เปิดช่องดาวเทียมต่างชาติเสียบแทนไทยคม โครงการเน็ตชายขอบอืด

แหล่งข่าวระดับสูงในกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่าโครงการติดตั้งและให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเตอร์เน็ตไวไฟในพื้นที่ชายขอบ หรือเน็ตชายขอบที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดประมูลไปตั้งแต่ปลายปี 2560 และมีเป้าหมายจะเปิดให้บริการกลางปี 2561 โดยลงนามในสัญญากับบริษัทสื่อสารจำนวน 4 รายเพื่อติดตั้งเน็ตชายขอบ 8 โซนจำนวน 3,920 หมู่บ้าน ภายใต้วงเงิน 13,000 ล้านบาท โครงการดังกล่าวยังล่าช้าเมื่อเทียบกับโครงการเน็ตประชารัฐที่ติดตั้งแล้วเสร็จและเริ่มเปิดให้บริการแล้ว โดยเฉพาะในส่วนที่บริษัททีโอที ดำเนินการจนถึงขณะนี้ยังไม่เริ่มต้น
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า ได้แจ้งเรื่องไปยัง รมว.ดิจิทัลฯ เพื่อให้เร่งรัดบริษัททีโอทีเร่งติดตั้งโครงการดังกล่าวแล้ว เนื่องจากตามสัญญาต้องส่งมอบงานในงวดแรกในวันที่ 26 ก.พ.61 แต่ปรากฏว่ามีเพียงกลุ่ม บริษัท ทรูมูฟ ยูนิเวอร์แซล คอมมูนิเคชั่น จำกัด และบริษัท อินเตอร์ลิงค์ เทเลคอม จำกัด(มหาชน)ส่งมอบงานบางส่วนมาให้เท่านั้น ขณะที่บริษัท ทีโอที ยังไม่มีการดำเนินการแต่อย่างใด
          แหล่งข่าวกล่าวว่า นอกจากความล่าช้าในการประมูลหาผู้รับเหมาเข้ามาดำเนินการติดตั้งของทีโอทีแล้ว ยังมีกระแสข่าวว่ามีความพยายามที่จะกดดันจากบุคคลภายนอกให้กระทรวงดีอี เร่งรีบการอนุมัติปรับเปลี่ยนสัญญาที่กำหนดให้เช่าช่องสัญญาณดาวเทียมภายในประเทศเพื่อให้บริการเชื่อมโยงโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ มาเป็นการเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมจากต่างประเทศเข้ามาให้บริการแทน อ้างว่าได้มีการหารือในหลักการกับกระทรวงดีอีแล้ว ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการยกร่างระเบียบรองรับ คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วง1-2 เดือนนี้
          "พฤติกรรมที่กดดันให้กระทรวงดีอี เร่งรัดการยกร่างเปิดทางให้บริษัทสื่อสารเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมต่างประเทศถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าไม่เพียงจะเป็นการทำลายอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศ ภาครัฐยังไม่ได้ประโยชน์ใดๆ อีกด้วย เพราะไม่ว่าจะอย่างไรรัฐได้เซ็นสัญญากำหนดวงเงินค่าใช้จ่ายในการเช่าช่องสัญญาณดาวเทียมไปหมดแล้ว หากต้นทุนเช่าเทียมต่ำลงจริง ภาครัฐก็ไม่ได้เงินคืนใดๆ จากผู้รับเหมาติดตั้ง"
          ทั้งนี้ที่สำคัญขณะที่กระทรวงดิจิทัลฯได้ไล่เบี้ยผู้ประกอบการดาวเทียมภายในประเทศ อย่างบริษัทไทยคมให้กลับไปอยู่ในระบบสัมปทานต้องจ่ายค่าสัมปทานแก่รัฐถึง 22% แต่กลับพยายามจะยกร่างยกระเบียบรองรับการใช้ดาวเทียมต่างชาติ ซึ่งจะเสียค่าธรรมเนียมใบอนุญาตแค่ 4%เท่านั้น ขณะที่ดาวเทียมในประเทศนอกจากต้องเสียค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 4% ยังจะถูกเรียกเก็บค่าสัมปทาน 22% อีกด้วย
          "แทนที่ กสทช. และกระทรวงดิจิทัลฯ จะเร่งรัดผู้รับเหมาให้เร่งรัดติดตั้งเน็ตชายขอบซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเน็ตประชารัฐให้แล้วเสร็จโดยเร็วเพื่อให้สอดคล้องเป็นไปตามเป้าหมายและนโยบายของรัฐบาลในการให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 แต่มีความพยายามจะแก้ไขสัญญาที่ได้มีการลงนามกันไปแล้วตั้งนาน และจะเป็นการใช้เม็ดเงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม (กทปส.) ที่เก็บเงินจากโอปอเรเตอร์ไทยไปให้บริษัทดาวเทียมต่างชาติ"
          ทั้งนี้โครงการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และไวไฟอินเตอร์เน็ตในพื้นที่ชายขอบ หรือเน็ตชายขอบของ กสทช.เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเน็ตประชารัฐซึ่งจะดำเนินการในพื้นที่ชายขอบโซน C+จำนวน 3,920 หมู่บ้าน มูลค่า 13,000 ล้านบาท โดยกสทช.ลงนามกับบริษัทสื่อสารที่รับเหมาติดตั้งรวม8 สัญญา ประกอบด้วยกลุ่มบริษัททรูจำนวน 3 สัญญา, บริษัททีโอที 3 สัญญา ส่วนบริษัท กสท โทรคมนาคมและอินเตอร์ลิงค์เทเลคอมได้ไปคนละ 1 สัญญา