ลุยเมกะโปรเจ็กต์-อีอีซี-ดิจิทัล สมคิดลั่นพลิกศก. โฉมใหม่ทันสมัยเข้มแข็ง คลังขู่ตัดสิทธิ2.8ล้านราย "คนจน"เมินพัฒนาอาชีพ

 'สมคิด'มั่นใจ ศก.ไทยทะยานสู่ระดับสูง-ศูนย์กลางภูมิภาค ชูลงทุนเมกะโปรเจ็กต์-อีอีซี-ดิจิทัล เชื่ออีก 20 ปีเป็นประเทศพัฒนา ก.คลังเร่งเช็กคนจนเฟส 2 เกือบ 3 ล้านคน เมินเข้าฝึกอาชีพ
          สมคิดชี้เหมาะที่ไทยจะฟื้นศก.
          เมื่อวันที่ 19 มีนาคม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้จัดสัมมนาเรื่อง "Thailand Taking off to New Heights" ที่ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลลูม อิมแพค เมืองทองธานี กรุงเทพฯ โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "ก้าวใหม่เศรษฐกิจไทย รับความท้าทายอย่างมั่นคง" พร้อมกันนี้ยังมีวิทยากรอีกหลายคนซึ่งประกอบด้วยนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เสวนาในห้วข้อเร่งเครื่องขับเคลื่อนไทยสู่มิติใหม่ นอกจากนี้ยังมีนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) น.ส.ดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการสำนักงานงานบีโอไอ และ น.อ.สมนึก แก้วระเริง รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานอู่ตะเภา ร่วมเสวนาในหัวข้อ "เดินหน้าพลิกโฉมประเทศไทย" โดยมีผู้ร่วมสัมมนาประมาณ 3,000 คน ทั้งชาวไทยและต่างชาติ
          นายสมคิดกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "ก้าวใหม่เศรษฐกิจไทย รับความท้าทายอย่างมั่นคง" ในงานสัมมนา "Thailand Taking off to New Heights" ว่า จากการปรับเปลี่ยนของเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยที่จะพลิกฟื้นเศรษฐกิจทั้งการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวของภูมิภาค ซึ่งดูได้จาก 1.เศรษฐกิจโลกได้ส่งสัญญาณฟื้นตัว 2.การเปลี่ยนแปลงการเติบโตของฐานเศรษฐกิจโลกที่หันมาสู่ภูมิภาคเอเชีย 3.ความมั่นคงของการเมืองของไทย ซึ่งเอื้อต่อการปฏิรูป
          นายสมคิดกล่าวว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาได้เห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจจาก 2.8% มาสู่ 4% และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องด้วยปัจจัยสนับหนุนหลายประการ โดยเฉพาะคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ได้เติบโตจาก 983 โครงการมูลค่ากว่า 190,000 ล้านบาท ในปี 2558 เพิ่มเป็น 1,456 โครงการ มูลค่ากว่า 600,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 224% ในปี 2560 และคาดว่าจะมีมูลค่าสูงกว่า 700,000 ล้านบาทในปี 2561 และจากสิ่งที่กล่าวมานี้เกิดขึ้นในเวลาเพียง 2 ปี ดังนั้นหากต้องสานต่อสิ่งเหล่านี้ให้โฉมหน้าเศรษฐกิจไทยเปลี่ยนไปอยู่ในระดับที่สูงขึ้น เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริง โดยขณะนี้ไทยมียุทธศาสตร์การลงทุนใน 3 กลุ่มใหญ่ๆ เพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น คือ 1.กลุ่มเมกะโปรเจ็กต์ ที่จะช่วยยกระดับสมรรถนะของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ 2.กลุ่มโครงการลงทุนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และ 3.กลุ่มโครงการขับเคลื่อนประเทศไทยเข้าสู่ยุคดิจิทัล เป็นโครงการที่ต้องการขับเคลื่อนให้ไทยเปลี่ยนผ่านจากยุคอนาล็อกไปสู่ยุคดิจิทัล หรือที่เรียกกันว่าไทยแลนด์ 4.0 เรื่องนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก(อ่านรายละเอียด น.2)
          คาดนักวิจัย1%ดันไทยสู่ยุคใหม่ได้
