เล็งม.44ช่วยผู้ประกอบการโทรคมนาคมจับตา"กสทช."รื้อเกณฑ์ประมูลคลื่น1800วันนี้

ทีมข่าวคมชัดลึก www.komchadluek.net
          รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ได้เรียกประชุมคสช.หารือมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลและผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคม เพื่อให้ ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ โดยอาจต้องใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาดำเนินการยืดเวลาการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ ซึ่งขึ้นอยู่กับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ที่จะเสนอให้ที่ประชุม คสช.พิจารณา โดยการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นตามข้อเสนอของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จะช่วยเหลือค่าเช่าโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลของผู้ประกอบการ 50% ของจำนวนที่ผู้ประกอบการต้องชำระ เป็นเวลา 3 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้
          ซึ่งก่อนหน้าการประชุมครม. พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ได้ออกมายอมรับว่า คสช.มีแนวคิดช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคม และผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลจริง แต่กำลังเตรียมหารือในที่ประชุม คสช.อีกครั้งว่าจะดำเนินใช้มาตรา 44 เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการได้เมื่อไหร่ โดยแนวทางการช่วยเหลือทั้งสองอย่างจะดำเนินการควบคู่กันไป เนื่องจากรวมอยู่ในเรื่องเดียวกัน โดยมีนายวิษณุ เครืองาม เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ
          "แนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคมในเบื้องต้น ที่ กสทช. รายงานต่อรองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุม คสช.ต่อไป คือ การขอขยายการชำระค่าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ออกไปอีก 3-5 งวด โดยปัจจุบันผู้ประกอบการได้ชำระค่าประมูลคลื่นในงวดที่ 3 ไปแล้ว การขอขยายระยะเวลาการชำระค่าประมูล จึงเริ่มต้นในปี 2562-2564 สำหรับกรณีที่ขยายเพิ่ม 3 งวด หรือ 2562-2566 กรณีที่ขยายเพิ่ม 5 งวด ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของคสช."
          ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เผยถึงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านโทรคมนาคม โดยยืนยันว่า กรณีกสทช.ชะลอการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ออกไป เนื่องจากกังวลว่าจะรบกวนการเดินรถของรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน โดยจะชะลอออกไปอีก 1-2 ปี เพื่อรอให้สร้างแนวป้องกันคลื่นความถี่การเดินรถให้แล้วเสร็จ อย่างไรก็ตาม กระทรวงคมนาคมต้องยืนยันการใช้งานคลื่นความถี่ภายในปี 2562 เพราะถ้ายังไม่ยืนยัน และนำคลื่นความถี่ไปใช้งาน กสทช.มีสิทธิเรียกกลับ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นต่อไป
          ขณะที่ผู้ประกอบการโทรคมนาคมให้ความเห็นว่า การขอขยายระยะเวลาการชำระค่าประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ เนื่องจากทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าร่วมการประมูลคลื่นความถี่ที่จะเกิดขึ้นในครั้งต่อไป และจะนำเงินมาลงทุนขยายโครงข่ายเพิ่มเติม เพื่อสามารถให้บริการแก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ
          แหล่งข่าวในวงการโทรคมนาคมเผยถึงกรณีที่คณะอนุกรรมการกลั่นกรองงานทางด้านโทรคมนาคม เตรียมเสนอให้ กสทช.มีมติเห็นชอบปรับปรุงเงื่อนไขการประมูลเพื่อออกใบอนุญาตคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ จากเดิมที่แบ่งเป็น 3 ใบอนุญาต ใบละ 15 เมกะเฮิรตซ์ โดยผู้เข้าประมูลได้เพียง 1 ใบอนุญาตเท่านั้น ปรับเปลี่ยนเป็น 9 ใบเล็ก ใบละ 5 เมกะเฮิรตซ์ แต่ให้มีการประมูลถึง 4 ใบเล็กรวม 20 เมกะเฮิรตซ์ โดยเตรียมเสนอ บอร์ด กสทช.ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากราคาประมูลคลื่นดังกล่าวสูงมากแล้ว และความจำเป็นในการใช้งานคลื่นความถี่ไม่เท่ากัน ผู้ประกอบการอยากได้จำนวนคลื่นเท่าใดก็เลือกได้เอง ซึ่งการเปลี่ยนเงื่อนไขดังกล่าวจะเกิดสองมาตรฐานในครั้งที่แล้ว และครั้งนี้ ส่อเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งหรืออาจจะเกือบทุกราย และรัฐอาจได้รับความเสียหาย
          แหล่งข่าวระบุอีกว่า ในการจัดทำประชาพิจารณ์ถึงหลักเกณฑ์การประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ครั้งนี้ กำหนดให้มีใบอนุญาตได้ 3 ใบ ใบละ 15 เมกะเฮิรตซ์ หากมีผู้ยื่นประมูลเพียง 1 ราย จะต้องขยายระยะเวลาการประมูลออกไปอีก 30 วัน ถ้าถึงกำหนดยังไม่มีผู้ร่วมประมูลเพิ่ม ให้การประมูลเดินหน้าต่อไป โดยนำใบอนุญาตออกมาประมูล 1 ใบ แต่ผู้ยื่นประมูลต้องเคาะราคา 1 ครั้ง ส่วนกรณีที่มีผู้เข้าร่วมประมูล 2 ราย ให้นำใบอนุญาต 1 ใบ 15 เมกะเฮิรตซ์ โดยไม่เลื่อนการประมูล แต่ถ้ามีผู้ร่วมประมูล 3 ราย ให้นำใบอนุญาตออกมาประมูล 2 ใบ หากมีผู้ประมูล 4 รายขึ้นไปให้ประมูลได้ 3 ใบอนุญาต รวม 45 เมกะเฮิรตซ์
          "การกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าว นอกจากทำให้เกิดความเป็นธรรมแก่รัฐ เนื่องจากมีการแข่งขันการประมูลและยังให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ชนะการประมูลคราวที่แล้ว เพราะกำหนดหลักเกณฑ์ในลักษณะเดิม แต่หากมีเปลี่ยนหลักเกณฑ์โดยแบ่งใบอนุญาตออกเป็นใบเล็ก 9 ใบ และสามารถประมูลคลื่นความถี่ได้สูงสุด 20 เมกะเฮิรตซ์ โดยไม่ได้คิดถึงจำนวนผู้ประมูลว่ามีกี่ราย ก็ให้เดินหน้าประมูลต่อไปได้นั้น แม้หลายคนคิดว่าการประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ราคาการประมูลจะสูงแล้วก็ตาม การแข่งขันการประมูลจะต้องเกิดขึ้น แต่ไม่ใช่นำราคาดังกล่าวประเคนให้แก่ผู้รับอนุญาตรายใดรายหนึ่ง จำนวน 20 เมกะเฮิรตซ์ หรืออาจให้รับใบอนุญาต 3 ราย รายละเท่าๆ กัน 15 เมกะเฮิรตซ์ จะส่งผลกระทบเหมือนที่เกิดขึ้นกับการประมูลคลื่น  2.1 กิกะเฮิรตซ์" แหล่งข่าวระบุและว่า
          การปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าวนี้ มีการคัดค้านจากผู้ชนะประมูล แต่คณะอนุกรรมการกลั่นกรองงานของ กสทช. ด้านกิจการโทรคมนาคม อ้างว่า ขายคลื่นความถี่ดังกล่าวให้หมดดีกว่า เพราะเหลือไว้จะทำให้รัฐเสียประโยชน์มากกว่า
