสารชี้แจงส่งให้กับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง
          ส่วนประเด็นที่ กสทช.จะชี้แจงเพิ่มเติมกับรองนายกรัฐมนตรี คือ ประเด็นการขยายระยะเวลาการชำระค่าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ของผู้ประกอบการโทรคมนาคมว่า หากมีการขยายระยะเวลาการชำระค่าประมูลใบอนุญาต จะมีรายได้เข้ารัฐ 235,981 ล้านบาท แต่หากไม่ขยายงวดชำระรัฐจะมีรายได้เพียง 119,792 ล้านบาท ดังนั้น รัฐไม่ได้เสียประโยชน์ อีกทั้งส่งผลให้ผู้ประกอบการมีเงินทุนเหลือในการพัฒนาการบริการ รวมถึงการเข้าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์ในปีนี้ด้วย
          สำหรับแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล กสทช.เสนอ 2 แนวทาง ได้แก่ 1.เสนอให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลจะได้รับการพัก ชำระหนี้ 3 ปี และ 2.กสทช.จะสนับสนุนค่าเช่าโครงข่าย (มักซ์) สัญญาณทีวีดิจิทัลไม่เกินร้อยละ 50 ของค่าเช่าที่ต้องชำระ โดยจะสนับสนุน เป็นเวลา 24 เดือน นับจากวันที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกมาตรา 44 ซึ่ง กสทช.มองว่าเป็นหนทางที่ดีที่สุดแล้ว
          สรายุทธ มหวลีรัตน์
          กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน)
          เมื่อเทคโนโลยีเข้ามา ส่งผลให้สื่อสิ่งพิมพ์อาจจะประสบปัญหา โดยส่วนตัวเชื่อมั่นว่า สื่อไม่มีวันตาย และมั่นใจว่าสื่อสิ่งพิมพ์สามารถ ที่จะอยู่รอดต่อไปได้ แต่จำเป็นต้องปรับเนื้อหา (คอนเทนต์) ให้ตรง ใจผู้อ่านมากขึ้น โดยธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์มีการปรับตัวอยู่ตลอดจากการ เกิดขึ้นของสื่อดิจิทัล และหากย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปีก่อน พบว่าสื่อ สิ่งพิมพ์แต่ละรายก็มีเว็บไซต์เป็นของตัวเองอยู่แล้ว ขณะที่ปัจจุบัน ก็ขยายช่องทางที่หลากหลายขึ้น ทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ แต่ไม่ใช่ประชากรทั้งประเทศจะเข้าถึงสื่อดิจิทัล เพราะยังมีคนอีกส่วนหนึ่งที่รับข่าวจากสื่อสิ่งพิมพ์
          แต่ปัจจัยที่จะทำให้สื่อสิ่งพิมพ์หายไป คือ ต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะจากต้นทุนค่ากระดาษ ต้นทุนจากการจัดจำหน่าย และตัวแทนขายที่ลดจำนวนลง นั่นหมายถึงช่องทางการขายลดลงตาม ไปด้วย ดังนั้นสิ่งที่สิ่งพิมพ์ต้องทำ คือ จับมือกันเพื่อลดต้นทุน เช่น เครือมติชน ให้สยามสปอร์ตเป็นผู้จัดจำหน่ายสิ่งพิมพ์ ลดต้นทุน การจัดส่ง เป็นต้น ขณะเดียวกันก็ต้องเดินหน้าเชิงรุก สร้างรายได้จากช่องทางออนไลน์มากขึ้น
          อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นสื่อที่กำลังเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง เพราะ มีแนวโน้มของการใช้เม็ดเงินโฆษณาที่เพิ่มสูงขึ้นทุกๆ ปี โดยเฉพาะ 3 สื่อหลัก ได้แก่ สื่อนอกบ้าน สื่อในโรงภาพยนตร์ และสื่อออนไลน์ ก็ยังต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน
          ไตรลุจน์ นวะมะรัตน
          นายกสมาคมมีเดียเอเยนซี่ และธุรกิจสื่อแห่งประเทศไทย
          เม็ดเงินโฆษณาลดลงต่อเนื่อง จากปี 2557 ที่มีเม็ดเงินโฆษณากว่า 120,000 ล้านบาท ลดลงเหลือ ไม่ถึง 1 แสนล้านบาทในปี 2561 ขณะที่ตัวหารเพิ่มขึ้น และมีผู้เล่นหน้าใหม่ คือ ออนไลน์ ที่มีแนวโน้มดึงเม็ดเงินโฆษณาจากสื่อเดิมไปมากขึ้น
