กสทช.จ่อยื่นอุทธรณ์ติ๋ม จับตาBECคืนไลเซนส์

 บอร์ด “กสทช.” มีมติยื่นอุทธรณ์คดี “ไทยทีวี” ของ “ติ๋ม ทีวีพูล” ภายใน 30 วัน หลังเห็นแย้งใน 3 ประเด็น ยืนยันไม่กังวลช่องอื่นทำตาม ต้องรอคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดก่อน จับตา BEC-MCOT-GRAMMY ตบเท้าคืนไลเซนส์ช่วยลดต้นทุนธุรกิจ
          พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ กสทช.เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2561 ที่ผ่านมาว่า ที่ประชุม กสทช.น้อมรับคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง ในคดีที่ บริษัท ไทยทีวี จำกัด ของนางพันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย หรือที่รู้จักในชื่อ “ติ๋ม ทีวีพูล” ยื่นฟ้อง กสทช.ว่า กสทช.มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ และประกอบกิจการโทรทัศน์ รวมทั้งให้ชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาต โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และยินดีที่จะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง
          ทั้งนี้ มีมติดำเนินการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดภายใน 30 วัน เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานในโอกาสต่อไป เนื่องจากมีคำพิพากษาและข้อวินิจฉัยบางส่วนที่ กสทช.เห็นแย้งใน 3 ประเด็น คือ ประเด็นที่ 1 คำวินิจฉัยของศาลปกครองกลางระบุว่าการออกใบอนุญาตในคดีนี้เป็นการอนุญาตให้บริษัท ไทยทีวี จำกัด เข้าร่วมการงาน หรือระบบสัญญาสัมปทาน ในการจัดทำบริการสาธารณะแทนรัฐในการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่อันเป็นสมบัติของชาติ และเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชน
          ขณะที่ กสทช.จัดตั้งขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเปลี่ยนผ่านจากระบบสัญญาสัมปทานไปสู่ระบบใบอนุญาต ดังนั้นการที่มีคำวินิจฉัยดังกล่าว ขัดต่อเจตนารมณ์ในการจัดตั้ง กสทช. กฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจะทำให้กลับไปสู่ระบบสัญญาสัมปทาน
          ส่วนประเด็นที่ 2 คือ ศาลปกครองกลางวินิจฉัยว่า กสทช.ไม่ดำเนินการตามแผนแม่บทกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ หรือการเปลี่ยนผ่านระบบการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์ในระบบดิจิทัล และการขยายโครงข่ายเป็นไปอย่างล่าช้า ไม่เป็นไปตามแผนงานนั้น ซึ่งเป็นสิ่งคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง เนื่องจากการขยายโครงข่าย ก่อนที่จะมีการประมูลมีประกาศว่าเมื่อมีการออกอากาศก็จะมีการขยายโครงข่ายครอบคลุม 50% และเมื่อออกอากาศไปแล้ว 1 ปี ครอบคลุม 80% ปีที่ 3 ครอบคลุม 90% และปีที่ 4 หรือเมื่อเดือน มิ.ย. 2560 ครอบคลุม 95% ของจำนวนประชากร ซึ่งเห็นได้ว่า กสทช.มีหลักการอย่างชัดเจนว่า กสทช. ได้กำกับให้การขยายโครงข่ายเป็นไปตามที่ประกาศกำหนดทุกประการ
          “หากการขยายโครงข่ายไม่เป็นไปตามกำหนดจริงๆ คิดว่าผู้ประกอบกิจการคงล้มเหลวกันหมดทุกราย ไม่ใช่รายใดรายหนึ่ง เพราะฉะนั้นการที่ กสทช.ได้ดำเนินการตามประกาศที่กำหนดไว้ก่อนที่จะมีการประมูล ถือว่าเป็นสิ่งที่ กสทช.ได้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ และการที่มีการออกใบอนุญาตโครงข่ายเพื่อให้ผู้ให้บริการโครงข่ายเข้ามาดำเนินการ กสทช.ก็ได้มีการพยายามในการกำกับให้มีการขยายโครงข่าย” พ.อ.นที กล่าว