          นายกานต์กล่าวว่า ปัจจุบันเริ่มเห็นความชัดเจนของแผนงานต่างๆ ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงสร้างพื้นฐานในหลายโครงการ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาคนก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เมื่อปี 2551 นักวิจัยของไทยมีเพียง 6-7 คนต่อ 10,000 คน ปัจจุบันปีมี 10 คน ต่อ 10,000 คน คาดว่าสิ้นปี 2560 ถ้าผลักดัน นักวิจัยได้ถึง 100 คน หรือ 1% ของ 10,000 คน จะสามารถผลักดันประเทศไทยไปสู่ยุคใหม่ ได้แน่นอน ซึ่งขณะนี้ ภาครัฐได้ส่งเสริมทางภาคการศึกษามากขึ้น อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าภาคแรงงานของไทยสามารถเรียนรู้และฝึกฝนได้ ถ้ามีการจัดการระบบฝึกอบรมที่มีคุณภาพ จะสามารถฝึกแรงงานให้เป็นไปตามความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคตได้
          20ปีไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้ว
          นายกอบศักดิ์กล่าวเสวนาในหัวข้อ "เร่งขับเคลื่อนไทยสู่มิติใหม่" ว่า คาดว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งการพัฒนาให้ไทยไปสู่ยุค 4.0 นั้น จะต้องปรับการดำเนินงานของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกลไกความต่อเนื่องในนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องสานต่อกันถึงแม้จะมีการเปลี่ยนรัฐบาลก็ตาม เพื่อให้โครงการดำเนินไปต่อเนื่องจนแล้วเสร็จ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกันที่จะพลิกโฉมประเทศไทยได้อย่างยิ่งใหญ่
          นายอุตตมกล่าวว่า การพัฒนาคนด้านเดียว ไม่สามารถตอบโจทย์ในยุคไทยแลนด์ 4.0 ได้ แต่ต้องพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ ปรับภาคแรงงานตั้งแต่ฐานรากให้เชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมาย ในส่วนของผู้ประกอบการต้องเรียนรู้นำเทคโนโลยีมาใช้อย่างรู้เท่าทัน ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมเพื่อให้เกิดผลจริง สอดรับกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ
          "ไทยไม่ได้มองหรือคาดหวังการลงทุนจากต่างประเทศเหมือนในอดีต แต่ไทยกำลังลงทุนในฐานะหุ้นส่วนจากทั้งมิตรประเทศและคนไทยในประเทศ เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน" นาย อุตตมกล่าว
          ก.วิทย์ตั้งเขตนวัตกรรมอีอีซีไอ
          นายสุวิทย์กล่าวเสวนาในหัวข้อ "เดินหน้าพลิกโฉมประเทศไทย" ว่า หนึ่งในยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนภายใต้โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ได้มีการยกระดับ และจัดตั้งเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซีไอ) โดยรัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯเป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรจากทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาอีอีซีไอให้มีระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์ เป็นพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ที่มีความเข้มข้นของงานวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนเป็นเขตผ่อนปรนกฎหมายและกฎระเบียบเกี่ยวกับการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยในตลาดโลก
          นายสุวิทย์กล่าวว่า วัตถุประสงค์หลักของอีอีซีไอคือ การส่งเสริมให้เกิดการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยมุ่งเน้นการวิจัยเพื่อต่อยอดไปสู่การใช้งานจริง โดยการพัฒนา 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ สร้างความเข้มแข็งให้อุตสาหกรรรมในพื้นที่ควบคู่ไปกับการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ตลอดจนส่งเสริมให้เกิดวิสาหกิจเริ่มต้น (สตาร์ตอัพ) ทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายการวิจัยและพัฒนาทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างสังคมนวัตกรรมของประเทศ รองรับความต้องการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ในลักษณะบูรณาการการทำงานร่วมกัน ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไปในอนาคต
          2พื้นที่ตั้งเขตนวัตกรรมอีอีซีไอ
          นายสุวิทย์กล่าวว่า ขณะนี้ได้พิจารณาจัดหาพื้นที่และความเหมาะสมในการจัดตั้งพื้นที่นวัตกรรมใหม่ในเขตอีอีซี โดยที่ประชุมมีมติให้มีที่ตั้งอีอีซีไอจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ 1.พื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ ซึ่งเป็นที่ดินของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ตั้งอยู่ที่ ต.ป่ายุบใน อ.วังจันทร์ จ.ระยอง อยู่ติดถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 344 (ชลบุรี-แกลง) มีเนื้อที่โดยรวมประมาณ 3,000 ไร่ ซึ่งรายล้อมด้วยนิคมอุตสาหกรรมกว่า 30 แห่ง ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และใกล้ชิดสถานที่ท่องเที่ยวและพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจของประเทศ สำหรับที่แห่งนี้จะมุ่งเน้นที่อุตสาหกรรม 2 ประเภท คือ (1) ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และระบบอัจฉริยะ และ (2) อุตสาหกรรมชีวภาพ โดยจะถูกออกแบบให้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศ ที่พร้อมรองรับกิจกรรมวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมของทุกภาคส่วนในพื้นที่อีอีซีไอที่กำลังเกิดขึ้นอีกมากมาย
          "จัดตั้งเขตนวัตกรรมอีอีซีไอที่ อ.วังจันทร์ จ.ระยอง ลงทุนไปแล้ว (ปี 2556-2559) กว่า 9,000 ล้านบาท และมีแผนที่จะลงทุนในระยะถัดไป (ปี 2560-2565) อีกกว่า 3,000 ล้านบาท รวมมูลค่าการลงทุน 10 ปี กว่า 12,000 ล้านบาท" นายสุวิทย์กล่าว
          นายสุวิทย์กล่าวว่า 2.พื้นที่อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ เป็นพื้นที่ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ตั้งอยู่ที่ ต.ทุ่งสุขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี มีเนื้อที่ 120 ไร่ อยู่ใกล้กับนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จะเป็นศูนย์กลางการวิจัยและนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ
          ทั้งนี้ 6 อุตสาหกรรมที่สำคัญในอีอีซีไอประกอบด้วย 1.เกษตรและเทคโนโลยี 2.เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ 3.แบตเตอรี่ประสิทธิภาพสูงและยานยนต์สมัยใหม่ 4.ระบบอัตโนมัติหุ่นยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ 5.การบินและอวกาศ และ 6.เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในเดือนตุลาคมปีนี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนตุลาคม ปี 2563
          เน้น5เรื่องดันไทยสู่สังคมดิจิทัล
          นายพิเชฐกล่าวว่า ความสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจอันดีในวงกว้าง ถึงทิศทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ โดยกระทรวงดิจิทัลฯเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนประเทศสู่ยุคดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรมทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งได้ดำเนินการใน 5 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1.การดำเนินการด้านโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ การขยายโครงข่ายอินเตอร์เน็ตให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้านทั่วประเทศในโครงการ "เน็ตประชารัฐ" เป็นต้น 2.การพัฒนาคนให้เข้าถึงและรู้เท่าทันการใช้ประโยชน์จาก เทคโนโลยีดิจิทัล 3.การพัฒนาการใช้ประโยชน์ผ่านโครงการสำคัญต่างๆ เช่น สมาร์ทซิตี้ ดิจิทัล พาร์ค และการก่อตั้งสถาบันไอโอที 4.ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และ 5.การเดินหน้าสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล
          นายพิเชฐกล่าวว่า อย่างไรก็ตามโจทย์ของการนำพาประเทศไทยเข้าสู่ 4.0 นั้นจะต้องสร้างสิ่งใหม่ๆ เข้ามาแทนที่ โดยอาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลให้ครอบคลุมในทุกอุตสาหกรรม ซึ่งอาศัยปัจจัยหลักคือ โครงสร้างพื้นฐานที่ถือเป็นอันดับ 1 ที่ต้องทำ โดยประเทศไทยจะต้องมีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมกว่า 75,000 หมู่บ้าน ซึ่งเอกชนทำไปแล้วกว่า 30,000 หมู่บ้าน เหลือกว่า 40,000 หมู่บ้าน ซึ่ง กสทช.ได้รับผิดชอบทำอินเตอร์เน็ตชายขอบ 3,920 หมู่บ้าน กระทรวงดีอีทำ 27,400 หมู่บ้าน ในรูปแบบเน็ตประชารัฐ ซึ่งดำเนินการติดตั้งเรียบร้อยแล้ว
          "การติดตั้งเน็ตประชารัฐที่เหลืออีก 15,732 หมู่บ้านอยู่ระหว่างดำเนินการร่วมกันของกระทรวงดีอีและ กสทช. โดยจะแล้วเสร็จภายในปีนี อีกทั้งขณะนี้กระทรวงดีอียังเร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์จากการใช้เน็ตประชารัฐไปแล้ว 1 แสนราย ตั้งเป้าสิ้นปีนี้จะต้องสร้างการรับรู้ได้ถึง 1 ล้านราย" นายพิเชฐกล่าว และว่า ทั้งนี้การเตรียมพร้อมในด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ถือเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งอีกไม่นานนี้จะร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับความมั่นคงและปลอดภัยทางไซเบอร์ และน่าจะพร้อมใช้งานต่อไป
          20มีค.ชงครม.อนุมัติไฮสปีด
          นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กนศ.) กล่าวว่า ในวันที่ 20 มีนาคมจะมีการนำเสนอแผนการพัฒนาการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินของอีอีซีเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มูลค่า 2 แสนล้านบาท หลังจากนั้นจะเร่งออกร่างขอบเขตการประมูล (ทีโออาร์) ภายในเดือน มีนาคมนี้ และจะเปิดเวทีชี้แจงนักลงทุน (ซาวดิ้ง มาร์เก็ต) ทันทีหลังออกทีโออาร์
          "ขณะนี้ที่ประชุม กนศ.เห็นชอบแผนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงแล้ว และจะต้องเสนอ ครม.เห็นชอบต่อไป แต่ขณะนี้เราได้ทำทีโออาร์ควบคู่ไปด้วย ถ้าไม่มีอะไรติดขัดก็ออกทีโออาร์ได้เลย แต่ถ้ามีอะไรที่ต้องปรับก็คงใช้เวลาไม่มาก หลังจากนั้นก็ออกทีโออาร์ได้เลย" นายคณิศกล่าว
          นายคณิศกล่าวว่า อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นภายใน 2-3 เดือนจะเดินหน้าคัดเลือกผู้มีสิทธิได้ลงทุน สำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ จะทยอยคัดเลือกผู้ลงทุนร่วมกับภาครัฐ คาดว่าจะแล้วเสร็จไม่เกินสิ้นปีนี้ หรืออย่างช้าภายในไตรมาสแรกของปี 2562 โดยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 7 แสนล้านบาท
          นายคณิศกล่าวว่า ในระยะ 5 ปีนี้จะมีการเดินหน้า 5 แผนงานที่สำคัญ คือ โครงสร้างพื้นฐาน การดูแลและส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การพัฒนาการท่องเที่ยว การพัฒนาด้านดิจิทัล และการพัฒนาบุคลากร โดยทุกโครงการรัฐบาลอนุมัติแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการ ขณะเดียวกันมี พ.ร.บ.อีอีซีเพื่อสร้างให้เกิดการบริหารจัดการที่ชัดเจน มีการดำเนินการทั้งเขตใหญ่ 3 จังหวัด และเขตส่งเสริมการลงทุน มีกระบวนการทำงานอย่างชัดเจน และมีกองทุนพัฒนาเขตส่งเสริมอุตสาหกรรม
          "เมื่อ 2 ปีก่อน รัฐบาลเริ่มนโยบายระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยในช่วงนั้นระบบอัตโนมัติเริ่มขยายตัว การค้าออนไลน์เริ่มแข่งขันสูง เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงมีการกำหนดเกตเวย์ในการเชื่อมโยงปัจจุบันและอนาคต คือพื้นที่อีอีซี" นายคณิศกล่าว
