DTACลุ้นไตรมาส2จบดีล2300 เจรจาเช่าเสา CAT รองรับหมดสัมปทาน

DTAC ลุ้นเซ็นสัญญาพันธมิตรคลื่น 2300 MHz กับ TOT ในไตรมาส 2/2561 เร่งเจรจาพันธมิตรกับ CAT ในรูปแบบเช่าอุปกรณ์โครงข่ายระยะยาว คาดสรุปเร็วๆ นี้ เตรียมพร้อมก่อนหมดสัมปทานคลื่น 850-1800 MHz
          นายราจีฟ บาวา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กรและพัฒนาธุรกิจ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC เปิดเผยว่า ขณะนี้เรื่องสำคัญๆ ที่บริษัทจะต้องเร่งดำเนินการ คือ การเตรียมความพร้อมก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทานระหว่างบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT กับบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC บนคลื่นความถี่ย่าน 850 MHz และ 1800 MHz ในวันที่ 15 ก.ย. 2561
          “ในช่วงนี้อยู่ระหว่างการสรรหาคณะกรรมการ กสทช.ชุดใหม่ ซึ่งยังไม่ทราบชัดเจนว่าจะเสร็จเมื่อใด ทำให้คาดว่าจะไม่มีการประมูลคลื่นความถี่เกิดขึ้นก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทานดังกล่าว ดังนั้นเราก็ต้องเตรียมความพร้อมในช่วงเยียวยา เพื่อทำให้ลูกค้ามั่นใจว่าการให้บริการจะไม่สะดุด ทั้งการทำงานอย่างหนักเพื่อให้ได้เซ็นสัญญาคลื่น 2300 MHz กับ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ TOTและการเจรจากับ CAT เพื่อเช่าอุปกรณ์โครงข่ายทั้งหมด” นายราจีฟ กล่าว
          โดยในส่วนของสัญญาการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ TOT บนคลื่นความถี่ 2300 MHz ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของอัยการสูงสุดเป็นผู้ตรวจสัญญา คาดว่าจะได้ข้อสรุปและเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการได้ในไตรมาส 2/2561
          ขณะที่การเจรจากับ CAT จะเป็นการตกลงร่วมกันในรูปแบบสัญญาพันธมิตรในการเช่าอุปกรณ์โครงข่าย ที่ CAT จะได้รับมอบตามสัญญาสัมปทานสร้าง โอน บริการ (BTO) เป็นทรัพย์สิน โดยมีจำนวนเสาที่จะส่งมอบให้ CAT จำนวน 9,000 ต้น และระบบส่งสัญญาณทรานสมิชชั่น ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้
          หลังจากก่อนหน้านี้มีการเจรจาระหว่างกันในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทกับเอกชนเพื่อให้บริหารจัดการทรัพย์สินตามสัญญาสัมปทานให้เกิดประโยชน์สูงสุดของ CAT ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) ที่ทำความตกลงร่วมกัน โดยบริษัทจะโอนกรรมสิทธิ์ในเสาและอุปกรณ์ที่พิพาทให้แก่ CAT เพื่อระงับข้อพิพาทต่างๆ ไม่มีความคืบหน้ามาเป็นระยะเวลากว่า 3 ปี
          “เราได้เริ่มคุยกับ CAT มานานแล้ว จากเดิมที่จัดทำเป็น Joint Venture และสุดท้ายก็ไม่ได้รับการอนุมัติ เนื่องจากขัดรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 56 ที่ระบุว่า รัฐต้องจัดหรือดำเนินการให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนอย่างทั่วถึงตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยโครงสร้างหรือโครงข่ายขั้นพื้นฐานของกิจการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐ จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน หรือเพื่อความมั่งคงของรัฐ รัฐต้องเป็นผู้ถือหุ้นไม่น้อยกว่า 50% จึงปรับเปลี่ยนมาเป็นสัญญาพันธมิตรในการเช่าระยะยาวในการใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิม โดยเบื้องต้นจะเป็นการทำสัญญาใหม่หลังสิ้นสัมปทาน” นายราจีฟ กล่าว
          ขณะเดียวกัน การใช้คลื่นความถี่จะเข้าสู่กระบวนการตามประกาศ กสทช.เรื่องการเยียวยาผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนคลื่นความถี่ 1800 MHz และ 850 MHz ซึ่งหลังสิ้นสุดสัญญา DTAC จะสามารถให้บริการแก่ผู้ใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง และยังถือครองคลื่นความถี่ 1800 MHz จำนวน 45 MHz และ 850 MHz จำนวน 10 MHz ออกไป จนกว่าจะมีการเปิดประมูลคลื่นดังกล่าว
          ทั้งนี้ หากไม่มีการประมูลคลื่นจะส่งผลดีกับดีแทคหรือไม่ เป็นเรื่องที่ตอบยากว่าดีหรือไม่ดี แต่ในช่วงที่มีการจัดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเดือน ธ.ค. 2560 ที่ผ่านมา บริษัทก็ได้แสดงความเห็นทุกอย่างที่คิดว่าหลักเกณฑ์การประมูลที่ถูกต้องเหมาะสมเป็นอย่างไร
          ส่วนบริษัทมีความสนใจเข้าร่วมประมูลคลื่น 1800 MHz และ 900 MHz หรือไม่ ต้องรอดูประกาศหลักเกณฑ์การประมูลที่ชัดเจน เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่จะต้องพิจารณา ไม่ใช่เรื่องของราคาอย่างเดียว นอกจากนี้ปัจจุบันยังมีคลื่นความถี่อีกมาก แต่ยังไม่ทราบว่า กสทช.จะนำมาประมูลเมื่อใด แต่เชื่อว่ารัฐจะต้องนำคลื่นความถี่ออกมาประมูล เพราะคลื่นความถี่เป็นทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในการนำไปพัฒนาเทคโนโลยีในอนาคตที่ต้องใช้คลื่นความถี่จำนวนมาก
          นายราจีฟ กล่าวว่า ไม่ได้รู้สึกว่าบริษัทอยู่ในสถานการณ์ที่แย่ เนื่องจากบางอย่างอยู่นอกเหนือการควบคุม บริษัทก็ทำเท่าที่สามารถทำได้ เช่น การเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจ ส่วนเรื่องคลื่นความถี่มั่นใจว่าได้คลื่นความถี่มาให้บริการแน่นอน แต่ไม่ทราบว่าจะเป็นคลื่นความถี่ใด เนื่องจาก กสทช.ยังไม่มีโรดแมปที่ชัดเจน
          สำหรับกรณีบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ขอขยายเวลาการชำระค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่ 900 MHz งวดที่ 4 ออกไปเป็น 5 ปีนั้น ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่ดีที่ชี้ให้เห็นถึงปัญหามาจากราคาคลื่นความถี่ โดยราคาคลื่นความถี่ของไทยสูงมาก ทำให้ต้นทุนของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมสูงเกินไป ดังนั้นมองว่าหากมีการยืดการชำระค่างวดดังกล่าว เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับรายอื่นก็ควรนำมากำหนดในหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ในครั้งต่อๆ ไปด้วย
          “ถ้ารู้ว่าจะมีการยืดระยะเวลาชำระเงิน บริษัทจะสู้ราคาต่อหรือไม่ เป็นสิ่งที่ตอบได้ยาก เพราะการจะประมูลคลื่นความถี่ในราคาเท่าไหร่มีปัจจัยอื่นๆ ที่จะต้องนำมาพิจารณาอีก แต่ที่แน่ๆ คือ ราคาคลื่นความถี่ที่แพงเกินไปไม่ดีต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมแน่นอน และส่งผลไปยังผู้ใช้บริการ ขณะที่คลื่นความถี่เป็นสิ่งที่จำเป็น ดังนั้นต้องมีคลื่นความถี่ที่เพียงพอ แต่ราคาคลื่นความถี่แพงถือเป็นอุปสรรค” นายราจีฟ กล่าว
          อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทจะกลับมามีส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) อันดับ 2 ได้หรือไม่นั้น บริษัทพยายามที่จะส่งมอบบริการที่ดีให้แก่ลูกค้า และมองว่าลูกค้าไม่ได้สนใจเรื่องอันดับของผู้ให้บริการ แต่สนใจในเรื่องบริการที่ได้รับมากกว่า ส่วนผู้ถือหุ้นก็ให้สนใจกับเรื่องผลประกอบการที่จะให้ผลตอบแทนมากกว่ามาร์เก็ตแชร์