VOIP เมื่อเทคโนโลยีเป็นภัยร้าย ระวังโจรยุคใหม่ เร้นกายโลกอินเทอร์เน็ต...ลวงเหยื่อ

ณัฐกมล  ไชยสุวรรณ  รายงาน
          VOIP  (Voice over Internet Protocol) เป็นเทคโนโลยีใหม่สำหรับการสื่อสารทางโทรศัพท์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ไม่จำเป็นต้องใช้ชุมสายโทรศัพท์อีกต่อไปก็สามารถติดต่อพูดคุยกับใครก็ได้ทั่วโลก นับเป็นเทคโนโลยีที่มีข้อดีให้กับบริษัทที่ประกอบธุรกิจต่าง ๆ ในการเจรจาข้อตกลง เพราะค่าโทรศัพท์ติดต่อเจรจาธุรกิจกับต่างประเทศจะถูกลงมากกว่าการใช้ชุมสายโทรศัพท์แบบเดิม อย่างไรก็ดีเทคโนโลยีนั้นเปรียบดั่งดาบสองคม เมื่อมีด้านคมแห่งข้อดี ก็ย่อมมีคมดาบแห่งข้อเสีย จนกลายเป็นช่องทางหารายได้ของมิจฉาชีพในการกระทำผิดกฎหมาย
          ดังเช่น เมื่อวันที่ 11 ม.ค.ที่ผ่านมา มีคนร้ายเป็นชายไทยอายุประมาณ 35-40 ปี พูดภาษาไทยสำเนียงใต้โทรศัพท์มาข่มขู่วางระเบิดที่สนามบินดอนเมือง เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่าเบอร์ดังกล่าวคือหมายเลข 0-2153-9514 จากนั้นในวันที่ 17 ม.ค. มีคนร้ายเป็นชายไทยอายุ 35 ปี พูดภาษาไทยสำเนียงใต้โทรศัพท์มาข่มขู่วางระเบิดที่สนามบินดอนเมืองอีกครั้ง เมื่อตรวจสอบเลขหมายพบว่าเป็นเบอร์ 0-5310-6247
          เหตุการณ์ดังกล่าว พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พล.ต.อ.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร.และ พล.ต.ต. สุรเชษฐ์ หักพาล รองผบช.ทท.สั่งการเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบหาตัวคนร้ายที่ก่อเหตุอุกฉกรรจ์โดยด่วน เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สืบสวนพบว่า เบอร์โทรศัพท์ดังกล่าวเป็นเบอร์ที่เช่าหมายเลขโทรศัพท์และสัญญาณโทรศัพท์จาก บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เมื่อตรวจสอบพบว่า บริษัทที่เช่านั้นคือ บริษัท ทูเอพลัส จำกัด ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านฟ้ากรีนพาร์ค ซอยลาดพร้าว 101 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ เจ้าของชื่อ นายอมรรัตน์ สนธิไทย อายุ 46 ปี เจ้าหน้าที่จึงได้จับกุมตัวมาสอบสวนทันที
          เบื้องต้นพบว่านายอมรรัตน์ เปิดบริษัทเพื่อวางโครงข่ายโทรคมนาคมให้กับบริษัททั่วไปในเรื่อง VOIP แต่กลับนำสัญญาณที่เช่าจากบริษัท ทีโอทีฯ ไปให้บริษัทและบุคคลอื่นรับช่วงต่อ ซึ่งมีความผิดตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่พบว่าคนร้ายที่โทรศัพท์มาข่มขู่วางระเบิดนั้นได้เช่าสัญญาณจากบริษัทของนายอมรรัตน์ แล้วทำการแปลงสัญญาณให้เป็นระบบเคลื่อนที่ของจีเอสเอ็ม เพื่อให้ปรากฏเบอร์โทรศัพท์สามารถติดต่อไปยังโทรศัพท์ของสนามบินดอนเมืองได้
          การแปลงสัญญาณดังกล่าวเพื่อให้ตำรวจติดตามจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุได้ยาก ยิ่งขึ้น...
          เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหานายอมรรัตน์ ประเด็นไม่มีใบอนุญาตแบบที่ 1 ตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 มาตรา 7 โทษคือปรับไม่เกิน 100,000 บาท
          สำหรับ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว แบ่งใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมเป็น 3 แบบ คือ ใบอนุญาตแบบที่ 1  ที่ผู้ขอไม่มีเครือข่ายเป็นของตนเอง ซึ่งเทคโนโลยี VOIP อยู่ในประเภทดังกล่าวเพราะใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ตในการสื่อสาร ใบอนุญาตแบบที่ 2 ผู้ขอมีและไม่มีเครือข่ายเป็นของตนเอง หมายถึงผู้ที่ขอ นั้นทำการวางโครงข่ายในพื้นที่ของตัวเองแล้วให้ผู้มีเครือข่ายสัญญาณโทรศัพท์มาเชื่อมต่อสัญญาณในพื้นที่ และ ใบอนุญาตแบบที่ 3  ผู้ขอมีเครือข่ายเป็นของตนเองดังเช่นบริษัทที่ให้บริการสัญญาณโทรศัพท์มือถือทั่วไป
          ด้าน นายพิชัย สุวรรณกิจบริหาร ผอ.สำนักกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม สำนักงาน กสทช. อธิบายเพิ่มเติมว่า เทคโนโลยี VOIP นั้นสร้างประโยชน์ให้กับบริษัททั่วไปมาก อีกทั้งบริษัทหรือบุคคลที่จะให้บริการ VOIP นั้นสามารถดำเนินการได้อย่างง่ายดาย เพียงมีเครื่องเซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์ เบอร์โทรศัพท์มือถือหรือโทรศัพท์ประจำที่เปิดบริการและระบบอินเทอร์เน็ต ก็สามารถดำเนินการได้แล้ว ทั้งนี้เทคโนโลยี VOIP แบ่งได้เป็น 3 ลักษณะด้วย กันคือ
          1. แบบ PC-PC  คือการโทรศัพท์ผ่านทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งสมาร์ทโฟนนั้นถือว่าเป็นคอมพิวเตอร์ด้วย หากมีการโทรศัพท์หากันโดยใช้สัญญาณอินเทอร์เน็ต ดังเช่น การใช้แอพพลิเคชั่น ไลน์ เฟซบุ๊ก ที่เราสามารถโทรศัพท์หากันได้โดยไม่ต้องใช้เลขหมายโทรศัพท์แต่เชื่อมต่อกับสัญญาณอินเทอร์เน็ตได้ทันที  2 . แบบ PC-Phone ซึ่งหมายถึงการใช้ระบบคอมพิวเตอร์โทรฯ ไปยังโทรศัพท์ทั่วไปทั้งโทรศัพท์มือถือและโทรศัพท์สำนักงานบริษัท ซึ่งการจะโทรฯ หากันได้นั้น ต้องมีเครือข่ายกลางในการเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตแปลงเป็นเลขหมายโทรศัพท์ ในส่วนนี้ผู้ใช้จะต้องมีใบอนุญาตบริการอินเทอร์เน็ตจาก กสทช.ถึงจะดำเนินการได้เท่านั้น และ 3. แบบ Phone-Phone เป็นการติดต่อโดยใช้เลขหมายโทรศัพท์ที่ กสทช.กำหนดเรียกผ่านโครงข่ายระบบ VOIP ไปยังโทรศัพท์มือถือหรือโทรศัพท์ทั่วไป การกระทำดังกล่าวหากบริษัทไม่มีใบอนุญาตจากทาง กสทช.จะมีความผิดทันที
          นายพิชัย ย้ำว่าในกรณีการขู่วางระเบิดนั้น ผู้ที่โทรศัพท์มาข่มขู่เช่าช่วงต่อจากบริษัทที่ให้บริการ VOIP แล้วแปลงสัญญาณอินเทอร์เน็ตเข้ากับเครื่องแปลงสัญญาณโทรศัพท์ทำให้ปรากฏเป็นหมายเลขโทรศัพท์ การตรวจสอบนั้น กสทช.สามารถดำเนินการได้ว่าใครเป็นผู้ให้บริการ และแจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ขยายผลตรวจสอบต่อในเชิงลึก อย่างไรก็ดี ต้องเข้าใจว่าปัจจุบันเทคโนโลยี VOIP นั้นมีบริษัทเปิดให้บริการเป็นจำนวนมาก จึงยากที่จะทราบได้ว่าบริษัทใดกระทำผิดกฎหมายบ้าง จึงต้องให้สังคมและบริษัทเหล่านี้ตระหนักว่า การนำสัญญาณที่ไปขอเช่าจากบริษัทที่มีโครงข่ายโทรคมนาคมแล้วนำไปปล่อยให้เช่าต่อนั้นทำไม่ได้โดยเด็ดขาด และทาง กสทช.ถือเป็นเจ้าทุกข์เข้าร้องเรียนกับทางพนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุให้ดำเนินคดีตามกฎหมายได้ทันที
          ด้าน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันเจ้าหน้าที่พบ ว่ามีบริษัทที่เปิดให้บริการเทคโนโลยี VOIP กว่า 500 ราย ซึ่งจะได้ เชิญมาพูดคุยให้เข้าใจตรงกันว่า การให้เช่าช่วงสัญญาณนั้นมีความ ผิดตามกฎหมายแน่นอน ทั้งนี้เทคโนโลยี VOIP ยังเอื้อให้คนร้ายโดยเฉพาะ "แก๊งคอลเซ็นเตอร์" นำเทคโนโลยีดังกล่าวแปลงสัญญาณ อินเทอร์เน็ตเป็นเบอร์โทรศัพท์เพื่อโทรศัพท์ไปหลอกลวงผู้เสียหายได้เป็นจำนวนมากอีกด้วย เพราะจะเสียค่าโทรศัพท์ถูกลงกว่าการไปเปิดซิมโทรศัพท์ทั่วไป ขณะนี้ทางตำรวจยังจะคุมเข้มเรื่องซิมโทรศัพท์ หากพบว่ารายชื่อใดเปิดซิมโทรศัพท์เป็นจำนวน มากถึงหลัก 100 ก็จะต้องตรวจสอบเพราะคาดว่าอาจมีพฤติกรรม กระทำผิดตามกฎหมายได้
          เทคโนโลยีการสื่อสารในปัจจุบัน เอื้อประโยชน์แก่ประชาชนจำนวนมาก แต่มิจฉาชีพจำนวนมากก็ได้ประโยชน์ในเรื่องดังกล่าวด้วยการนำไปใช้ทำเรื่องผิดกฎหมายสร้างความเสียหายให้ผู้อื่น ถือเป็นเรื่องที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องประสานการทำงานร่วมกันในการหยุดยั้งภัยคุกคาม โดยเฉพาะโจรยุคใหม่ที่เร้นกายตัวเองอยู่ในเทคโนโลยีใหม่ ๆ
          จึงถือเป็นเรื่องท้าทายหน่วยบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะตำรวจที่จะต้องตาม "เกม" และ "กึ๋น" ของโจรยุคใหม่ให้ทัน และจับกุมมาดำเนินคดีตามกฎหมาย หยุดยั้งภัยร้ายจากเทคโนโลยีนี้ให้ได้มากที่สุด.