ประยุทธ์ เบรกยืดค่างวด1.3แสนล้านสั่งยึดประโยชน์ชาติ คสช.ดับฝัน AIS-ทรู

อัดกสทช.โยนเผือกร้อนครม.
          คสช.เบรก ข้อเสนอ กสทช. ใช้มาตรา 44 ยืดค่างวด 2 ค่ายมือถือ เอไอเอส-ทรู หวั่นซ้ำรอยประมูลคลื่นรอบใหม่ สั่ง "ฐากร" ชี้แจง "ทีดีอาร์ไอ" ใน 7 วัน นักวิชาการออกโรงหนุน องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น จี้สร้างกติกาให้ชัดเจน
          การใช้มาตรา 44 ช่วยเหลือ 2 ค่ายมือถือ คือ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด หรือ AWN บริษัทลูกของ เอไอเอส และ  บริษัท ทรูมูฟเอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด หรือ TUC ในเครือทรู ยืดชำระค่าประมูลคลื่นในงวดที่ 4 วงเงิน รวม 1.3 แสนล้านบาท ออกเป็นระยะเวลา 5 ปี ถูกพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตีกลับข้อเสนอดังกล่าว เพราะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
          ห่วงประมูลรอบใหม่
          พล.อ.ประยุทธ์ ระบุการประชุม คสช. เพื่อพิจารณากรณีที่กลุ่มทีวีดิจิตอล ขอพักหนี้เป็นระยะเวลา 3 ปี  พ่วงด้วย 2 ค่ายมือถือ ว่าต้องหามาตรการที่เหมาะสม จึงยังไม่ได้ตัดสินใจอะไรทั้งสิ้น ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนจะออกมาตรการอย่างไร เพราะเป็นเรื่องของธุรกิจ เรื่องของการเยียวยา เรื่องของความรับผิดชอบของภาคธุรกิจ
          "ต้องคำนึงถึงความเสี่ยงด้วยในการลงทุนต้องดูตรงนี้ว่าจะแก้ไขอย่างไร เพราะมันต้องมีการประมูลต่อไปอีกตั้งหลายคลื่นความ ถี่ว่าทำยังไงจะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาอีก"พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
          สั่งกสทช.ชี้แจง7วัน
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม คสช.ได้หารือถึงข้อทักท้วงและเป็นห่วงของหลายหน่วยงานโดยเฉพาะสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ว่าการยืดระยะเวลาชำระค่าคลื่นความถี่ให้กับผู้ประกอบการค่ายมือถือจะเป็นการเอื้อเอกชน ซึ่งพล.อ. ประยุทธ์ได้แสดงถึงข้อห่วงใยต่อข้อเสนอต่างๆที่เข้ามา ที่มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งจะต้องต้องทำให้ชัดเจนที่สุดว่ามาตรการนี้ ไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน และรัฐยังคงได้ประโยชน์
          "ผมได้พยายามตอบคำถามต่างๆต่อพล.อ.ประยุทธ์ด้วยวาจาให้ดีที่สุดแต่ท่านให้เวลาอีก 1 สัปดาห์ เพื่อให้ผมกลับมาตอบคำถามต่างๆ เป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจนอีกครั้งโดยให้เน้นเรื่องของผลประโยชน์ของรัฐกับประชาชนให้มากที่สุด"
          คสช.ถกเครียดทุกมิติ
          พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การประชุมคสช. ครั้งนี้ใช้เวลานานที่สุด เริ่มประชุมตั้งแต่ 09.00น.เลิกประชุมเกือบ 10.30 น. และในที่ประชุมมีข้อคิดเห็นมากมาย แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้แต่มองกันทุกมิติว่านายกฯมีข้อมูลที่หลายฝ่ายส่งมาให้โดยตรงจึงต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะบางคนมองว่าเป็นเรื่องของการประกอบธุรกิจจะอ้างอย่างอื่นไม่ได้ เพราะวันที่ประมูลก็หวังที่จะมีกำไร แต่ยังมีมุมมองอีกว่าคนที่ทำเศรษฐกิจที่ค่อนข้างใหญ่ หากมีปัญหาจะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจหรือไม่นายกฯจึงไม่อยากด่วนตัดสินใจ ขอให้กสทช.ไปนำข้อมูลมาผสมผสานกันให้ลงตัวที่สุดแล้วรีบนำข้อมูลมาเสนอโดยเร็ว
