เปิดมุมมอง กสทช.-ทีดีอาร์ไอ ใช้ ม.44 ช่วยทีวีดิจิตอล-มือถือ

          ยังเป็นเรื่องที่รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ลังเลที่จะออกมาตรการใช้ ม.44 ช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลที่กำลัง "หืดจับ" จากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีออกอากาศ ที่ทำให้ผู้คนหันไปเสพสื่อดิจิตอลบนแพลตฟอร์มอื่น แถมพ่วงด้วยการช่วยเหลือผู้ประกอบการมือถืออีก 2 รายที่เข้าประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิร์ตซ์
          ในส่วนของผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลนั้น หลายฝ่ายดูจะขานรับเพราะเป็นข้อเรียกร้องจากผู้ประกอบการที่ทอดยาว มานานพอสมควร หลังจากคณะกรรมการกำกับกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช.ให้ใบอนุญาตและเปิดดำเนินการไปได้เพียงปีเดียว ผู้ประกอบการหลายรายต่างอยู่ในสภาพหืดจับ
          สาหัสสุดคือ 'ไทยทีวี' ที่ประมูลได้ 2 ช่องต้องยุติการออกอากาศ และเกิดปัญหา ฟ้องร้องกับกสทช. ก่อนที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้ไทยทีวี ชนะคดีโดยไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมประมูลในงวด ที่เหลือนับจากหยุดออกอากาศ พร้อมให้ กสทช.คืนเงินค้ำประกันหรือแบงก์การันตี มูลค่ากว่า 1,350 ล้านบาท
          ศาลระบุว่า กสทช. เปลี่ยนผ่านสู่ระบบทีวีดิจิตอลล่าช้า ไม่เป็นไปตามแผนงาน
          พร้อมกันนี้รัฐบาลต้องปัดฝุ่นมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลออกมาอย่างเป็นรูปธรรม
          มาตรการที่จะช่วยเหลือนั้นจะให้ยกเว้นการจ่ายค่าธรรมเนียม 3 ปี เอกชนจ่ายเฉพาะดอกเบี้ย 1.5% โดยกสทช.ช่วยค่าเช่าโครงข่ายภาคพื้นให้ 50% เป็นเวลา 24 เดือนด้วย
          ขณะที่มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการมือถือที่ กสทช.เสนอพ่วงเข้าไปพร้อมนั้น เนื่องจากผู้ประกอบการมือถือ 2 ราย ที่เข้าร่วม ประมูลคลื่น 4 จีที่ทำสถิติสูงสุดครั้งประวัติศาสตร์นั้นต้องแบกรับภาระจ่ายค่าธรรมเนียมสูงเกินกว่าพื้นฐาน จากการที่มีบางบริษัทเข้ามาดันราคาประมูลขึ้นไปกว่า 75,000 ล้านบาท ก่อนจะทิ้งใบอนุญาตไป
          กสทช.ต้องขอให้นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้า คสช.ใช้ ม.44 ผ่าทางตันด้วยการเชิญเอไอเอส เข้ามารับใบอนุญาตไปแทน ก่อนที่เอกชนจะต่อรองรัฐผ่อนผัน การชำระค่าประมูลคลื่นงวดสุดท้ายออกไปเป็นการทยอยจ่าย 5 ปี ปีละ 10,000 ล้านบาทเศษ พร้อมดอกเบี้ย 1.5% เพื่อที่บริษัทจะมีเงินไปลงทุนขยายเครือข่าย
          การออกมาผ่อนผันให้ทั้งทีวีดิจิตอล และค่ายโทรศัพท์มือถือ แม้ทางหนึ่งจะทำให้เอกชนเจ้าของสัมปทานหายใจคล่องขึ้น แต่ก็มีมุมมองที่ต่างออกไปจากนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI ที่ไม่เห็นด้วย กับมาตรการนี้
          นายสมเกียรติ ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการยกประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการค่ายโทรศัพท์มือถือทั้งสองราย แม้จะให้จ่ายดอกเบี้ยแต่ก็ต่ำมากเพียง 1.5% ต่อปี จากปกติกรณีการจ่ายค่าประมูลล่าช้าต้องคิดดอกเบี้ย 15% ต่อปี ส่วนต่างดอกเบี้ยที่หายไปนั้นคิดเป็นมูลค่ารายละกว่า 15,000 ล้าน หรือรวมแล้วกว่า 30,000 ล้านบาท
          พร้อมบอกว่าหาก คสช. มีมติยกผลประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการทั้งสองราย คงทำให้ประชาชนอดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่า คสช.และรัฐบาลประยุทธ์จะแตกต่างจากรัฐบาลของนายทักษิณ ชินวัตร อย่างไร
          สำหรับนายสมเกียรติ ก่อนหน้านี้เมื่อครั้งที่ กสทช.เปิดประมูล 3 จี บนคลื่น 2.1GHz ก็ออกมาระบุว่ารัฐสูญเม็ดเงิน ค่าต๋งผลประโยชน์ไปกว่า 1.6-2 แสนล้านบาท เพราะไม่เกิดการแข่งขัน และติงเรื่อง กสทช.เปิดประมูล 4 จี บนคลื่น 900 เมกะเฮิร์ตซ์ในวันเดียวหรือต่อเนื่อง อ้างว่าทำให้เอกชนฮั้วกันจนราคาต่ำติดดิน
          อย่างไรก็ตามผลประมูลที่ออกมาถือว่าเกินคาด แต่ผู้ชนะประมูลนั้นทิ้งใบอนุญาตเพราะไม่สามารถ หาธนาคารมาปล่อยกู้ได้
          ในส่วนของกสทช. มองว่าที่ต้องช่วยผู้ประกอบการเนื่องจากสถานการณ์ตอนนี้ยังมีปัญหา เกรงว่าจะมีอีกหลายเจ้าซ้ำรอยไทยทีวี จึงตัดสินใจช่วยผ่อนผันเพื่อให้ธุรกิจเดินต่อไปได้
          เพราะหากมีเจ้าอื่นต้องปิดตัวเหมือนกรณี 'เจ๊ติ๋ม ทีวีพูล' ที่ต้องคืนช่องไทยทีวี และ LOCA เนื่องจาก แบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว น่าจะทำให้รัฐเสียหายมากกว่าเพราะไม่ได้เงินสัมปทานแม้แต่บาทเดียว
          แต่หากเอกชนทั้งทีวีดิจิตอล และค่ายโทรศัพท์มือถือยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ รัฐยังได้เงินสัมปทานเท่าเดิม เพียงแต่ยืดเวลาออกไปเท่านั้น ถือว่า 'วิน-วิน' ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย
          ส่วนกรณีคิดดอกเบี้ยต่ำเกินไปนั้น กสทช.ให้เหตุผลว่าผู้ประกอบการทุกรายต้องไปกู้เงินมาชำระค่าสัมปทาน และเสียดอกเบี้ยอยู่แล้ว หากต้องมาจ่ายดอกเบี้ยให้รัฐ ถึง 15% เชื่อว่าน่าจะมีบางรายแบกรับไม่ไหว และอาจตัดสินใจทิ้งใบอนุญาตไปอีก
          ซึ่งนั่นจะทำให้รัฐเสียประโยชน์มากกว่าด้วยซ้ำถือเป็น 2 มุมมองที่แตกต่างในกรณีช่วยผ่อนผันให้ทั้งทีวีดิจิตอล และค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือ