สัมภาษณ์พิเศษ: "ราจีฟ"ลั่นพา"ดีแทค"ก้าวผ่านมรสุมความถี่

ปานฉัตร สินสุข
          ตำแหน่งรองซีอีโอที่ต้องคอยติดต่อ ประสาน กับหน่วยงานราชการอย่าง "กสทช." และต้องกำหนดกลยุทธ์ เรื่องคลื่นความถี่ ถือได้ว่าใช้ผู้บริหารเปลืองที่สุด แม้จะเป็นคนไทยหรือเทศ ก็นั่งเก้าอี้ได้ไม่เกิน 2 ปีก็จำต้องหา คนใหม่มาแทน
          ราจีฟ บาวา รองประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กรและพัฒนาธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทคคนใหม่ กล่าวยอมรับว่า งานตำแหน่งนี้คือความท้าทายตัวเขามาก แต่สิ่งที่เขาตั้งใจ เหมือนกับบริษัท คือดีแทคมีพยายามอย่างสูงสุด ที่จะส่งมอบบริการที่ดีให้แก่ลูกค้า ทั้ง 22.7 ล้านราย
          ที่ผ่านมา ยอมรับว่าลูกค้ามีปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นในตัวบริษัท จากกรณีที่ดีแทคไม่ได้เป็นผู้ชนะในการประมูลคลื่นความถี่ 2 รอบล่าสุด จึงเป็นเหตุให้มีลูกค้าบางกลุ่มเสียความเชื่อมั่นในบริษัทและย้ายออกไป แต่สิ่งที่ดีแทคทำได้และจะพยายามทำให้ดีที่สุด คือสร้างความรู้สึกที่ดีเหล่านี้ให้กลับมา โดยดีแทคเลิกมองตำแหน่งหรืออันดับในการให้บริการแล้วว่า จะเป็นค่ายมือถือเบอร์ 2 หรือเบอร์ 3 ในตลาด เพราะสิ่งสำคัญคือบริการที่ดีมาพร้อมกับค่าบริการที่ลูกค้าต้องรู้สึกว่าคุ้มค่าเมื่ออยู่กับเรา
          ความท้าทายก่อนสัมปทานหมด
          เรื่องคลื่นความถี่ที่มีหลายคนตั้งคำถามว่า ปัจจุบันดีแทคมีคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ที่ประมูลมาจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) อยู่จำนวน 15 เมกะเฮิรตซ์ ส่วนในย่าน 1800 และ 850 เมกะเฮิรตซ์ที่ถือครองรวมกันมากกว่า 50 เมกะเฮิรตซ์นั้นจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานกับบมจ.กสท โทรคมนาคม (แคท เทเลคอม) ในวันที่ 16 ก.ย.นี้ ซึ่งหากนับดูก็เท่ากับเหลือเวลาเพียง 6 เดือน
          สิ่งที่เหล่าคนกังวลว่าดีแทคจะมีคลื่นให้บริการหรือไม่ เพราะจากข่าวของกสทช.ก็ค่อนข้างไปในทิศทางว่า ยังจะไม่มีการประมูลคลื่นของดีแทคที่หมดสัมปทานลงเพราะยังไม่มีหนังสือตอบกลับจากกฤษฎีกาว่ากสทช.ชุดปัจจุบันที่เป็นรักษาการรอการสรรหากสทช.ชุดใหม่มาอำนาจเพียงพอในการจัดประมูลหรือไม่นั้น ทำให้ดีแทคเองก็ต้องเร่งมองหาโซลูชั่นใหม่ ซึ่งก็คือการหารือ กับบมจ.ทีโอที และแคท เทเลคอม
          ดีลใหม่กับทีโอที-กสทฯต้องจบ
          โดยการเป็นพันธมิตรกับทีโอทีในคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์จำนวน 60 เมกะเฮิรตซ์ ที่ดีแทคเป็นผู้ชนะในการเสนอผลตอบแทนให้ทีโอทีนั้น ขณะนี้ตัวสัญญาการให้บริการ 4จีนั้นอยู่ในอัยการสูงสุดเป็นผู้ตรวจสัญญา ซึ่งก็ผ่านความเห็นชอบในเบื้องต้นแต่ให้ทีโอทีกลับมาแก้ไขใหม่ อีกรอบ ซึ่งตอนนี้อัยการสูงสุดก็น่าจะพิจารณาใกล้แล้วเสร็จ ดังนั้น ส่วนตัวเชื่อว่า ดีลกับทีโอทีจบลงภายในไตรมาส 2 นี้และสามารถให้บริการก่อนสัมปทานหมดเดือนก.ย.นี้แน่นอน
          "ในช่วงหมดสัมปทานจะเข้าสู่มาตรการเยียวยาเป็นเวลา 1 ปีอยู่แล้ว ในย่าน 1800 และ 850 เมกะเฮิรตซ์ แต่หากในช่วงนั้นลูกค้ายังย้ายออกไม่หมดก็สามารถต่ออายุมาตรการเยียวยาไปได้ ซึ่งทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกสทช."
          นอกจากนี้ ดีแทคกำลังเดินหน้า เจรจาอย่างหนักกับแคท เทเลคอม ในการเป็นพันธมิตรระยะยาว ในโครงการเป็นพันธมิตรขอเช่าใช้ (เรนเทล อะกรีเมนต์) ในส่วนที่เป็นโครงสร้าง พื้นฐาน (อินฟราสตรัคเจอร์) อุปกรณ์ไอที ทุกๆ อย่างที่ได้ส่งมอบให้แคท เทเลคอมไปในสัญญาสร้าง-โอน-บริการ (บีทีโอ) โดยจะขอเช่าในทุกอย่างกลับ เช่นกัน
          ซึ่งนี้เป็นกระบวนการเตรียมความ พร้อมก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทานซึ่งก็มั่นใจว่าจะสรุปดีลได้เร็วๆ นี้ เช่นกัน
          สิ่งที่เราอยากได้คือพันธมิตรกับรัฐวิสาหกิจทั้ง 2 ราย โดยขั้นตอนมันมีอยู่ 3 ระดับ 1.สัมปทาน 2.เป็นจอยซ์เวนเจอร์ (เจวี) และ 3.ขอเช่าใช้อุปกรณ์เป็นพันธมิตรได้แผนระยะยาว
          ที่ผ่านมา เราทำงานอย่างหนัก เพื่อให้บริการแก่ลูกค้าทุกอย่างที่จะทำได้ แต่สิ่งเดียวที่ทำได้คือไม่สามารถจะบอกว่าอะไร จะเกิดขึ้นเมื่อไร อย่างไร เช่น การประมูลคลื่นรอบใหม่ แต่เราก็ทำงานอย่างหนัก มีหลายอย่างอยู่นอกเหนือการควบคุม สิ่งที่เราทำได้คือพยายาม
          ผ่อนจ่ายไลเซ่นส์ต้องพิจารณา สำหรับกรณีที่ผู้ชนะการประมูล ใน 2 รอบที่ผ่านมา และเอกชนที่ชนะการประมูลทั้งคู่ขอยืดอายุการจ่ายค่าใบอนุญาต (ไลเซ่นส์) ในย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ในงวดสุดท้ายออกไปอีก 4 งวด และจะผ่อนจ่ายให้นั้น
          นายราจีฟ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขค้นเป็นการแสดงให้เห็นถึงปัญหาของต้นทุนคลื่นความถี่ที่มันสูงเกินไป ดังนั้น การขยายเทอม การจ่ายค่าไลเซ่นส์จึงไม่เรื่องที่ผิด แต่ทั้งนี้ควรจะมีการนำมาปรับใช้ได้หากเกิด การประมูลคลื่นความถี่ในรอบถัดไป
          อย่างไรก็ดี จากกรณีที่หลายคนมองว่า การขยายงวดการจ่ายไลเซ่นส์ไม่ยุติธรรมกับคนที่แพ้นั้น ส่วนตัวไม่ได้คิดเช่นนั้น เพราะหากดีแทครู้ล่วงหน้าว่าจะขยายงวดการจ่ายค่าไลเซ่นส์ได้ ก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่า จะทุ่มราคามากกว่านี้หรือไม่ เพราะถึงอย่างนั้นก็ต้องมองที่ต้นทุนของไลเซ่นส์ ซึ่ง ทุกคนมีเพดานจำกัดอยู่
          สำหรับ นายราจีฟ บาวา ได้เคยดำรงตำแหน่งรักษาการรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กร ดีแทค เพื่อรับผิดชอบงานกลุ่มกิจการองค์กร รัฐกิจสัมพันธ์และกฎหมาย ในช่วงเดือนพ.ค.2558-ก.ค.2559 จึงมีความคุ้นเคยกับดีแทคเป็นอย่างดี ก่อนที่จะย้ายไปดำรงตำแหน่ง Head of Public & Regulatory Affairs ในกลุ่มบริษัท เทเลนอร์ กรุ๊ป ในภูมิภาคเอเชีย
          มีหลายอย่าง อยู่เหนือ การควบคุม สิ่งที่เราทำได้คือต้องพยายาม ราจีฟ บาวา