ธปท.ห้ามแบงก์ยุ่งเงินดิจิทัล ประเมินสินเชื่อธนาคารปี61ขยายตัว8%

ไทยโพสต์ * ธปท.ร่อนหนังสือสกัดเงินสกุลดิจิทัล ย้ำชัดไม่คุ้ม ครองกรณีถูกหลอกลวง วางกฎ 5 ข้อห้ามแบงก์ยุ่งเกี่ยว ประเมินยอดสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ปีนี้ขยายตัวได้ 6-8%
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทำหนังสือถึงสถาบันการเงินทุกแห่ง ลงนามโดย นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เรื่องขอความร่วมมือสถาบันการเงิน ไม่ให้ทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องร้าย กับสกุลเงินดิจิทัล หรือคริปโตเคอเรนซี (Cryptocurrency) โดย ระบุว่า ธปท.เล็งเห็นถึงประเด็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการทำ ธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิตอลที่ไม่สามารถระบุผู้ออกได้อย่างชัดเจน หรือไม่มีสินทรัพย์ ค้ำประกันตามมูลค่า หรือไม่มีสินทรัพย์อ้างอิง และในไทยยัง ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎ หมาย รวมทั้งยังไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานใดเป็นการเฉพาะ
          ทั้งนี้ อาจทำให้ประชาชนผู้ทำธุรกรรมอาจไม่ได้รับความคุ้มครองตามสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ใช้บริการทางการเงิน เช่น กรณีถูกหลอกลวง หรือเกิดปัญหา ในการทำธุรกรรม และอาจถูกใช้เป็นช่องทางในการกระทำผิดกฎหมายได้ ทั้งการฟอกเงิน หรือการสนับสนุนการก่อการร้าย
          สำหรับธุรกรรมที่ ธปท.ห้ามสถาบันการเงินทุกแห่ง คือ 1.การเข้าไปลงทุนหรือซื้อขาย ในสกุลเงินดิจิตอล เพื่อผลประ โยชน์ของสถาบันการเงินเอง หรือผลประโยชน์ของลูกค้า 2.การให้บริการรับแลกเปลี่ยน สกุลเงินดิจิตอลผ่านช่องทางให้บริการของสถาบันการเงิน 3.การ สร้างแพลตฟอร์มเพื่อเป็นสื่อกลางให้ลูกค้าเข้าไปทำธุรกรรมเกี่ยวกับสกุลเงินดิจิตอลระหว่างกัน 4.การให้ลูกค้าใช้บัตรเครดิตในการซื้อสกุลเงินดิจิตอล และ 5.การสนับสนุนหรือให้คำปรึกษา กับลูกค้าเกี่ยวกับการลงทุนหรือ การแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิตอล
          นอกจากนี้ ธปท.ขอให้สถา บันการเงินทุกแห่งเพิ่มความระมัดระวังการให้บริการด้านเงินฝากและด้านสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการเปิดบัญชี หรือการใช้บัญชีที่อาจนำไปสู่การทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับคริปโตเคอเรนซี โดยขอให้สถาบันการเงินถือปฏิบัติในเรื่องการรู้จักตัวตนของลูกค้า
          ด้านนางสาวดารณี แซ่จู ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์สถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดว่าสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ในปี 61 จะขยายตัวได้ 6-8% ซึ่งเป็นการขยายตัวต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา โดยมองว่าจะเป็น การขยายตัวจากสินเชื่อในส่วนของภาคอุตสาหกรรม, พาณิชย์ โดยเฉพาะในส่วนของการส่งออกและท่องเที่ยวเป็นสำคัญ ในขณะที่สินเชื่อของระบบธนา คารพาณิชย์ในปี 60 ที่ขยายตัว 4.4% นั้นถือว่าอยู่ในระดับที่สามารถรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยได้ดี
          สำหรับสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในปีนี้ คาดว่าจะทรงตัวและมีโอกาสลดลงได้บ้างจากในปีก่อนซึ่งอยู่ที่ระดับ 2.91% เนื่องจากเศรษฐกิจไทย ไม่ได้มีการเติบโตรวดเร็วอย่างเด่นชัด ขณะที่การบริหารจัด การ NPL ของภาคธุรกิจก็ไม่ใช่สิ่งที่สามารถดำเนินการได้ง่ายนัก.