"ทีดีอาร์ไอ"แนะทางออกทีวีดิจิทัลนำคลื่นประมูลใช้โทรคมนาคม

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ที่ต้องการให้มีการนำคลื่นทีวีดิจิทัลมาใช้อย่างคุ้มค่า และสร้างทางออกให้กับทุกฝ่าย
          กรุงเทพธุรกิจ ที่ผ่านมาเกิดความเคลื่อนไหวอย่างขันแข็งในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อศาลปกครองกลางมีคำตัดสินคดี ไทยทีวี ฟ้อง กสทช.ให้คืนหนังสือค้ำประกันการประมูลแก่ไทยทีวี ซึ่งมีผลให้ไทยทีวี ไม่ต้องจ่ายค่าประมูลให้ กสทช.อีกต่อไป
          โดยให้เหตุผลว่า กสทช.เปลี่ยนผ่านสู่ ระบบทีวีดิจิทัลล่าช้าทำให้ไทยทีวีได้รับความเสียหาย และในช่วงเดียวกันมีความเคลื่อนไหวเสนอให้หัวหน้า คสช.ใช้คำสั่งตามมาตรา 44 ให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลทุกรายพักชำระค่าใบอนุญาตทีวีดิจิทัล 3 ปี โดยจ่ายเฉพาะดอกเบี้ย 1.5% ต่อปี และ ลดค่าเช่าโครงข่ายลง 50% เป็นเวลา 2 ปี
          ที่สำคัญมีมาตรการผสมโรงเพื่อ ช่วยเหลือผู้ประกอบการโทรคมนาคม 2 ราย ที่ประมูลคลื่น 4G คือเอไอเอสและทรู โดยให้ผ่อนผันจ่ายค่าประมูลคลื่นงวดที่ 4 ซึ่งเป็นงวดสุดท้าย จากเดิมต้องจ่ายในปี 2563 เป็นการทยอยจ่ายไปอีก 5 งวดไปจนถึงปี 2567
          และขอวิเคราะห์การช่วยเหลือ ผู้ประกอบการทั้ง 2 กลุ่ม ดังนี้ กรณีทีวีดิจิทัลส่วนใหญ่ขาดทุนจากสาเหตุ 3 ประการคือ 1.การเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการอย่างรวดเร็ว เพราะออกใบอนุญาตเพิ่มถึง 24 ใบ 2.การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วมาก (Technological Disruption) ทำให้การชมโทรทัศน์ลดลงมาก และ 3.ความบกพร่องของ กสทช.ตามที่ศาลปกครองกลางชี้ไว้
          การขาดทุนจาก 2 สาเหตุแรกนั้น รัฐบาลและ กสทช.ไม่ควรรับผิดชอบใดๆ เพราะเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจปกติ การเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการและการแข่งขันเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการทุกรายคาดหมายได้อยู่แล้ว ในขณะที่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วแม้คาดหมายได้ยากกว่า แต่เป็นความเสี่ยงทางธุรกิจปกติในโลกปัจจุบัน
          ส่วนผลการขาดทุนที่เกิดขึ้นจากความบกพร่องของ กสทช.นั้น ผู้ประกอบการควรได้รับการเยียวยาจากรัฐตามสมควร โดยระดับการช่วยเหลือควรได้สัดส่วนกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากรัฐ ไม่ควร ด่วนสรุปว่า การที่ กสทช.บกพร่องบางอย่าง เป็นเหตุให้ กสทช.ต้องคืนเอกสาร ค้ำประกันแก่ผู้ประกอบการ หรือรัฐต้อง หามาตรการช่วยเหลือโดยไม่พิจารณาถึงระดับความเสียหาย และ คสช.ควรรอ คำตัดสินศาลปกครองสูงสุดก่อน
          และประเด็นที่ควรพิจารณาเพิ่มเติม คือการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมีทำให้พฤติกรรมการเสพสื่อเปลี่ยนรวดเร็ว จาก สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ เป็นสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะการเสพผ่านอุปกรณ์ไร้สาย ดังนั้น คลื่นความถี่ที่ใช้กับวิทยุและโทรทัศน์ ที่นิยมน้อยลง ควรนำมาจัดสรรใช้ในบริการโทรคมไร้สายแทน หากรัฐบาลเห็นว่าการ ปล่อยให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลถือครองคลื่นไว้ จะทำให้คลื่นไม่ถูกใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า เพราะประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมการเสพสื่อไปแล้ว ก็ควรนำคลื่นทีวีดิจิทัลมาประมูลใหม่เพื่อใช้กับบริการโทรคมนาคม และเมื่อประมูลเสร็จรัฐบาลก็ยินยอมให้ ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลคืนใบอนุญาตและคลื่นความถี่ที่ครอบครองได้ เช่นเดียวกับที่ดำเนินการในสหรัฐ ซึ่งทำให้ใช้คลื่นความถี่คุ้มค่า รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น และผู้ประกอบการ มีทางออก
          กรณีการประมูลคลื่น 4G แตกต่างจากการประมูลคลื่นทีวีดิจิทัลมาก เพราะไม่ปรากฏชัดเจนว่า กสทช.ทำอะไรบกพร่อง นอกจากปล่อยให้แจส โมบาย ที่ชนะ การประมูลแล้วทิ้งใบอนุญาตได้ง่ายจนรัฐบาลต้องเชิญชวนให้เอไอเอสมารับ ใบอนุญาตแทน
          การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ในอุตสาหกรรมนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นรุนแรงเท่าอุตสาหกรรมโทรทัศน์ เพราะแม้จะเสีย รายได้จากบริการเสียง แต่มีรายได้จากบริการข้อมูลมากขึ้น และการกล่าวอ้างว่าการที่ แจส โมบาย เข้าร่วมประมูลแล้ว ทำให้ราคาสูงขึ้นนั้น อาจทำให้สงสาร เอไอเอสและทรู แต่ต้องไม่ลืมว่าทั้ง 2 ราย พิจารณาแล้วว่า ราคาประมูลคุ้มค่าไม่อย่างนั้น คงถอนตัวไปแล้ว
          "ผมจึงไม่สงสารผู้ประกอบการทั้ง 2  แต่ถ้า จะเห็นใจเล็กๆ บ้างก็ คือ เอไอเอส ซึ่งถูกรัฐบาล เชิญชวนมารับใบอนุญาตแทนแจส โมบาย ในราคาที่สูงกว่าที่ เอไอเอส เคยประมูลไว้ แต่เอไอเอส ก็รับไว้ โดยไม่เคยต่อรองกับ รัฐบาลในเรื่องงวดการจ่ายค่าประมูลเลย"
          ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลที่ คสช.ต้องอุ้ม ผู้ประกอบการทั้ง 2 แถมดำเนินการ ล่วงหน้า 2 ปี ก่อนถึงปี 2563 ก่อนที่ คสช. จะหมดอำนาจออกคำสั่งตามมาตรา 44 อันที่จริงระยะเวลาผ่อนชำระค่าประมูลของ กสทช.ถือว่าไม่เข้มงวด เพราะให้จ่าย 3 งวดแรกน้อยมากเพียง 1.7 หมื่นล้านบาท แล้วค่อยให้จ่ายที่เหลือ 6.4 หมื่นล้านบาท ในงวดที่ 4 ซึ่งต่างจากการประมูลใน ต่างประเทศ และการประมูล 3G ในไทย ที่จ่ายค่าประมูลเกือบหมดในช่วงแรก และการที่ คสช.ยอมให้เอไอเอสและทรู เปลี่ยนการจ่ายงวดสุดท้ายจากรวดเดียวเป็นทยอยจ่ายใน 5 ปี เป็นการยกประโยชน์ให้แก่ ผู้ประกอบการทั้ง 2  แม้จะให้จ่ายดอกเบี้ยก็ต่ำมากคือ 1.5% ต่อปี
          ทั้งนี้หากเชื่อว่าทั้ง 2 ระดมทุนมาจ่าย ค่าประมูล โดยมีต้นทุนทางการเงินเฉลี่ย 9% ต่อปี ผลประโยชน์จะตกกับผู้ประกอบการทั้ง 2 จะสูงถึง 1.6 หมื่นล้านบาท และถ้า คสช.จะยกผลประโยชน์ให้ก็อดตั้งข้อสังเกตไม่ได้ว่าแม้ คสช.และรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จะต่างจาก รัฐบาลทักษิณ 1 เพราะไม่มีรัฐมนตรีจากนายทุนโทรคมนาคมและโทรทัศน์ จนเป็นที่มาของคอร์รัปชันเชิงนโยบาย  แต่การอุ้ม นายทุนโทรคมนาคมก็แทบจะไม่แตกต่างกัน ความแตกต่างเล็กๆ  หากจะมีก็คือรัฐบาล ทักษิณออกพ.ร.ก.เก็บภาษีสรรพสามิต เอื้อกลุ่มโทรคมนาคม โดยแอบซุกกับ ภาษีสรรพสามิตอื่น ขณะที่ปัจจุบันจะอุ้มผู้กลุ่มโทรคมนาคมโดยซุกกับการอุ้ม ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล
          "คลื่นความถี่ที่ใช้กับวิทยุและโทรทัศน์ ซึ่งได้รับความนิยมน้อยลง ควรถูกนำมาจัดสรรใหม่เพื่อใช้ในบริการโทรคมไร้สายแทน"