          "การปรับเปลี่ยนเงื่อนไขครั้งนี้ จึงน่าจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการโทรคมนาคมบางราย เพราะเป็นที่รับรู้กันว่าตลาดโทรคมนาคมในขณะนี้ โอกาสที่จะเปิดทางให้ ผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาแข่งขันได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเปิดประมูลใบอนุญาตละ 5 เมกะเฮิรตซ์ ไม่คุ้มค่าทางธุรกิจ" แหล่งข่าวระบุ และว่า หากผู้เข้าร่วมประมูลสามารถได้คลื่นคนละ 3 ใบอนุญาต เท่ากับได้คลื่น 15 เมกะเฮิร์ตซ์ต่อราย โดยไม่ต้องเคาะราคาแข่งขัน จะเกิดข้อครหาว่ามีการฮั้วราคา
          "ถ้าคณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ ยืนยันให้แบ่งซอยย่อยใบอนุญาตออกเป็นใบละ 5 เมกะเฮิรตซ์ เชื่อว่าจะเกิดปัญหาตามมาอย่างแน่นอน ผู้ชนะการประมูลคราวที่แล้วจะต้องยื่นฟ้องร้องกสทช.ให้ยกเลิกหลักเกณฑ์ใหม่และ อาจฟ้องในคดีอาญาเพราะส่อเอื้อประโยชน์ให้ ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง" แหล่งข่าวให้ ความเห็น
          แหล่งข่าวระบุอีกว่า การที่กสทช.ปรับหลักเกณฑ์การประมูลใหม่ จึงไม่เป็นธรรมต่อผู้รับใบอนุญาตเดิมที่มีต้นทุนสูงกว่าเป็นเท่าตัว นอกจากนี้ ยังมีประเด็นน่าสงสัยว่า ทำไมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) รีบเร่งออกและเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ที่มีช่องโหว่มากมาย ทั้งๆ  ที่ กสทช.มีมติให้ไปถามสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ถึงอำนาจหน้าที่ในการประมูลของ กสทช.ชุดรักษาการ
          ส่วนข้อเสนอให้เลื่อนโรดแม็พประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ออกไปก่อนนั้น แหล่งข่าวใน กสทช.เปิดเผยว่า นอกจากปัญหาสัญญาณคลื่นรบกวนที่อาจมีขึ้นกับการรถไฟฯ แล้ว ยังมีปัญหาการจัดช่องสัญญาณคลื่นใหม่ที่กสทช.กำหนดไว้ที่ย่าน 885-895/934-940 เมกะเฮิรตซ์ และการกำหนดแถบความถี่ของแต่ละช่องความถี่ที่กำหนดความกว้างหรือแบนด์วิธไว้เพียง 2-5 เมกะเฮิรตซ์
          ขณะเดียวกันผู้ให้บริการโทรคมนาคมส่วนใหญ่เห็นว่า การกำหนดแถบความถี่ของ กสทช. จะส่งผลก่อให้เกิดการรบกวนสัญญาณเกินกว่าสภาพปกติ โดยเฉพาะ บมจ.กสท โทรคมนาคม นั้นมีหนังสือแย้งมายัง กสทช.หลายฉบับ ระบุว่า
          ที่ผ่านมา บริษัทได้รับจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 824-839/869-884 เมกะเฮิรตซ์ และลงทุนตั้งอุปกรณ์โทรคมนาคมตามมาตรฐานที่กำหนด โดยไม่มีปัญหาคลื่นรบกวน การที่กสทช.กำหนดให้ต้องติดตั้งวงจรกรองสัญญาณ(Filter)ที่ภาคส่งของสถานีเพื่อไม่ให้กระทบกับภาครับของคลื่นใหม่นั้น ถือว่าไม่เป็นธรรมแก่บริษัท เพราะเมื่อกสทช.กำหนดคลื่นใหม่และกำหนดแถบคลื่นความถี่ แคบลงจนกระทบผู้ได้รับใบอนุญาตเดิม ควรให้ผู้รับใบอนุญาตใหม่ เป็นผู้รับภาระติดตั้งวงจร กรองสัญญาณรบกวนทั้งหมด หรือกำหนดมาตรการชดเชยให้ผู้ได้รับใบอนุญาตเดิมหาก ได้รับผลกระทบ
          "จากเดิมที่แบ่งเป็น ใบอนุญาต ใบละ 15 เมกะเฮิรตซ์  โดยผู้เข้าประมูลได้เพียง  1 ใบอนุญาตเท่านั้น  ปรับเปลี่ยนเป็น 1 ใบเล็ก  ใบละ 5 เมกะเฮิรตซ์  แต่ให้มีการประมูลถึง  4 ใบเล็ก รวม 20 เมกะเฮิรตซ์ เตรียมเสนอ บอร์ด กสทช.ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี