ดีแทคดิ้นซอยคลื่น ฮึดสู้"ทรู-เอไอเอส"

ทรู-เอไอเอสจ่อฟอง ซอยคลื่นเอื้อดีแทค
          ย้อนเส้นทางก่อนเสนอแก้หลักเกณฑ์ประมูลคลื่น 1800 "ซิคเว่ เบรคเก้" เคยเข้าทำเนียบพบนายกฯ ระบุหนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ลือกระฉ่อนชง "ซอยคลื่น ล้มกฎ N-1" อ้างประโยชน์สูงสุด ใช้ทรัพยากรได้เต็มศักยภาพ ด้าน "ทรู-เอไอเอส"ฮึ่มฟ้องกสทช. ชี้ซอยใบเล็กเท่ากับลดต้นทุนให้คู่แข่ง
          สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) อยู่ระหว่างส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาว่า กรรมการกสทช.ในช่วงรักษาการ มีอำนาจเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ จากเดิม 15 เมกะเฮิรตซ์ จำนวน 3 ใบ มาเป็น 5 เมกะเฮิรตซ์จำนวน 9 ใบได้หรือไม่ หากภายใน 1-2 เดือนยังไร้คำตอบ กสทช.จะทบทวนการเปิดประมูลอีกครั้ง
          ร่องรอยการเสนอปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ครั้งนี้เกิดขึ้น หลังจากที่ภายหลัง นายซิคเว่ เบรคเก้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทเลนอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) เจ้าของโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ดีแทค เข้าพบพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เพื่อสนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล
          มีเสียงเล็ดลอดตามมาว่า มีการพูดถึงการปรับหลักเกณฑ์ประมูลคลื่น 1800 เมกะ เฮิรตซ์ ที่ดีแทคจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานกับบริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ใน วันที่ 30 กันยายน 2561 และกสทช.จะเปิดประมูลหาตัวผู้รับใบอนุญาตก่อน โดยให้แบ่งซอยแถบคลื่นเล็กลง และยกเลิกเงื่อนไขการประมูล กรณีที่มีผู้เข้าร่วมประมูลน้อยรายจะไม่นำคลื่นความถี่ออกประมูล (ที่เรียกว่ากฎ N-1)
          โดยอ้างเหตุผลว่าจะทำให้ได้เงินจากการประมูลน้อยลง เนื่องจากมีคลื่นความถี่ที่จะไม่สามารถประมูลหาผู้รับใบอนุญาตได้ ทำให้ตลาดไม่มีประสิทธิภาพ ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ต้องแบกรับภาระต้นทุนทาง การเงิน ส่งผลลดแรงจูงใจการลงทุน และการแข่งขันให้บริการข้อมูลผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ในยุคต่อไป
          ต่อมาอนุกรรม การกลั่นกรองงานทางด้านโทรคมนาคมของกสทช. มีมติเสนอคณะกรรมการกสทช. เสนอเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ดังกล่าว โดยกรรมการกสทช.บรรจุเข้าวาระเตรียมพิจารณา แต่มีเสียงทักท้วงว่าสถานะของกรรมการกสทช.ที่เป็นเพียงรักษาการ มีอำนาจพิจารณาเรื่องนี้หรือไม่ ท้ายสุดจึงส่งเรื่องขอความเห็นไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาดังกล่าว
          แต่แวดวงประเมินว่า หากมีการเปลี่ยนหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นครั้งนี้ ดีแทคจะได้ประโยชน์มากสุด เนื่องจากบนคลื่นนี้มีผู้ใช้บริการอยู่เพียงประมาณ 5 แสนกว่าราย แถบคลื่นเพียง 5-10 เมกะเฮิรตซ์ มากพอรองรับได้อยู่แล้ว และดีแทคไม่จำเป็นต้องทุ่มลงทุนเพื่อให้ได้แถบคลื่นความถี่มากถึง 15 เมกะเฮิรตซ์ เนื่องจากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้เลือกดีแทคเป็นพันธมิตรทางธุรกิจคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์ เสนอผลประโยชน์ตอบแทนต่อปี 4,510 ล้านบาท
          แม้ดีแทค ได้เซ็นเอ็มโอยูกับทีโอทีไปแล้วก็ตาม หากแต่คณะกรรมการบอร์ดยังไม่อนุมัติ ให้ทีโอทีลงนามสัญญาอย่างเป็นทางการ ต่างกับเอไอเอสที่ได้เซ็นสัญญากับทีโอที โรมมิ่งคลื่นความถี่ 2100 เมกะเฮิรตซ์ไปถึงปี 2568
          "ดีแทคเหมือนคนที่กำลังจมน้ำ มีอะไรคว้าได้ก็ต้องคว้าให้หมด คลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์ จะต้องเซ็นสัญญาก่อนที่คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์จะหมดสัญญาสัมปทาน เพราะถ้าทำได้เร็ว ดีแทคจะย้ายลูกค้า 4 จีไปคลื่น 2300 เมกะเฮิรตซ์ แต่ถ้าคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ยังถูกยื้อออกไป สถานการณ์ยิ่งบีบหัวใจ เพราะลูกค้าอยู่ในระบบมี 20 ล้านราย แต่คลื่นที่ถือครองอยู่ในมือคือคลื่น 2100 เมกะเฮิรตซ์มาให้บริการเพียงคลื่นเดียวเท่านั้น" แหล่งข่าวกล่าว
          "ปัญหาของดีแทคที่เกิดขึ้นในห้วงเวลานี้คือ เทเลนอร์ ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ถ้าไม่ลงทุนในไทยก็ไปลงทุนในต่างประเทศที่มีใบอนุญาตถูกกว่า ต่างกับเอไอเอสและทรู ที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นคนไทย เป้าหมายคือลงทุนในประเทศไทยเท่านั้น"
          ถ้ามีบทสรุปจากคณะกรรมการกฤษฎีกาให้เปลี่ยนหลักเกณฑ์การประมูลใหม่ ผู้ประกอบการมือถือทั้ง 2 ราย คือ เอไอเอส หรือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) อาจจะมีการฟ้องร้องกับกสทช.
          "เพราะจะเท่ากับว่าทั้งเอไอเอสและทรู ถูกกสทช.บังคับให้ประมูลคลื่น 1800 จำนวนคลื่นความถี่ 15 เมกะเฮิรตซ์ ในรอบก่อน ขณะที่รอบนี้ดีแทคเข้าประมูลคลื่นเพียงใบละ 5 เมกะเฮิรตซ์เท่านั้น"