          น.ส.ดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการบีโอไอกล่าวว่า การพัฒนาที่สำคัญของบีโอไอจะเน้น 5 ด้าน คือ ด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ อุตสาหกรรมขั้นสูง อุตสาหกรรมพื้นฐาน อุตสาหกรรมท่องเที่ยวมูลค่าสูง และอุตสาหกรรมดิจิทัลและสร้างสรรค์ โดยจุดเน้นคือ เทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาคน การสร้างประสิทธิภาพ และการเชื่อมโยงกับพื้นที่เป้าหมาย
          อู่ตะเภากำลังขยายรันเวย์ที่2
          น.อ.สมนึก แก้วมะเริง รองผู้อำนวยการการท่าอากาศยานอู่ตะเภา เปิดเผยว่า ในปีนี้จะมีการขยายทางวิ่งอากาศยานอู่ตะเภา เส้นที่ 2 เพื่อให้รองรับเที่ยวบินได้ 2.5 แสนเที่ยวบิน/ปี โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในระยะ 3 ปีจากนี้ เพิ่มศักยภาพรองรับการขยายตัวของอีอีซี
          นายโซจิ ซากาอิ ประธานหอการค้าญี่ปุ่น (เจซีซี) กล่าวว่า บริษัทญี่ปุ่นที่เป็นสมาชิกเจซีซีมีความมั่นใจต่อการลงทุนในประเทศไทย โดยที่ผ่านมามีการลงทุนในไทยสูงสุดกว่าทุกประเทศในอาเซียน ขณะที่การขับเคลื่อนอุตสาหกรรม 4.0 ก็เป็นสิ่งที่สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน โดยเฉพาะการสร้างโครงสร้างพื้นฐานของไทยที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
          นายอลัน วิลลิทส์ ประธานบริหารบริษัท คาร์กิลล์ เอเชีย แปซิฟิก โฮลดิ้งส์ จำกัด เปิดเผยว่า ยินดีที่จะทำงานร่วมกับภาครัฐของไทย และปฏิบัติตามกฎระเบียบของไทย โดยประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่ได้เปรียบด้านยุทธศาสตร์ เพราะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค
          นายดันแคน ยู รองประธานบริหารกลุ่มบริษัท บีจีไอ เปิดเผยว่า บริษัทได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) โดยบริษัทเน้นการมุ่งมั่นในการวิจัย โดยเริ่มต้นจากการเป็นบริษัทห้องปฏิบัติการขนาดเล็กในประเทศจีน โดยมีการลงทุนในประเทศ ไทยมาแล้ว 20 ปี และมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น
          น.ส.แองเจิ้ล เจ่า ประธานกลุ่มความเป็นผู้นำด้านโลกาภิวัตน์ กลุ่มบริษัทอาลีบาบา เปิดเผยว่า อาลีบาบาได้สร้างงานให้คนทั่วโลกผ่านแพลตฟอร์ม มีอีคอมเมิร์ซที่เข้มแข็ง ทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและ ยกระดับโลจิสติกส์
          คนจนเฟส2ไม่ยอมฝึกอาชีพ
          นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหารกระทรวงการคลังว่า ในที่ประชุมได้เน้นย้ำในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิต ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (คนจนเฟส 2) ซึ่งเปิดให้แจ้งความประสงค์สร้างอาชีพถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พบว่ามาลงทะเบียนประมาณ 6.4 ล้านคน จากจำนวนผู้มีบัตรสวัสดิการทั้งหมด 11.4 ล้านคน ซึ่งรู้สึกแปลกใจที่ผู้เข้าโครงการกว่า 44% หรือประมาณ 2.8 ล้านคนแจ้งว่าไม่ต้องการพัฒนาอาชีพ เพราะมีความพอใจกับความเป็นอยู่ตอนนี้แล้ว โดยสั่งการไปยังผู้บริหารกระทรวงการคลังแล้วว่าให้เข้าไป ดูในกลุ่มนี้อย่างละเอียด และชักจูงให้มาฝึกอบรมพัฒนาอาชีพเพื่อให้มีรายได้มากขึ้น
          สั่งจับตาส่อถูกตัดการช่วยเหลือ
          "กำชับไปยังผู้บริหารกระทรวงการคลังให้ช่วยประสานทีมหมอประชารัฐสุขใจให้โน้มน้าวคนกลุ่มนี้พัฒนาตัวเองเพื่อให้มีรายได้มากขึ้น แต่ถ้าเขาไม่อยากเข้ามาพัฒนาอาชีพจริงๆ คงไปบังคับไม่ได้ เพราะเป็นสิทธิของเขา แต่ในอนาคตคนกลุ่มนี้อาจถูกตัดการช่วยเหลือจากรัฐ เพราะถือว่าเขาพอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่แล้ว ส่วนการเพิ่มเงินให้คนละ 100 บาทและ 200 บาท เมื่อแจ้งเข้าร่วมโครงการนั้นสามารถรับได้ถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2561 แต่หลังจากนั้นต้องพิจารณาอีกครั้งหนึ่งว่าจะดำเนินการอย่างไร" นายอภิศักดิ์กล่าว
          นายอภิศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้ตัวเลขผู้เข้าร่วมโครงการยังไม่นิ่ง เพราะต้องรอให้ทีมหมอประชารัฐสุขใจไปเคาะประตูบ้าน ในกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปียังไม่ยอมมาร่วมโครงการ โดยมีกำหนดลงพื้นที่ตั้งแต่ 1 มีนาคม-30 เมษายน 2561 นี้ พบว่ากลุ่มคนที่รายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปีมีอยู่ประมาณ 5.3 ล้านราย แจ้ง ความประสงค์เข้าร่วมโครงการแล้วประมาณ 50%
          นายอภิศักดิ์กล่าวว่า ในการลงทะเบียน ผู้มีรายได้น้อยดำเนินการลงมาตั้งแต่ปี 2560 โดยใช้ฐานรายได้ปี 2559 โดยในเฟส 1 เป็นการช่วยเหลือค่าครองชีพ เช่น วงเงินซื้อของร้านธงฟ้า ค่ารถโดยสาร บขส. และค่าโดยสารรถไฟ ส่วนลดค่าซื้อก๊าซหุงต้ม ใช้วงเงินประมาณ 4.1 หมื่นล้านบาท ส่วนเฟส 2 คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิต ด้วยการอบรมและหาอาชีพให้ ใช้วงเงินรวม 3.5 หมื่นล้านบาท เป้าหมายของกระทรวงการคลังคือทำให้กลุ่มคนที่ลงทะเบียนไว้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น และอยากให้เกินกว่า 1 แสนบาทต่อปี เพื่อให้เขาสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง จะได้ไม่ต้องมารับการช่วยเหลือจากภาครัฐอีก ซึ่งเท่าที่ทราบขณะนี้บางรายได้ดีขึ้น และเกินกว่า 1 แสนบาทแล้ว
          ดิจิทัลอยู่ในการพิจารณากฤษฎีกา
          แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยถึงความคืบหน้าของการออกกฎหมายควบคุมและดูแลเงินดิจิทัลว่าหลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในหลักการพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจทรัพย์สินดิจิทัล และเห็นชอบร่างแก้ไขประมวลรัษฎากรเพื่อจัดเก็บภาษีจากการซื้อขายเงินดิจิทัลไปเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2561 นั้น ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยคณะกรรมการกฤษฎีกาต้องพิจารณารายละเอียดของกฎหมายทุกมาตรา ก่อนที่จะเสนอให้นายกรัฐมนตรีนำร่างกฎหมายดังกล่าวนั้นขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยและประกาศใช้ในราชกิจจานุเษกษาต่อไป
          ธปท.เล็งใช้เงินดิจิทัลชำระแบงก์
          นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน Bangkok FinTech Fair 2018 จัดโดย ธปท. ที่อาคารศูนย์การเรียนรู้ ธปท.ว่า เทคโนโลยีการเงินเป็นเรื่องสำคัญที่นำมาทั้งโอกาสและความท้าทาย และสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคและธุรกิจได้ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพให้ต้นทุนถูกลง โดยค่าธรรมเนียมการชำระเงินรายย่อยลดลง ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) สามารถบริหารสต๊อกและเข้าถึงตลาดใหม่ๆ ได้ ทั้งนี้ การนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นการสร้างภูมิคุ้มกัน เพราะเทคโนโลยีทำให้สามารถวิเคราะห์ความเสี่ยงได้ดีขึ้น ขณะที่การนำเทคโนโลยีชีวภาพ (ไบโอเมตริก) มาใช้ในการพิสูจน์ตัวตน โดยใช้ ม่านตา รอยนิ้วมือ ป้องกันความเสียหายจากมิจฉาชีพได้ เป็นต้น
          นายวิรไทกล่าวว่า ธปท.อยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในการออกพันธบัตร ซึ่งจะทำให้ผู้ซื้อได้รับพันธบัตรเร็วขึ้นจากเดิม 15 วัน เหลือเพียง 2 วันเท่านั้น รวมทั้ง อยู่ระหว่างศึกษาการใช้บล็อกเชนมาพัฒนาระบบ Wholesales Centralbank Digital Currency โดยธนาคารกลางจะออกสกุลเงินดิจิทัลเพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ใช้สำหรับชำระเงินระหว่างกัน เพิ่มประสิทธิภาพการชำระเงินระหว่างธนาคารพาณิชย์กับธนาคารกลาง ซึ่งจะสามารถทำได้ 7 วัน 24 ชั่วโมง จากเดิมที่จะต้องทำในเวลาที่เปิดทำการเท่านั้น ซึ่งมีข้อจำกัดในการเชื่อมต่อกับธนาคารต่างประเทศ แต่หากระบบดังกล่าวจะสามารถเชื่อมต่อกันได้ตลอดเวลา โดยสกุลเงินดิจิทัลนี้จะใช้สำหรับธนาคารพาณิชย์เท่านั้น ไม่ใช้ทั่วไปสำหรับประชาชนใช้