          อย่างไรก็ตาม แม้คาดว่าเม็ดเงินโฆษณาในปี 2561 จะกลับมาเพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ที่มีมูลค่า 120,912 ล้านบาท  จากภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น แต่ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 ปี กว่าเม็ดเงินโฆษณาจะกลับมาใกล้เคียงกับปี 2557
          "เม็ดเงินโฆษณาที่คาดว่าจะเติบโตขึ้นร้อยละ 4 นั้น ถือว่ายังเติบโตไม่มาก เนื่องจากปี 2560 งบโฆษณาติดลบร้อยละ 4 โดยตัวเลขเม็ดเงินทั้งหมดอยู่ที่ 116,239 ล้านบาท เหตุที่เติบโตไม่มากเป็นเพราะลูกค้าหันไปซื้อสื่อแบบผสมผสานหรือลดการใช้สื่อทีวี จึงทำให้ภาพรวมลดลง"
          โดยสื่อดาวรุ่งยังคงเป็นสื่อโทรทัศน์ ซึ่งเป็นสื่อหลักที่สร้างเม็ดเงินในตลาด 50% ตามมาด้วยสื่อออนไลน์ สื่อนอกบ้าน ซึ่งรวมถึงสื่อบนรถไฟฟ้าที่จะมีการขยายเพิ่มขึ้น 10% เพราะรถไฟฟ้าขยายตัวมากขึ้น และสื่อสิ่งพิมพ์นั้น เชื่อว่ายังไม่ตาย เพราะยังมีบางกลุ่มที่ยังคุ้นเคยกับสื่อเหล่านี้ แต่อาจต้องปรับตัวหันไปหากลุ่มคนอ่านเฉพาะกลุ่มมากขึ้น
          เขมทัตต์ พลเดช
          กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)
          มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น จากอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัล ตลอด 4 ปี ที่ผ่านมา เชื่อว่ามีมูลค่านับหมื่นล้านบาท เพราะเป็นอุตสาหกรรม     ขนาดใหญ่ที่ผู้ประกอบการต้องใช้เม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาล แต่รายได้หรือผลตอบแทนกลับมามีเพียงน้อยนิดและยังขาดทุนอยู่ใน ทุกส่วนที่เกี่ยวเนื่องกัน ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ผู้ผลิต คอนเทนต์ รวมถึงผู้ให้บริการโครงข่าย และเม็ดเงินที่เสียเปล่าจากกล่อง รับสัญญาณทีวีดิจิทัลที่ไม่ได้นำมาใช้งานจริงแต่อย่างใด
          ทั้งนี้ จากมาตรการที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลพักชำระหนี้ค่าใบอนุญาตภายในเวลา 3 ปีนั้น ถือเป็นเรื่องที่ดีสำหรับทีวีดิจิทัลโดยรวม เพราะผู้ประกอบการจะได้หายใจคล่องขึ้น ในการนำเงินนั้นไปพัฒนาคอนเทนต์และดำเนินธุรกิจได้ดีขึ้น ซึ่งพอที่จะช่วยให้เกิดรายได้ที่ดีตามมา นอกจากนี้ยังมองว่าผลทางอ้อมที่จะเกิดขึ้น คือ เม็ดเงินโฆษณาในสื่อทีวีจะปรับตัวดีขึ้นเช่นกัน เพราะหากคอนเทนต์ดี มีเรตติ้ง ลูกค้าก็พร้อมใช้เงินซื้อโฆษณา
          โดย 5 ปัจจัยสำคัญ ของทางรอดอุตสาหกรรมสื่อไทยในยุคดิจิทัล ได้แก่ 1.การสร้างสรรค์เนื้อหา (คอนเทนต์) คุณภาพ นำเสนอข่าวสารหลายมุม โดยใช้ช่องเทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ 2.การพัฒนาให้บุคลากรมีทักษะที่หลากหลาย เพราะการทำงานของสื่อในยุคดิจิทัลผู้สื่อข่าวต้องมีหลายบทบาท 3.การมีเงินทุน และการทำการตลาด เงินทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการทำธุรกิจ อีกทั้งต้องทำการตลาดเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายรู้ว่าสื่อเรามีตัวตนอยู่ที่ใด ติดตามได้ช่องทางไหน 4.การปรับตัวให้ทันเทคโนโลยี และ 5.มาตรการทางกฎหมาย ซึ่งเป็นบทบาทหน้าที่ของรัฐ ควรกำหนดมาตรการควบคุมตามความจำเป็นและเหมาะสม รวมถึงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารในองค์กร เป็นสิ่งสำคัญ ที่ทำให้สื่อไทยผ่านพ้นวิกฤตได้อย่างราบรื่น
          ทั้งนี้ สื่อจำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงไปสู่ธุรกิจอื่น และการลดต้นทุนที่สูงเกินไป โดยธุรกิจทั่วไป ต้นทุนเรื่องของพนักงานไม่ควรมีสัดส่วนเกินร้อยละ 30 แต่ทั้งนี้การปลดคนก็ไม่ใช่ทางออกเพียงทางเดียว