เปิดแผนลงทุน"อู่ตะเภา"5ปีบูมเมืองการบิน"อีอีซี"

กรุงเทพธุรกิจโครงการเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวาง จากนักลงทุน ทั้งในและต่างประเทศ โครงการนี้ไม่เพียงแต่มุ่งให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็น New S Curve เท่านั้นยังมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญหลายโครงการ รวมทั้งการพัฒนาเมืองและพื้นที่เชิงพาณิชย์ใหม่ๆ โดยหนึ่งในโครงการที่สำคัญคือโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาเชิงพาณิชย์และ การพัฒนาเมืองการบินที่มีวงเงินลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาท
          น.อ.สมนึก แก้วมะเริง รอง ผู้อำนวยการท่าอากาศยานอู่ตะเภากล่าวว่าการลงทุนในสนามบินอู่ตะเภา จะมีหลายโครงการย่อยที่จะดำเนินการ ในช่วง 3 - 5 ปีข้างหน้า โดยคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.)ได้ประกาศให้พื้นที่บริเวณสนามบิน อู่ตะเภาและพื้นที่โดยรอบ 6,500 ไร่หรือ 10.4 ตารางกิโลเมตร ให้เป็นพื้นที่ส่งเสริมในเขตเศรษฐกิจพิเศษ
          สำหรับโครงการลงทุนที่สำคัญ ของสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ประกอบไปด้วยโครงการก่อสร้างรันเวย์ที่ 2  ที่มีความกว้าง 3.5 เมตร ยาว 60 เมตร โดยรันเวย์ที่ 2 ที่จะเริ่มก่อสร้างในปีนี้และมีกำหนดการแล้วเสร็จภายในปี 3 ปี จะช่วยเพิ่มศักยภาพของสนามบินอู่ตะเภาที่ปัจจุบันสามารถรองรับ เที่ยวบินได้ 1 แสนเที่ยวบินต่อปี เป็น 2.5 แสนเที่ยวบินต่อปีหรือเพิ่มอีก 1.5 แสนเที่ยวบินต่อปี ซึ่งการรองรับเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นจะสอดคล้องกับ การเติบโตของอีอีซีที่จะมีนักธุรกิจและ นักท่องเที่ยวเดินทางมาในพื้นที่เพิ่มขึ้น
          โครงการที่สองคือ โครงการเขตปลอดอากร (Free Trade Zone) ของสนามบินอู่ตะเภาซึ่งมีการจัดสรรพื้นที่ไว้รองรับประมาณ 700 ไร่มีกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2564 และในบริเวณใกล้เคียงกันจะมีการก่อสร้างศูนย์ขนถ่ายสินค้า (Air Cargo) ซึ่งเป็นศูนย์การขนส่งและโลจิสติกส์ทางอากาศครบวงจรซึ่งการขนส่งทางอากาศในพื้นที่นี้จะช่วยให้สินค้าที่ผลิตจากโรงงานใน 21 นิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซี และสินค้าของชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงอีอีซี เช่น ผลไม้ สินค้าประมง ซึ่งจะช่วยให้การส่งออกในพื้นที่นี้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น
          นอกจากนั้นพื้นที่ตรงกลางระหว่างรันเวย์ที่ 1 และรันเวย์ที่ 2 ของสนามบิน ที่มีพื้นที่อยู่ประมาณ 1.5 กิโลเมตร จะมีการสร้างเป็นอาคารพาณิชย์ (Commercial gateway) ครบวงจร ประกอบไปด้วยโรงแรมที่พัก สถานที่ จัดประชุม ที่มีสาธารณูปโภคครบครัน เช่น อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ห้างสรรพสินค้า ชั้นนำ เพื่อเป็นสถานที่ที่จะรองรับนักธุรกิจที่เดินทางมาแล้วรอที่จะเปลี่ยนเครื่องไปยัง จุดหมายปลายทางอื่นๆ หรือต้องการประหยัดเวลาสามารถใช้ชีวิตอยู่ในส่วนนี้ของสนามบิน และทำงานได้ตามปกติ
          ส่วน โครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารอาคารที่ 3 (Terminal 3) ก็จะเริ่มก่อสร้างในปี 2563 มีกำหนดการแล้วเสร็จในปี 2566 ซึ่งจะทำให้สนามบินอู่ตะเภาสามารถรองรับผู้โดยสารได้ปีละ 60 ล้านคนต่อปี และเมื่อรถไฟความเร็วสูงเชื่อม3สนามบิน สุวรรณภูมิ ดอนเมือง อู่ตะเภา ก่อสร้างแล้วเสร็จพร้อมกับการขยายสนามบินทั้งสามแห่งจะทำให้สนามบินทั้งสามแห่งสามารถรองรับผู้โดยสารรวมกันได้กว่า 220 ล้านคน
          โครงการศูนย์ซ่อมอากาศยาน (MRO) ซึ่งเป็นโครงการสำคัญที่จะทำให้เกิดธุรกิจซ่อมอากาศยานแบบครบวงจร และเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจ การบินของประเทศมีความต่อเนื่องไม่ หยุดชะงัก สามารถที่จะเติบโตเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค โดยโครงการนี้มีความคืบหน้าและ บมจ.การบินไทยได้มีการลงนามกับบริษัทแอร์บัส จากประเทศฝรั่งเศส คาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 1.16 หมื่นล้านบาท
          อีกโครงการหนึ่งที่จะเกิดขึ้นในเมือง การบินคือ การก่อสร้าง Aviation Center เพื่อเป็นศูนย์ในการฝึกอบรมและพัฒนานักบิน และช่างเทคนิค ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีบุคลากรด้านการบินเพียงพอรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินในอนาคต ส่วนอุตสาหกรรมเป้าหมายที่กองทัพเรือได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณาแล้วจะอยู่ในพื้นที่ที่ใกล้เคียงกันคือการจัดตั้งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยเน้นวิจัยและพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัย
          ส่วนสุดท้ายคือการสร้างศูนย์กลางทางการแพทย์ (medical hub) โดยพัฒนาจากรพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ขึ้นมาเป็นศูนย์การแพทย์ชั้นนำ รองรับความต้องการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่จะเพิ่มขึ้นตามจำนวนแรงงานและประชากรในอีอีซีที่จะเพิ่มขึ้นหลายแสนคนในอนาคต