          ออกกฎให้ชัดเจน
          นายมานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น กล่าวว่า กสทช.ควรคิดให้รอบด้านก่อนยื่นภาระให้ ครม. ส่วนข้อกังวลที่ว่าราคาใบอนุญาตทีวีดิจิตอลและมือถือที่สูงอยู่ ถ้าจะแก้ไขระยะยาวต้องออกกฎกติกาให้ชัดเจนและให้ผู้ประกอบการทุกรายรับรู้ล่วงหน้าเพื่อได้รับสิทธิ์ที่ถูกต้อง  ส่วนข้อมูลที่ชี้แจงควรแยกกันระหว่างทีวีดิจิตอลกับมือถือ เพราะทั้ง 2 อุตสาหกรรมอยู่ในธุรกิจที่แตกต่างกัน
          รายได้นอนวอยซ์พ่ง
          เมื่อพลิกดูผลประกอบการ บริษัทมือถือในปี 2560 เอไอเอส มีกำไรสุทธิ  30,077 ล้านบาท จำนวนผู้ใช้มือถือ  40.1 ล้านเลขหมาย, ขณะที่ทรู กำไรสุทธิ 2,322 ล้านบาท จำนวนผู้ใช้มือถือ 27.2 ล้านเลขหมาย
          ขณะที่บริการทางด้านข้อมูลปรากฏว่าผู้ประกอบการมือถือมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2559 เอไอเอส มีรายได้ 63,857 ล้านบาท ปี 2560 เพิ่มเป็น 76,062 ล้านบาท, ทรูมูฟเอช มีรายได้ 34,000 ล้านบาท ปี 2560 เพิ่มเป็น 42,400 ล้านบาท
          นักวิชาการหนุนคสช.
          นายพิภพ อุดร คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความคิดเห็นกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ต่อกรณีดังกล่าวว่า น่าจะเป็นการตัดสินใจที่เหมาะสมสำหรับกรณีเฉพาะหน้า ไม่เช่นนั้นจะมีคำถามตามมาอีกมากมาย อย่างไรก็ตามทางออกที่เหมาะสมคือ การเยียวยาผู้ประกอบการทีวีดิจิตอลเท่าที่จำเป็นเพราะควรดำเนินการโดยใช้กลไกปกติ ไม่ต้องใช้ มาตรา 44 และไม่ควรนำเรื่องการยืดชำระค่างวดมือถือของ 2 ค่ายใหญ่มาพ่วงไปกับมาตรการนี้เพราะเป็นคนละกรณี คนละเงื่อนไขที่ไม่อาจเทียบเคียงกันได้แต่อย่างใด
          เปิดเส้นทางเอื้อค่าธรรมเนียมมือถือ
          เมื่อปลายปี 2560 ที่ผ่านมาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ปรับลดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม ที่เอกชนต้องจ่ายให้รัฐเป็นรายปี  เพื่อลดภาระให้กับภาคเอกชน โดยแก้ไขร่างประกาศอัตราค่าธรรมเนียมเดิมที่จะจัดเก็บ 5 ขั้น เริ่มจากอัตราค่าธรรมเนียม 0.125%  สำหรับรายได้ไม่เกิน 100 ล้านบาท จนถึงอัตรา 1.5%  สำหรับรายได้ประกอบกิจการโทรคมนาคมที่เกินกว่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไป หลังจากบริษัทลูกของเอไอเอส และทรู  ได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ปรับลดอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขั้นสูงลง จาก 1.5%  เป็น 0.75%  และ 1.0%
          จากนั้นในวันที่ 13 ธันวาคม 2560 กสทช. มีมติเห็นชอบแนวทางการทบทวนอัตราค่าธรรมเนียม ตามที่คณะอนุกรรมการกลั่นกรองงานของ กสทช. เสนอ ให้ผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่มีรายได้ตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป จ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีในอัตรา 1.5%  เป็นรายได้เกิน 1,000 - 10,000 ล้านบาท จ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 0.75% รายได้เกิน 10,000-25,000 ล้านบาท จ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 1.0%  รายได้เกิน 25,000-50,000 ล้านบาท จ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 1.25% และเกิน 50,000 ล้านบาท จ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 1.5%