          ส่วนกรณีที่มีการพูดถึงกรมประชาสัมพันธ์ไม่ดำเนินการติดตั้งและเปิดให้บริการโครงข่ายนั้น ขอชี้แจงว่าไม่มีผู้ประกอบการรายใดที่ไปใช้บริการโครงข่ายของกรมประชาสัมพันธ์ ดังนั้นจึงไม่กระทบต่อการให้บริการของรายใด และการที่กรมประชาสัมพันธ์ไม่สามารถดำเนินการตามประกาศกำหนด ทาง กสทช.ได้มีการลงโทษตามอำนาจหน้าที่แล้ว ซึ่งเรื่องนี้มีการพิจารณาอยู่ที่ศาลปกครองกลาง
          ขณะเดียวกัน กรณีการแจกคูปองล่าช้า 6 เดือน เป็นเรื่องปกติที่ไม่สามารถแจกคูปองให้ประชาชนได้ก่อนที่จะมีการขยายโครงข่าย ซึ่งเมื่อมีการขยายโครงข่าย กสทช.ก็ได้มีการแจกคูปองตามในระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ทุกประเทศทำอยู่แล้ว
          และประเด็นที่ 3 ซึ่งศาลฯ ไม่ได้วินิจฉัย คือ ตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม 2553 มาตรา 42 ได้กำหนดว่าเงินที่ได้รับจากการประมูลเป็นค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ซึ่งต้องชำระเมื่อได้รับใบอนุญาต แต่ กสทช.อำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ โดยให้แบ่งชำระเป็นงวดๆ พร้อมใบรับรองทางการเงิน (แบงก์การันตี) มาค้ำประกันไว้ ซึ่งอาจจะมีความสับสนระหว่างค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่กับค่าธรรมเนียมรายปี
          “กสทช.มีความจำเป็นที่จะต้องยื่นอุทธรณ์ โดยคาดว่าจะสรุปแนวทางภายใน 2-3 สัปดาห์ และยื่นภายใน 30 วัน เพราะมีบางประการที่ขัดต่อหลักการใหญ่ของการเปลี่ยนผ่านจากระบบสัญญาสัมปทานไปสู่ระบบใบอนุญาต ส่วนเรื่องการขยายโครงข่าย ยืนยันว่า กสทช.มีแผนชัดเจน และมีการดำเนินการตามลำดับ ส่วนการแจกคูปองนั้น กสทช.ก็ทำดีที่สุดแล้ว มีการประชาสัมพันธ์ต่างๆ เป็นระยะ” พ.อ.นที กล่าว
          พ.อ.นที กล่าวว่า กสทช.ไม่มีความกังวลใดๆ หากผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลรายอื่นจะดำเนินการตาม บริษัท ไทยทีวี จำกัด เนื่องจากต้องรอคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดก่อน ทั้งนี้หากผู้ประกอบการสามารถขอคืนใบอนุญาตทีวีดิจิทัลได้ คนที่เสียหาย คือ รัฐ แต่มองว่าเมื่ออุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลมีปัญหา รัฐควรเข้ามาช่วยเหลือทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน โดยมองประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการช่วยเหลือไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายในการส่งสัญญาณโทรทัศน์ระบบดิจิทัลที่ให้บริการเป็นการทั่วไปผ่านดาวเทียม (มัสต์แครี่)
          *หุ้นทีวีดิจิทัลรับผลบวกยกแผง
          นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า กรณีศาลปกครองกลางอ่านคำพิพากษาว่า กสทช.ผิดสัญญาในเรื่องการเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิทัล ไทยทีวี จึงมีสิทธิ์ที่จะยกเลิกสัญญาได้ ศาลได้มีคำสั่งให้ กสทช.คืน แบงก์การันตีให้บริษัทไทยทีวี งวดที่ 3-6 เป็นเงินรวมกว่า 1,500 ล้านบาท ส่วนเลขาธิการ กสทช.จะคัดคำพิพากษาศาลฯ เสนอต่อที่ประชุมบอร์ดกสทช.สำหรับการอุทธรณ์คำวินิจฉัยทางบอร์ด กสทช.จะพิจารณา
          ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวกกับข่าวข้างต้น และมองว่าเป็นบวกต่อกลุ่มผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล และ BBL โดยกลุ่มผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล มีหลายรายต้องแบกรับภาระค่าไลเซนส์ และผลประกอบการที่ขาดทุน ซึ่งหากมีการคืนไลเซนส์ ทีวีดิจิทัลได้ตามที่ กสทช.กล่าวไว้ข้างต้น คาดว่าการแข่งขันในกลุ่มทีวีดิจิทัลจะลดลง
          โดยเนื่องจากมีผู้ประกอบการหลายรายต้องการคืนไลเซนส์ และเคยยื่นข้อเสนอต่อ กสทช.ไปแล้ว รวมถึงคาดทีวีดิจิทัลในไทยควรมีประมาณ 15-16 ช่อง จะส่งผลให้เม็ดเงินโฆษณาของแต่ละช่องอยู่ที่ประมาณ 5-6 พันล้านบาท จะส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถอยู่รอดได้
          ดังนั้น จึงมองว่าหุ้นที่จะได้ประโยชน์ในครั้งนี้ ได้แก่ บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน) หรือ BEC, บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WORK, บริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ MONO, บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน)  หรือ RS และบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAMMY ซึ่งมีฐานะเป็นผู้ประกอบการที่ผลิต Content และเป็นผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล
          ขณะเดียวกันยังมีมุมมองเชิงบวกต่อธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL เพราะ BBL เป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของไทยทีวี และได้มีการจ่ายแบงก์การันตีให้กับทางกสทช. ไปแล้ว 1.5 พันล้านบาท และได้มีการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไปแล้วเต็มจำนวน จึงเราคาดว่ารายการนี้จะมีการ reverse กลับมาเป็นรายได้หรือนำมาลดค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองได้ สำหรับธนาคารที่มีการปล่อยให้กลุ่มทีวีดิจิทัลมากที่สุด คือ BBL รวม 14 ช่อง จำนวน 21,600 ล้านบาท รองลงมาเป็น KBANK รวม 8 ช่อง จำนวน 10,900 ล้านบาท และ BAY รวม 2 ช่อง จำนวน 2,680 ล้านบาท
          *BEC-MCOT-GRAMMYส่อคืนไลเซนส์
          แหล่งข่าวจากวงการเงิน ประเมินว่า หากผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลสามารถคืนไลเซนส์จะถือเป็นปัจจัยบวกโดยตรง โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีไลเซนส์ช่องรายการทับซ้อนอยู่ในมือหลายช่อง จนส่งผลให้ในปัจจุบันต้องแบกภาระต้นทุนดำเนินงานเป็นจำนวนมาก
          อย่างไรก็ตาม คาดการคืนไลเซนส์ของผู้ประกอบการที่มีหลายช่อง น่าจะคืนช่องเพียงบางส่วนเท่านั้นและยังคงเก็บช่องรายการหลักที่มีศักยภาพเติบโตและแข่งขันในตลาดได้ต่อไป รวมถึงยังสามารถนำรายการที่ได้รับความนิยมระดับสูงมารวมไว้ในที่เดียวกัน จากเดิมต้องกระจายออกอากาศตามช่องต่างๆ
          โดยเบื้องต้นผู้ประกอบการที่มีช่องรายการในมือทับซ้อนและน่าจะคืนไลเซนส์บางส่วน คือ 1.BEC ปัจจุบันถือครองไลเซนส์อยู่ทั้งหมด 3 ช่อง ได้แก่ ช่อง 3 HD ช่อง 3 แฟมิลี และช่อง 3 SD, 2.MCOT มีทั้งหมด 2 ช่อง ได้แก่ ช่อง MCOT HD และ MCOT แฟมิลี,  และ 3.GRAMMY มีทั้งหมด 2 ช่อง ได้แก่ ช่อง One HD และช่อง GMM 25
          “ถ้าหากคืนไลเซนส์ได้ เรามองว่าผู้ประกอบการที่มีช่องทับซ้อนในมือน่าจะคืนไลเซนส์ไปบางส่วน แต่ยังคงเลือกเก็บช่องหลักที่สร้างรายได้ไว้เหมือนเดิม โดยเฉพาะ BEC ที่ต้องแบกภาระต้นทุนมากถึง 3 ช่อง จึงน่าจะมีการคืนช่อง 3 แฟมิลี และช่อง 3SD ไป แต่เก็บช่อง 3 HD ไว้ เพราะถือเป็นช่องรายการหลักที่มีศักยภาพเติบโตต่อเนื่อง” แหล่งข่าวกล่าว
          ขณะที่การสำรวจความเคลื่อนไหวราคาหุ้นกลุ่มทีวีดิจิทัลในวานนี้ (14 มี.ค.) พบว่า ราคาหุ้นได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นหลายบริษัท ได้แก่ 1.BEC ปิดบวก 13.80 บาท ปรับเพิ่มขึ้น 4.55% 2.MCOT ปิดบวก 11 บาท ปรับเพิ่มขึ้น 6.8% 3.WORK ปิดบวก 73.25 บาท ปรับเพิ่มขึ้น 4.64% 4.MONO ปิดบวก 4.30 บาท เพิ่มขึ้น 2.38% 5.RS ปิดบวก 31.25 บาท ปรับเพิ่มขึ้น 5.04% และ 6. GRAMMY ปิดบวก 9.60 บาท ปรับเพิ่มขึ้น 1.59%