          ตั้งบล็อกเชนกลางอินทนนท์
          "Central Bank Digital Currency ของไทยใช้ชื่อโครงการว่า 'อินทนนท์' สอดคล้องกับประเทศอื่นๆ ที่ทำโครงการนี้จะเลือกใช้ชื่ออุทยานแห่งชาติที่มีชื่อเสียงของแต่ละประเทศเป็นชื่อโครงการ เช่น แคนาดาใช้แจสเปอร์ สิงคโปร์ใช้เออร์บิน แต่ยังอยู่ในช่วงการศึกษาทดลองมีธนาคารพาณิชย์ไทยและต่างประเทศเข้าร่วมมากกว่า 5 แห่งแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีแผนว่าจะออกใช้เมื่อไหร่ ขณะนี้ธนาคารกลางหลายประเทศก็ทดลองทำ เช่น แคนาดา อังกฤษ สิงคโปร์ แอฟริกาใต้ และซาอุดีอาระเบีย"
          นายวิรไทกล่าวว่า นอกจากภาคการเงินเทคโนโลยีบล็อกเชนยังสามารถนำมาต่อ ยอดนวัตกรรมอื่นๆ เช่น การยืนยันตัวตนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Digital Identity) หรือการใช้บล็อกเชนในการออกหนังสือค้ำประกัน (แอลจี) ซึ่งล่าสุด ธนาคาร 14 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารเกียรตินาคิน ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ธนาคารทหารไทย ธนาคารทิสโก้ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารธนชาต ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ธนาคารยูโอบี ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) และธนาคารออมสิน และธุรกิจขนาดใหญ่ 7 แห่ง ได้แก่ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล บจก.พีทีที โพลีเมอร์ มาร์เก็ตติ้ง บมจ.ไออาร์พีซี และเครือปูนซิเมนต์ไทย ได้นำร่องนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ ทำให้ภาคธุรกิจจะช่วยลดความซ้ำซ้อนในการเชื่อมต่อบริการเดียวกันที่มีกับต่างธนาคาร สามารถตรวจสอบข้อมูลในระบบเครือข่ายที่ใช้งานร่วมกัน ลดความเสี่ยงการปลอมแปลงข้อมูล เพิ่มความรวดเร็วและความปลอดภัยในการใช้งาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพ และยกระดับขีดความ สามารถในการแข่งขันของประเทศให้สูงขึ้น
          คาดใช้บล็อกเชนออกแอลจีที่แรก
          นายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในการออกแอลจีเป็นครั้งแรกของโลก คาดว่าจะเริ่มทดลองใช้ในไตรมาสที่ 3 และเป็นการวางโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ มีประสิทธิภาพสูงมีความปลอดภัย ตรวจสอบง่ายและปลอมแปลงยาก ช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายและภาระในการจัดการด้านเอกสาร ทำให้เกิดความสะดวกรวดเร็ว ทั้งนี้ แม้กสิกรไทยจะเป็นผู้พัฒนาระบบหลัก แต่ระยะต่อไป ธนาคารต่างๆ จะมีการพัฒนาระบบร่วมกันทั้งด้านเทคโนโลยี ค่าบริการจัดการด้านบุคลากรซึ่งจะมีการแชร์ค่าใช้จ่ายร่วม ส่วนค่าบริการการออกแอลจี ธนาคารแต่ละแห่งจะมีการคิดค่าบริการแตกต่างกัน แต่เชื่อว่าค่าบริการจะถูกลง เพราะหากคิดค่าบริการสูงจะแข่งขันไม่ได้
          นายปรีดีกล่าวว่า สำหรับปีที่ผ่านมาการออกแอลจีผ่านระบบธนาคารพาณิชย์มูลค่ารวม 1.35 ล้านล้านบาท หรือว่า 500,000 ฉบับ ขยายตัว 8% จากปี 2559 จำนวนนี้เป็นการออกแบบอิเล็กทรอนิกส์เพียง 15% หากมีการใช้บล็อกเชนในการออกแอลจี เบื้องต้นคาดว่าจะลดการออกแอลจีแบบเดิมลง 20% หรือรวม 35% จากจำนวนการออกแอลจีทั้งหมด
          "คาดว่าจำนวนลูกค้าที่จะเข้ามาใช้บริการจะเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ อาทิ กลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ซึ่งการใช้บล็อกเชนออกแอลจี ลูกค้าสามารถเชื่อมต่อกับระบบกลางและสามารถใช้บริการแอลจีทั้ง 14 ธนาคารได้ จากเดิมที่จะต้องเชื่อมต่อทีละธนาคารทำให้ต้นทุนสูง" นายปรีดีกล่าว
          รับชำระทางอิเล็กทรอนิกส์27มี.ค.
          นางสาวสุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า กรมบัญชีกลางประสานธนาคารให้เร่งติดตั้งเครื่องอีดีซีและคิวอาร์โค้ดให้หน่วยงานราชการ เพื่อให้พร้อมรับชำระเงินค่าบริการต่างๆ ผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์จากประชาชนตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม 2561 สำหรับหน่วยงานใดที่ได้แจ้งความประสงค์ว่าจะขอติดตั้งเครื่องอีดีซีเพิ่มเติมจากเดิม กรมบัญชีกลางจะแจ้งข้อมูลให้ธนาคารทราบเพื่อทยอยติดตั้งเครื่อง อีดีซีและคิวอาร์โค้ดให้ครบ และพร้อมใช้งานได้ภายในเดือนพฤษภาคม 2561 ต่อไป
          นางสาวสุทธิรัตน์กล่าวว่า กรมบัญชีกลางจับมือกับสมาคมธนาคารไทยร่วมกันประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้เกี่ยวกับช่องทางการชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ได้แก่ การใช้บัตรเดบิต บัตรเครดิต การชำระเงินผ่านคิวอาร์โค้ด บิลเพย์เมนต์ อินเตอร์เน็ตแบงกิ้ง รวมถึงการใช้บัตรชำระเงินแบบอี-มันนี่เพื่อให้ประชาชนเลือกใช้ในการชำระค่าบริการต่างๆ ของส่วนราชการได้
          เคาะทำประมงเพิ่มอีก20วัน
          ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการประชุมคณะอนุกรรมการการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ไอยูยู) กล่าวภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้มีการจัดสรรใบอนุญาตให้เรือทำการประมง ตั้งแต่วันที่ 16-31 มีนาคม โดยจะมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน และเพิ่มวันทำประมงอีก 20 วัน จากเดิมที่กำหนดไว้ประมาณ 220 วันต่อปี เนื่องจากเรือประมงพาณิชย์ในปีนี้มีจำนวนลดลงกว่าปีที่แล้ว 474 ลำ ทั้งนี้ ยังเห็นชอบให้เพิ่มอัตรากำลังคน ทั้งตำรวจ ทหารเรือ กรมเจ้าท่า และแรงงานของศูนย์แจ้งการเข้าออกเรือประมง หรือศูนย์ปีโป้ ให้มีเจ้าหน้าที่ประจำทุกศูนย์ตั้งแต่วันที่ 21 มีนาคม เป็นต้นไป ส่วนการตรวจสอบพิสูจน์อัตลักษณ์แรงงานต่างด้าวผ่านระบบสแกนม่านตานั้น จะสามารถเก็บข้อมูลเสร็จสิ้นภายในเดือนมีนาคมนี้ โดยจะเก็บข้อมูลได้ใน 3 ระบบ คือ เอกสาร ลายนิ้วมือ และการสแกนม่านตา เชื่อว่าจะทำให้การทำงานมีความเข้มแข็ง ลดปัญหาแรงงานประมงผิดกฎหมายได้มากขึ้น ส่วนกรณีที่ไอยูยูต้องการให้ประเทศไทยเป็นผู้นำกลุ่มอาเซียนในการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายนั้น มีการพูดเรื่องนี้มานานแล้ว และบรรจุเป็นวาระในการประชุมรัฐมนตรีเกษตรอาเซียน (เอเอ็มเอเอฟ) ครั้งต่อไป