แจงช่วยอุตสาหกรรมโทรคมนาคมก่อนกิจการพังพาบ ปัดอุ้มมือถือ-ทีวีดิจิทัล

          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ร่วมกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีชี้แจงด้วยวาจาให้ที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เป็นประธาน รับทราบถึงเหตุผลการขอออกมาตรา 44 เพื่อพักชำระหนี้ให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลเป็นเวลา 3 ปีและยืดการชำระค่างวดใบอนุญาตให้กับผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่ประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ทั้งบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์คจำกัด บริษัทลูกของเอไอเอส และบริษัททรูมูฟเอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัดบริษัทในเครือทรู แบ่งจ่ายเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งที่ประชุม คสช.ให้กลับไปทำรายละเอียดเป็นเอกสารอย่างเป็นทางการมาชี้แจงอีกครั้งเป็นเวลา 1 สัปดาห์ โดยต้องตอบคำถามให้ได้ว่าไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้เอกชน และทางรัฐและประชาชนได้ประโยชน์

          "คสช.ระบุว่ามีหลายฝ่ายออกมาแย้งในเรื่องดังกล่าวโดยเฉพาะสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) ที่มองว่าเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน นายฐากรและนายวิษณุได้ชี้แจงและพยายามให้เหตุผลอย่างเต็มที่แล้วอย่างไรก็ตามนายวิษณุจะเรียกประชุมทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอีกครั้งเพื่อหาทางออกร่วมกัน"
          แหล่งข่าวกล่าวว่า เหตุผลที่ กสทช.และคณะทำงานร่วมได้เสนอมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลและธุรกิจมือถือทั้งสองค่ายไปในคราวเดียวกันไม่ได้เป็นการอุ้มธุรกิจเอกชนทั้งในส่วนของทีวีดิจิทัลและผู้ประกอบการมือถือทั้งสองค่าย แต่เป็นการมองผลประโยชน์ในภาพรวมที่จะเกิดแก่ประเทศในระยะยาว อีกทั้ง กสทช.จะใช้เงื่อนไขในการยืดชำระหนี้บรรจุลงในเงื่อนไขการประมูลครั้งต่อไปจะไม่ทำเกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ
          ทั้งนี้ในส่วนของผู้ประกอบการมือถือกสทช.ยืนยันว่ามาตรการที่นำเสนอไม่ได้เปิดทางให้เอื้อประโยชน์ เพราะทั้งสองบริษัทไม่ได้เบี้ยวหนี้ หรือระงับการจ่ายค่าธรรมเนียมประมูล 900 เมกะเฮิรตซ์ แต่เอกชนขอยืดเวลาชำระค่าธรรมเนียมออกไปเท่านั้น โดยยินดีจ่ายดอกเบี้ยให้รัฐตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)กำหนดรายละกว่า 1,700 ล้านบาท
          "ด้วยสถานะของเอกชนทั้งสองรายหากจะบังคับให้ต้องชำระค่าธรรมเนียมทั้งหมดในทันที รายละเกือบ 60,000 ล้านบาทนั้น เชื่อแน่ว่าด้วยสถานะของเอกชนทั้งสองรายที่มีอยู่คงสามารถจ่ายได้แน่ แต่ผลที่จะตามมาหลังจากนั้นไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อรัฐและอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในภาพรวม เพราะผู้ได้ประโยชน์ที่แท้จริงหากบริษัทสื่อสารต้องระดมเม็ดเงินมาจ่ายค่าใบอนุญาตคือสถาบันการเงิน ขณะที่บริษัทเอกชนเมื่อใช้เงินไปเต็มหน้าตักแล้วจะเป็นอุปสรรคในการกู้เพิ่มหรือธนาคารอาจไม่อนุมัติให้กู้อีก
          นอกจากนี้การประมูลคลื่นความถี่รอบใหม่ในย่านความถี่ 800 เมกะเฮิรตซ์ และ900 เมกะเฮิรตซ์ที่จะมีขึ้นจะไม่มีเอกชนรายใดเข้าประมูลอีกนอกจากดีแทค เพราะสองค่ายใช้เงินไปหมดหน้าตักคงไม่สามารถระดมทุนเข้ามาประมูลใหม่ได้อีก จะส่งผลต่อการประมูลคลื่นใหม่ในทันที รัฐบาลและ กสทช.มองเห็นประเด็นนี้จึงได้เสนอมาตรการดังกล่าวขึ้นไปโดยมั่นใจว่าไม่ได้เป็นการอุ้มเอกชน แต่ต้องการเปิดทางให้เอกชนทั้งสองรายมีช่องหายใจ เพื่อที่จะได้เข้าร่วมประมูลคลื่นใหม่ได้ โดยที่รัฐยังคงได้ประโยชน์เต็มที่ จึงอยากให้ทุกฝ่ายมองผลประโยชน์ในภาพรวมมากกว่า
          ส่วนมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลนั้น ทุกฝ่ายต่างก็ยอมรับว่ามาตการที่รัฐให้ไปเป็นเพียงการยืดชำระหนี้ออกไปเท่านั้น และผู้ประกอบการเองต่างก็อยู่ในภาวะหืดจับ หากรัฐไม่ช่วยเหลือก็เชื่อแน่ว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่คงไปไม่รอด เมื่อพินิจพิเคราะห์แนวทางการช่วยเหลือแล้ว รัฐไม่ได้เสียหายก็ควรช่วยเหลือ เพราะเอกชนคือกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ มีอะไรที่ช่วยเหลือได้ ก็ควรช่วยเหลือและสนับสนุนเพื่อให้เศรษฐกิจในประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน