พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ปลุก"บิ๊กดาต้า" เชื่อมรอยต่อยุค4.0

กรุงเทพธุรกิจ   การประชุมนัดแรก เมื่อวันที่ 2 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยกระทรวง ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รับหน้าที่เป็นแม่งาน ในการเร่งสร้างประโยชน์ จากบิ๊กดาต้า เชื่อมโยงข้อมูลข้ามกระทรวง โดยมีโจทย์ใหญ่ 3 ด้าน ได้แก่ สาธารณสุข การท่องเที่ยว และอุตุนิยมวิทยา หวังใช้เป็น จุดเริ่มต้นในการบูรณาการคลังสมองชาติ
          โดยที่ประชุมได้ข้อสรุปร่วมกันเบื้องต้นว่า กระบวนการทำอย่างจะต้องแล้วเสร็จในอีก 2 เดือน และต้องเริ่มใช้งานจริง มีการ เชื่อมโยงข้อมูลร่วมกับ 20 กระทรวง ซึ่งสิ่งแรกที่ต้องดำเนินการคือ การเดินหน้า สร้างศูนย์ข้อมูล บิ๊กดาต้า สิ่งหนึ่งที่หลาย ฝ่ายจับตามองคือ บิ๊กดาต้า ที่จัดทำขึ้น ต้อง "โอเพ่น แอ็คเซ็ส" หรือทุกคนสามารถ เข้าถึงข้อมูลภาครัฐที่จำเป็นได้ เพื่อสร้าง ประโยชน์เชิงธุรกิจและสังคม
          2 เดือน แผนต้องชัดเจน
          นายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานประชุมกลุ่มย่อยเพื่อร่วมกัน หารือในการทำบิ๊กดาต้าของรัฐโดยเชิญ หน่วยราชการ 20 องค์กรมาประชุมร่วมกัน โดยนายพิเชฐ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีขอให้ทุกหน่วยงาน เร่งวางขั้นตอนในการทำบิ๊กดาต้า โดยให้ วางแผนครอบคลุมการใช้บิ๊กดาต้า โดยศึกษา แนวทางของต่างประเทศให้ครบทุกมิติ ทั้งนี้ภายใน1-2 เดือนต่อจากนี้ ต้องได้เห็น ร่างแผนการทำบิ๊กดาต้าที่กำหนด โครงสร้าง ของการพัฒนาบิ๊กดาต้า, การมีศูนย์ข้อมูล (ดาต้าเซ็นเตอร์) และแนวทางการทำคลาวด์ เซอร์วิส ของแต่ละหน่วยงาน
          "ปีนี้ต้องเป็นปีขับเคลื่อนบิ๊กดาต้า ที่เข้มข้น มีกฎระเบียบในการนำบิ๊กดาต้า มาใช้ นอกจากนี้ จะมีบิ๊กดาต้าแซนบ็อกซ์ (Big Data Sandboxes) หรือสนามทดสอบ บิ๊กดาต้าที่จะใช้ร่วมกัน แต่ยังไม่คุ้นเคย หรือยังไม่มีความพร้อมมาทดลองที่นี่ วันนี้ต้องชัดเจนในนโยบายการทำบิ๊กดาต้า และความเข้าใจทางวิชาการ นายกฯ ฝากมาถามหน่วยราชการว่า แต่ละหน่วยงาน มีการทำบิ๊กดาต้าหรือไม่ มีดาต้าเซ็นเตอร์ หรือไม่ และมีการใช้บริการคลาวด์เซอร์วิส หรือไม่อย่างไร เราจะได้เดินไปในทาง เดียวกัน"
          นายพิเชฐ กล่าวอีกว่า สำหรับการทำ บิ๊กดาต้าและดาต้าเซ็นเตอร์ระดับจังหวัด โดยจะเริ่มคิดตั้งแต่ปีนี้และเริ่มทำในบาง จังหวัดที่มีความพร้อมก่อน ซึ่งส่วนนี้ จะทำขนานกันไปกับการทำสมาร์ทซิตี้ ซึ่งทุกฝ่ายจะต้องตอบเรื่องนี้โดยเร็ว เพราะสิ่งที่จะตามมาต่อจากนี้ คือการต้องมี ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับจังหวัด 77 จังหวัด และต้องมีคลาวด์เซอร์วิสระดับจังหวัดตามมา ซึ่งจะเป็นงานใหญ่ขึ้น
          ตอบโจทย์ให้กับ 3 แกน
          รัฐมนตรีดีอี กล่าวอีกว่า การขับเคลื่อน การใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่ (บิ๊กดาต้า) เป็นการสั่งการของนายกรัฐมนตรี ที่ให้ ทุกกระทรวงร่วมมือกับกระทรวงดีอี และ แต่งตั้ง "คณะกรรมการขับเคลื่อนการดำเนิน นโยบายเพื่อใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่ ดาต้า เซ็นเตอร์ และคลาวด์คอมพิวติ้ง" ขึ้น โดยมี พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายก รัฐมนตรี เป็นประธานมีปลัดกระทรวง 19 กระทรวง และผู้ทรงคุณวุฒิร่วมเป็น กรรมการ และกระทรวงดีอีเป็นฝ่ายเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดยุทธศาสตร์ ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้มี ประสิทธิภาพ กำหนดโจทย์ที่มีความสำคัญ เร่งด่วน ติดตามการดำเนินการบูรณาการ ฐานข้อมูล แก้ไขระเบียบ ข้อบังคับ รวมถึง กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
          การขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จาก ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ ในครั้งนี้ จะเริ่มที่ การขับเคลื่อนข้อมูลใน 3 ด้านหลัก คือ ด้านสาธารณสุข ด้านการท่องเที่ยว และด้าน อุตุนิยมวิทยาเพื่อดูแลทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมรับมือภัยธรรมชาติ ผ่านการเชื่อมโยง ข้อมูลภาครัฐข้ามหน่วยงานอย่างบูรณาการ เพื่อให้เห็นผลสัมฤทธิ์ภายใน 2 เดือน เพื่อประโยชน์ทั้งในการอธิบายปัญหา หรือ ปรากฏการณ์ ไปจนถึงการใช้ข้อมูลเพื่อการ "พยากรณ์" หรือ "ทำนาย" สิ่งที่กำลัง จะเกิดขึ้น หรือใช้ข้อมูลเพื่อวิเคราะห์และ คาดการณ์ถึงผลลัพธ์เรื่องต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น ในอนาคต เพื่อปรับตัวสร้างวิธีการรับมือได้ อย่างทันท่วงทีเอื้อประโยชน์ 'สตาร์ทอัพ'
          สำหรับหลักการสำคัญในนโยบาย และ การขับเคลื่อนบิ๊กดาต้าโดยทุกกระทรวง ทบวง กรม สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลและ ผลการวิเคราะห์ สร้างผลลัพธ์ที่ต้องการ คือ ผลการดำเนินการของบิ๊กดาต้าเป็นลักษณะ เวิร์กกิ้ง กรุ๊ป จัดทำให้แล้วเสร็จภายใน 12 เดือน โดยต้องจัดทำกระบวนการ วิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (ดาต้า อะนาไลติกส์) ให้แล้วเสร็จภายในเดือนนี้ ซึ่งมีเป้าหมาย ที่จะสร้างความชัดเจนให้ทุกกระทรวง และ ระบุเจาะจงบิ๊กดาต้าของหน่วยงานนั้นๆ โดยเริ่มจากหน่วยงานที่มีความพร้อมก่อน  ซึ่งจะต้องจัดระบบดาต้ เซ็นเตอร์ และระบบ คลาวด์ เซอร์วิสภาครัฐ ที่จะสามารถ บูรณาการข้อมูลข้ามกระทรวงกันได้ รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้ประโยชน์ ในกระทรวงเองด้วย "การดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลให้มีประสิทธิภาพจากการใช้ข้อมูลพร้อมข้อเท็จจริงในการลดความซ้ำซ้อน ประหยัดงบประมาณ และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารราชการในลักษณะต่างๆ พร้อมทั้งปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน สามารถตรวจสอบและประเมินผลได้" นายพิเชฐ กล่าว
          นอกจากนั้น จะสนับสนุนให้หน่วยงาน ต่างๆ ของภาครัฐมีนโยบายในการเปิดเผย ข้อมูลภาครัฐที่ไม่ใช่ความลับและข้อมูล ส่วนบุคคล มีลักษณะการอัพเดตข้อมูล แบบเรียลไทม์ มีการอัพเดตข้อมูลนาที ต่อนาที โดยหน่วยงาน องค์กร บริษัท กลุ่มสตาร์ทอัพ หรือแม้กระทั่งประชาชนทั่วไป ก็สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ เพื่อใช้ประโยชน์ ด้านเศรษฐกิจและสังคมต่อไป
          'ปีนี้ต้องเป็นปีขับเคลื่อนบิ๊กดาต้าที่เข้มข้น มีกฎระเบียบ ในการนำบิ๊กดาต้ามาใช้'
          ดิจิทัลเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทุกขนาด เข้าถึงความต้องการและจำหน่ายสินค้าได้อย่างไร้ข้อจำกัด
          แจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