ใช้ม.44อุ้ม"ทีวีดิจิทัล" "กสทช."ชงพักหนี้3ปี ค้านรื้อเกณฑ์ประมูล"4จี"ซอยยิบ9ใบหวั่นฮั้ว-เอื้อสมคิดชูยุ่นปลุกศก.ชุมชน

ชง คสช.ใช้ ม.44 ยืดเวลาพักชำระหนี้ 3 ปีทีวีดิจิทัล จี้'กสทช.'ยึดเกณฑ์เดิมประมูลคลื่น 4 จี 45 เมกะเฮิรตซ์ 3 ใบอนุญาต หลังคณะอนุฯชงเปลี่ยนใหม่ซอยยิบ 9 ใบ ชี้เสี่ยง 'ฮั้วราคา-เอื้อบางราย' ผู้ประมูลเดิมฮึ่มฟ้องฟันอาญา
          สมคิดชี้สร้างเข้มแข็งท้องถิ่น
          เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยในระหว่างการเป็นประธานเปิดโครงการขับเคลื่อนของสภาเกษตรกรแห่งชาติ ในการส่งเสริมและพัฒนาความเข้มแข็งของเกษตรกรและองค์กรเกษตรกร ซึ่งสภาเกษตรกรจัดขึ้นที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา วงการเกษตรในประเทศไทยสูญเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ เพราะใช้การเมืองนำการพัฒนา และยึดแต่ผลผลิตเป็นตัวตั้ง ขณะนี้ประเทศไทยต้องพัฒนาความเข้มแข็งในชุมชนท้องถิ่น ก่อตั้งสหกรณ์ในชุมชนให้เข้มแข็งมีอำนาจต่อรองในตลาด ใช้กลยุทธ์การตลาดนำการผลิต แบ่งปันข้อมูลข่าวสารระหว่างสหกรณ์ชุมชนทั่วประเทศ นำข้อมูลมาจัดสรรพื้นที่การปลูกพืช ไม่ให้เกิดภาวะผลผลิตล้นตลาด ใช้ทฤษฎีเกษตรแปลงใหญ่เพิ่มศักยภาพในการผลิต รวมถึงใช้เทคโนโลยีมาจัดการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย จากนั้นผลักดันการท่องเที่ยวในชุมชนให้เกิดขึ้นจริง เกิดความเชื่อมโยงระหว่างการท่องเที่ยวและการเกษตรเป็นเอกภาพที่เข้มแข็ง
          นายสมคิดกล่าวต่อว่า ผู้นำเกษตรกรในชุมชนต้องกล้าคิด กล้าทำในสิ่งใหม่ๆ รู้วิธีการนำผลผลิตมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี หาช่องทางการขายได้หลากหลาย รวมถึงมุ่งไปสู่ตลาดอี-คอมเมิร์ซ ส่งออกสินค้าไปต่างประเทศได้ เนื่องจากอินเตอร์เน็ตเข้าไปในทุกหมู่บ้านแล้ว
          ปลื้มโมเดลเกษตรญี่ปุ่นปฏิรูปตัวเอง
          นายสมคิดกล่าวว่า หลังจากไปเยือนนครฟุกุโอกะ ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 8-10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตนได้เห็นชุมชนภาคการเกษตรที่เข้มแข็ง ซึ่งไม่เน้นการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพราะมีความเสี่ยง เช่น เมื่อข้าวราคาตกต่ำ เกษตรกรจะร่วมมือกันจำกัดพื้นที่การปลูกเพื่อลดผลผลิตลง แล้วร่วมกันคิดว่า จะปลูกพืชชนิดใดที่ตลาดยังต้องการ เช่น สตรอเบอรี่ เป็นต้น จากนั้นใช้องค์ความรู้ทำให้ผลผลิตลูกใหญ่ มีรสหวาน เมื่อหมดฤดูกาลของสตรอเบอรี่ ก็ใช้เทคโนโลยีแปรรูปเป็น ไอศกรีมสตรอเบอรี่ได้อีก รวมถึงใช้ประโยชน์จากการท่องเที่ยวสร้างจุดแวะพักที่สหกรณ์ชุมชนเป็นผู้จัดการ เพื่อนำผลผลิตในชุมชนมาวางขาย พร้อมกับมีบรรจุภัณฑ์ที่ดี ซึ่งจุดแวะพักบางพื้นที่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปถึง 2 ล้านคน มีรายได้ 2,000 ล้านเยน หรือประมาณ 600-700 ล้านบาทต่อปี เห็นได้ชัดว่าความเข้มแข็งในชุมชนเป็นสิ่งที่สำคัญมากตามแนวคิด Local must global ที่ประเทศญี่ปุ่นทำได้สำเร็จในหลายชุมชน ซึ่งการปฏิรูปที่แท้จริงคือการรวมตัวกันในท้องถิ่นไม่ใช่พึ่งพารัฐบาลเพียง อย่างเดียว
          ลงทะเบียนฝึกอาชีพเฟส2พุ่ง
          นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ยอดการแจ้งประสงค์ฝึกอาชีพโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิต ของ ผู้ถือบัตรสวัสดิการ หรือเฟส 2 ของการลงทะเบียนคนจน ซึ่งเปิดให้แจ้งความประสงค์มาตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 จนถึงล่าสุดวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2561 พบว่าสนใจแจ้งความประสงค์กว่า 2 ล้านคน ถือว่าเป็นยอดที่น่าพอใจ โดย 80% เป็นกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี ซึ่งขณะนี้มีแจ้งความประสงค์เข้ามาระดับแสนรายต่อวัน จากเดิมแค่ 2-3 พันคนต่อวัน คาดว่าจนกว่าจะปิดรับแจ้งความประสงค์วันที่ 28 กุมภาพันธ์ จะมีผู้มาแจ้งความประสงค์ไม่น้อยกว่า 4 ล้านคน ถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่กระทรวงการคลังวางไว้
          เล็งปรับเกณฑ์รายได้1แสน
          นายสมชัยกล่าวว่า ถ้าจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ กลุ่มผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี และอยู่ในวัยแรงงานกว่า 5.3 ล้านคน ถ้ายังไม่มาลงทะเบียน ทีมหมอประชารัฐจะเดินไปเคาะประตูถึงบ้าน เพื่อเชิญชวนให้มาร่วมโครงการ ถ้ายืนยันว่าไม่ต้องการเข้าร่วมโครงการ ให้ลงนามไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อ แสดงให้เห็นว่ายังอยากจนซ้ำซาก ซึ่งเป้าหมายของกระทรวงการคลังต้องการทำให้กลุ่มนี้ มีรายได้สูงกว่า 3 หมื่นบาทต่อปี ในช่วง 1-2 ปีนี้ ทำให้ยอดลงทะเบียนคนจนรอบใหม่เหลือไม่ถึง 10 ล้านราย จากขณะนี้มีผู้มาลงทะเบียนผ่านเกณฑ์ 11.4 ล้านคน
          "แนวทางช่วยเหลือเฟส 2 มีทั้งหางาน ให้ทำ สนับสนุนเงินกู้เพื่อประกอบอาชีพ มี แฟรนไชส์ให้เลือกสำหรับคนที่ไม่อยากเป็นลูกจ้าง และเมื่อมีรายได้มากขึ้น สนับสนุนให้มีการออมเงินเงินทั้งออมระยะสั้น และออมไว้ใช้นามยามเกษียณ รวมถึงมีโครงการสนับสนุนให้มีที่พักอาศัยเป็นของตนเอง ส่วนวัยเรียน มีกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาจะดูแล ซึ่งถือว่าครอบคลุมเกือบทุกมิติ" นายสมชัยกล่าว
          นายสมชัยกล่าวว่า สำหรับการลงทะเบียนในรอบหน้านั้น อาจจะปรับเกณฑ์รายได้กำหนดไว้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี ลดลงมา พร้อมขีดเส้นความยากจนให้สูงขึ้น จากเดิมถูกกำหนดไว้ไม่เกิน 3 หมื่นบาทต่อปี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือ และเก็บตัวเลขต่างๆ เพราะส่วนหนึ่งต้องเกี่ยวข้องกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
          คนชราสละสิทธิเบี้ยจิ๊บจ๊อย
          นายสมชัยกล่าวถึงการสละสิทธิเบี้ยยังชีพคนชรา เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2560 ว่าขณะนี้คนชรายังมาสละสิทธิน้อยมากไม่ถึง 1 พันคน จากเป้าหมาย 5 แสนคน ดังนั้น ประสานไปยังกระทรวงมหาดไทยแล้วว่า กระทรวงการคลังขอใช้หน่วยงานในกระทรวง เช่น สาขาแบงก์รัฐ สำนักงานคลังจังหวัดในการเปิดให้คนชรามาสละสิทธิ รวมถึงมีแนวคิดส่งจดหมายถึงคนชราเพื่อสอบถามว่าต้องการสละสิทธิหรือไม่ เพื่อนำเงินดังกล่าวไปเพิ่มเบี้ยยังชีพให้คนชราที่ยากจน
          พณ.จัดสินค้าราคาถูกตรุษจีน
          นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เทศกาลตรุษจีน เป็นประเพณีที่สำคัญของพี่น้องชาวไทย เชื้อสายจีน ในการไหว้สักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว เพื่อเป็นการ แสดงความกตัญญู ถือเป็นขนบธรรมเนียมอันดียิ่งของชาวจีน ทำให้ช่วงนี้มีความต้อง การสินค้า สุกร ไก่ อาหารทะเล ผัก ผลไม้และ สินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น เพื่อช่วยลดค่าครองชีพประชาชนผู้บริโภคให้ได้เลือกซื้อสินค้าในราคาที่เป็นธรรมจากเกษตรกรและผู้ผลิตโดยตรง และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและเชื่อมโยงการจำหน่ายสินค้าเกษตรให้แก่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการ กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมการค้าภายใน จึงจัดงาน มหกรรมสินค้า เกษตร ต้อนรับเทศกาลตรุษจีน ระหว่างวันที่ 12-14 กุมภาพันธ์ 2561 ตั้งแต่เวลา 08.00-17.00 น. ลานชั้น 3 กระทรวงพาณิชย์ นนทบุรี โดยมีสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการครองชีพ ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพดี จำหน่าย ในราคาต่ำกว่าท้องตลาดทั่วไป ประมาณ 10-20% รวม 128 คูหา
          นางสาวฐิติมา งามทวีรัตน์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตร และรักษาการผู้อำนวยการกองส่งเสริมการค้าเกษตร 1 กล่าวว่า จากการสำรวจตลาดสดทั่วประเทศ พบว่า ราคาหมู ไก่ ไข่ ผักสด ส่วนใหญ่ยังมีราคาไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน และบางรายการราคาลดลงเมื่อเทียบ ช่วงตรุษจีนปีก่อน ส่วนหนึ่งเพราะผู้บริโภคยัง กังวลต่อค่าครองชีพ ทำให้ระมัดระวังการ ใช้จ่าย ประกอบกับผลผลิตปีนี้มีมากขึ้นแต่ความต้องการไม่ให้สูงกว่าปีก่อน  คาด 3 วันของการจัดงานจะมีเงินสะพัด 3 ล้านบาท ช่วยลดค่าครองชีพประชาชน 20-40% หรือประหยัดได้ 9 แสนถึง 1 ล้านบาท
          'วีระศักดิ์'ชี้ตรุษจีนปีนี้คึกคัก
          นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวระหว่างพิธีปล่อยแถวกำลังตำรวจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในช่วงเทศกาลตรุษจีนและวาเลนไทน์ ที่วงเวียนโอเดียน ถนนเยาวราช กรุงเทพฯ ว่าการท่องเที่ยวตรุษจีนปีนี้จะคึกคักมาก เนื่องจากนักท่องเที่ยวชาวจีนจะเข้ามาเที่ยวประเทศไทยในช่วงตรุษจีนมากขึ้น 4-7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ รวมถึงที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เช่น สยามพารากอน มีรายงานออกมาว่า นักท่องเที่ยวใช้จ่ายในช่วงนี้ 6,000 บาทต่อคน/ต่อวัน จากปกติที่ 4,000-5,000 บาทต่อคน/ต่อวัน สัดส่วนรายจ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 60% ของรายจ่ายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากช่วงปกติที่อยู่ที่ 35-40% เท่านั้น แสดงให้เห็นว่านักท่องเที่ยวต่างชาติมีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น
          นายหลี่ ชุนหลิน ที่ปรึกษาทูตและกงสุลใหญ่สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำราชอาณาจักรไทย กล่าวว่า ขอบคุณอย่างมากที่ทางการไทยได้ใช้มาตรการต่างๆ เพื่อดูแลนักท่องเที่ยวจีน หวังว่านักท่องเที่ยวจีนจะมีความสุขและเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
          ชาวจีนบินเที่ยวเชียงใหม่อื้อ
          น.ต.มณธนิก รักงาม ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ (ทชม.) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (ทอท.) เปิดเผยว่า ช่วงวันที่ 4 กุมภาพันธ์-3 มีนาคม 2561 ซึ่งเป็นช่วงวันหยุดในเทศกาลตรุษจีนของชาวจีน มีสายการบินต่างๆ ขอเพิ่มเที่ยวบินจำนวนทั้งสิ้น 88 เที่ยวบิน ใน 8 เส้นทาง โดยมีเส้นทางใหม่ที่ไม่ใช่เส้นทางบินประจำ 6 เส้นทาง ได้แก่ ชิงเต่า หนานซาง เยียนไถ ซีอาน เวินโจว และเหอเฟย์ ซึ่งสายการบินที่ขอเพิ่มเที่ยวบินพิเศษมากที่สุดคือ สายการบินไชน่าอีสเทอร์น แอร์ไลน์ จำนวน 50 เที่ยวบิน สายการบินแอร์ไชน่า จำนวน 12 เที่ยวบิน สายการบินนิวเจน จำนวน 12 เที่ยวบิน และสายการบินไทยไลอ้อนแอร์ จำนวน 14 เที่ยวบิน ประมาณการผู้โดยสารที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจำนวน 13,200 คน
          น.ต.มณธนิกกล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีสายการบินประจำที่ทำการบินตรงไปยังจีนแผ่นดินใหญ่และเขตปกครองพิเศษของจีนอีก 15 สายการบิน ใน 14 เส้นทาง และตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นมา มีผู้ใช้บริการ ทชม.เฉลี่ยวันละเกือบ 35,000 คน หรือประมาณวันละ 223 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้วร้อยละ 5 เฉพาะผู้โดยสารชาวจีนเฉลี่ยวันละ 6,000 คน
          เอฟทีเอดันไทยมหานครผลไม้
          นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ความตกลงการค้าเสรี หรือ เอฟทีเอ เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ผลไม้ของรัฐบาล โดยไทยสามารถส่งออกผลไม้เมืองร้อนหลายรายการ อาทิ ทุเรียน มะม่วง ลำไย และมังคุด ซึ่งเป็นผลไม้เศรษฐกิจหลักของไทยไปยังตลาดสำคัญที่ไทยมีเอฟทีเอได้มากขึ้น ในปี 2560 ไทยเป็น ผู้ส่งออกผลไม้และผลไม้แปรรูปอันดับที่ 10 ของโลก มีมูลค่าการส่งออกกว่า 4,600 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดส่งออกที่สำคัญ คือ อาเซียน จีน ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นคู่ค้าที่มี เอฟทีเอกับไทย
          นางอรมนกล่าวว่า โดยในปี 2560 มูลค่าการส่งออกสินค้าผลไม้และผลไม้แปรรูปจากไทยไปอาเซียนมีมูลค่า 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 643 จากปี 2552 และคิดเป็นร้อยละ 30.7 ของการส่งออกสินค้าผลไม้และผลไม้แปรรูปของไทยไปโลก โดยผลไม้ที่ได้รับความนิยมและมีมูลค่าส่งออกสูงขึ้นตลอดในช่วงปี 2558-2560 คือ ลำไยสดและแห้ง ลำไยกระป๋อง ทุเรียนสด แห้งและแช่แข็ง มังคุด และมะม่วง โดยในปี 2560 ลำไยสดมีมูลค่าการส่งออกสูงสุดถึง 440 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยมีมูลค่าส่งออกไปเวียดนามและอินโดนีเซียสูงที่สุดในอาเซียน รองลงมาคือ ทุเรียนสดมีมูลค่าการส่งออกราว 300 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกไปเวียดนามและมาเลเซียมากที่สุด และมังคุดมีการส่งออกมูลค่าประมาณ 146 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยมีการส่งออกไปเวียดนามและลาวสูงที่สุด
          นางอรมนกล่าวว่า ส่วนจีนเป็นตลาดส่งออกผลไม้และผลไม้แปรรูปอันดับที่ 3 ของไทย รองจากอาเซียนและสหรัฐ ภายใต้เอฟทีเออาเซียนจีน จีนจัดให้ผลไม้และผลไม้แปรรูปอยู่ในกลุ่มการเปิดเสรีส่วนแรก โดยยกเลิกภาษีศุลกากรของผลไม้ทั้งหมดตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 ซึ่งช่วยให้มูลค่าการส่งออกผลไม้ของไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2560 มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 740 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นร้อยละ 16 ของการส่งออกสินค้าผลไม้และผลไม้แปรรูปทั้งหมดของไทยไปโลก โดยสินค้าที่ ส่งออกคือ ทุเรียนสด ลำไยสด มังคุด ลำไยแห้ง ทุเรียนแช่แข็ง มะพร้าว และสับปะรดกระป๋อง ขณะที่ออสเตรเลียนั้นมีมูลค่าการส่งออกสินค้าผลไม้และผลไม้แปรรูปในปี 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 350 เมื่อเทียบกับปี 2547 และส่งออกผลไม้และผลไม้แปรรูปไปเกาหลีใต้ในปี 2560 เพิ่มขึ้นร้อยละ 329 เมื่อเทียบกับปี 2552
          "เอฟทีเอเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยขยายช่องทางการตลาดต่างประเทศและแสวงหาตลาดใหม่ตามแผนยุทธศาสตร์การค้าผลไม้ ผนวกกับการดำเนินการพัฒนาศักยภาพในการเพาะปลูกของไทย การสร้างความเชื่อมั่นในระดับสากลเรื่องมาตรฐานและคุณภาพ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ขยายช่องทางตลาดออนไลน์ ตลอดจนการพัฒนาระบบการขนส่งและการ กระจายสินค้า จึงเชื่อมั่นว่าไทยจะสามารถ เพิ่มส่วนแบ่งตลาดและมูลค่าการส่งออกได้ และจะนำไปสู่การเป็นมหานครผลไม้เมืองร้อนของโลกได้ในอนาคต" นางอรมนกล่าว
          กนอ.เทงบหมื่นล้านลงทุนอีอีซี
          นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า เพื่อเป็นการรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม และเพื่อให้การพัฒนาโครงการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นไปอย่างราบรื่น ในปีนี้ กนอ.ได้เตรียมพัฒนาพื้นที่สำหรับก่อสร้างท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ไว้ประมาณ 1,000 ไร่ พร้อมเตรียมแผนดำเนินการเชิญชวนให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาท่าเทียบเรือในช่วงกลางปี 2561 ภายใต้งบประมาณ 11,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนพื้นที่ถมทะเลและสาธารณูปโภคพื้นฐาน ประกอบด้วย งานขุดลอกร่องน้ำเดินเรือและแอ่งกลับเรือ งานถมทะเล งานก่อสร้างเขื่อนหินกันทรายรอบพื้นที่ งานก่อสร้างเขื่อนกัน คลื่น ระบบสาธารณูปโภค และอุปกรณ์ควบคุมการเดินเรือ ส่วนการก่อสร้างท่าเทียบเรือบนพื้นที่ถมทะเลเพื่อรองรับการขนถ่ายสินค้า แบ่งเป็นท่าเทียบเรือสินค้าเหลว 2 ท่า มีพื้นที่ 200 ไร่ ความยาวหน้าท่า 814 เมตร ท่าเทียบเรือก๊าซ 3 ท่า มีพื้นที่ 200 ไร่ ความยาวหน้าท่า 1,415 เมตร ท่าเทียบเรือบริการ รวมถึงคลังสินค้า และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธรรมชาติ 150 ไร่
          ปลื้มเอกชนรุมตอมท่าเรือมาบตาพุด
          "ขณะนี้มีนักลงทุนและบริษัทเอกชนบางรายให้ความสนใจทั้งในส่วนของพื้นที่ถมทะเลและส่วนการก่อสร้างท่าเทียบเรือบนพื้นที่ถมทะเล การจัดสร้างพื้นที่จัดเก็บถังสารเคมี และถังเก็บก๊าซปิโตรเลียมเหลว รวมทั้งพร้อมที่จะดำเนินกิจการบริหารจัดการท่าเรือ การก่อสร้างท่าเทียบเรือบนพื้นที่ถมทะเลเพื่อลงทุนโครงการท่าเทียบเรือและสถานีรับ-จ่ายก๊าซธรรมชาติเหลว บนพื้นที่จำนวนประมาณ 200 ไร่ ซึ่งปัจจุบันกระบวนการทั้งหมดอยู่ระหว่างศึกษาและวิเคราะห์รายละเอียดและเงื่อนไขสัดส่วนการลงทุนของภาคเอกชน หากคณะกรรมการนโยบายพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ กนศ.เห็นชอบโครงการช่วงเดือนพฤษภาคมนี้จะมีการประกาศเชิญชวนให้เอกชนผู้สนใจยื่นข้อเสนอเพื่อร่วมลงทุน คาดว่า จะได้ผู้ร่วมทุนเดือนกันยายน-ตุลาคมนี้" นายวีรพงศ์กล่าว
          นายวีรพงศ์กล่าวว่า กนอ.ยังกำหนดให้การพัฒนาท่าเรือเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการขนส่งแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (กรีน โลจิสติกส์) สอดรับกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของรัฐบาลโดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูงและรถไฟทางคู่ ซึ่ง กนอ.ได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมรวมถึงการศึกษาและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผล กระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) ภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารและเสนอความคิดเห็น ข้อเสนอแนะต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงการ
          นายวีรพงศ์กล่าวว่า สำหรับปัจจุบันท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด มีผู้ประกอบการจำนวน 12 ราย และมีจำนวนท่าเทียบเรือให้บริการ 32 ท่า ซึ่งตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตของปริมาณการขนถ่ายสินค้าผ่านท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมากกว่า 5.3% ต่อปี และในปี 2560 ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด มีปริมาณเรือเทียบท่ามากกว่า 7,000 ลำ มีปริมาณสินค้าผ่านท่ารวมมากกว่า 44,652,387 ตัน แบ่งเป็นสัดส่วนสินค้าประเภทน้ำมันและก๊าซประมาณ 58% ถ่านหิน 17% เคมีภัณฑ์ 16% และอื่นๆ ประมาณ 9% มีมูลค่าสินค้าที่ขนถ่ายผ่านท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดรวมทั้งสิ้น กว่า 489 ล้านบาท ซึ่งท่าเรือมาบตาพุดยังคงเป็นท่าเรือและฐานการผลิตอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
          ชี้สมาร์ทปาร์กไม่ได้สิทธิแอลเอ็นจี
          นายวีรพงศ์กล่าวว่า สำหรับโครงการ สมาร์ทปาร์ก จ.ระยอง พื้นที่ประมาณ 1,460 ไร่ ริมถนนสุขุมวิท อ.เมืองระยอง ซึ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งจัดตั้งศูนย์โลจิสติกส์ สินค้าการเกษตร ได้แก่ พืช ผัก ผลไม้ และผลิตภัณฑ์ส่งออก โดยใช้ พลังงานความเย็นของโรงงานก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ในนิคม อุตสาหกรรมมาบตาพุดในการแช่แข็งและแช่เยือกแข็งนั้น จะใช้ แอลเอ็นจีของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ในการสร้างความเย็นให้สินค้าเกษตร ซึ่งราคาที่ซื้อขายนั้นจะเป็นไปตามกลไกตลาด ไม่มีสิทธิพิเศษราคาถูกกว่าโรงงานอื่นแต่อย่างใด เพราะการกำหนดราคามีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (เรกูเลเตอร์) ดูแลอยู่แล้ว
          สอท.จี้รัฐเร่งเพิ่มจว.อีอีซี
          นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงพระราช บัญญัติ (พ.ร.บ.) เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่ผ่านการพิจรณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ว่าหลังจากนี้อยากให้รัฐบาลเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับการลงทุนของเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะระบบรางที่เชื่อม 3 สนามบิน นอกจากจะเป็นการพัฒนาด้านคมนาคมแล้ว ยังส่งเสริมทั้งการลงทุน การท่องเที่ยว และช่วยส่งเสริมให้พื้นที่ที่เส้นรถไฟผ่านเกิดการพัฒนาเพิ่มขึ้นไปด้วย ขณะเดียวกันอยากให้เร่งพิจารณาแผนประกาศพื้นที่นอกเหนือจาก 3 จังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทราเป็นเขตอีอีซี เพิ่มเติม เนื่องจากเห็นว่ามีความจำเป็นอย่างเช่น การเชื่อมต่อรถไฟมายังสนามบินสุวรรณภูมิก็จำเป็นที่จะต้องผ่านจังหวัดอื่นๆ ซึ่งหากในจังหวัดนั้น ได้รับสิทธิส่งเสริมเท่าเทียมกับอีอีซี คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการลงทุนได้อีกแน่นอน
          "พ.ร.บ.อีอีซี ถือเป็นต้นแบบที่จะพัฒนากฎหมายในประเทศไทย เนื่องมีการร่วมงานกับระหว่างหน่วยงานใหญ่ๆ โดยเฉพาะภาครัฐ กระทรวงต่างๆ เพื่อให้สามารถพิจารณาคำสั่งตามอำนาจของตัวเองได้เลย แก้ไขปัญหาเดิมของประเทศไทย ในการจะอนุมัติโครงการบางอย่าง จะต้องเสนอไปยังหน่วยงานต้นเรื่องก่อน ส่งผลทำให้บางโครงการต้องล่าช้าออกไป" นายเจนกล่าว
          กม.ภาษีที่ดินฯเข้าสนช.เดือนหน้า
          นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยในงานสัมมนาหอการค้าไทย ในหัวข้อ "รวมประเด็นสำคัญร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างล่าสุด" ว่าการปฏิรูปภาษีตามนโยบายรัฐบาลต้องไม่เป็นภาระสำหรับผู้มีรายได้น้อยและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะประกาศใช้ในปีนี้ และมีผลบังคับใช้ในปี 2562 นั้น จะเป็นกฎหมายใหม่ที่ปรับปรุงกฎหมายภาษีโรงเรือนและที่ดินและภาษีบำรุงท้องที่ ลดการจัดเก็บจัดเก็บภาษีที่ไม่สมดุล ยกเลิกการเก็บภาษีซ้ำซ้อน รวมทั้งลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และใช้มูลค่าที่ดินปัจจุบันในการคำนวณภาษี โดยความคืบหน้าล่าสุดคณะกรรมาธิการ (กมธ.) เตรียมจะเสนอร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวาระ 2 และวาระ 3 ภายในเดือนมีนาคมนี้ หลังจากนั้นจะออกกฎหมายรองภายใน 120 วัน โดยใช้อัตราการจัดเก็บเดิม และคาดว่าหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้รัฐบาลจะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นปีละ 2,500 ล้านบาท จากเป้าหมายการเก็บรายได้จากภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในระยะแรกปีละ 30,000 ล้านบาท
          ยันกม.ใหม่กระตุ้นใช้ที่ดินเพิ่ม
          นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ เพื่อแก้ปัญหาภาษีบำรุงท้องที่ในเรื่องอัตราภาษีถดถอย เป็นราคาปานกลางไม่มีการปรับมาเป็นเวลานาน และมีการยกเว้นลดหย่อนจำนวนมาก และแก้ปัญหาภาษีโรงเรือนและที่ดินในเรื่องฐานภาษีซ้ำซ้อนกับภาษีเงินได้ อัตราภาษีสูง และการประเมินที่ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ โดยวัตถุประสงค์ของกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฉบับใหม่ เพื่อปฏิรูปโครงสร้างระบบภาษีทรัพย์สินให้มีความทันสมัยและเป็นสากลเช่นเดียวกับนานาประเทศ และแก้ไขปัญหาโครงสร้างภาษีเดิม กระตุ้นให้เกิดการใช้ประโยชน์ในที่ดิน เพิ่มความเป็นอิสระและประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สร้างความเข้มแข็งและความโปร่งใสในการบริการการคลังและเพิ่มรายได้ให้แก่ อปท. โดยใช้อัตราการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ประเภทเกษตรกรรม เพดานของอัตราภาษี อยู่ที่ 0.15% ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประเภทที่ อยู่อาศัย เพดานของอัตราภาษีอยู่ที่ 0.3% ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างประเภทพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม เพดานของอัตราภาษีอยู่ที่ 1.2% และที่ดินทิ้งไว้ว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ เพดานของอัตราภาษีอยู่ที่ 1.2% และเพิ่มขึ้น 0.3% ทุก 3 ปีแต่ไม่เกิน 3%
          หอค้าห่วงกระทบเอสเอ็มอี
          นายอธิป พีชานนท์ กรรมการบริหาร สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางหอการค้าก็พยายามเปิดรับฟังความเห็นจากหอการค้าจังหวัดมาโดยตลอด ซึ่งก็มองว่าร่างกฎหมายฉบับใหม่มีหลักการที่ดี แต่ยังมีข้อกังวลอยู่ 3 ประการคือ 1.อาจจะมีภาระที่จะตกกับเอสเอ็มอี ซึ่งต้องติดตามต่อว่าหลังจาก 2 ปีไปแล้วจะเป็นอย่างไรบ้าง 2.การจัดเก็บภาษี แม้ว่ากฎหมายฉบับใหม่ต้องการลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ แต่ในทางปฏิบัติก็ยังคงต้องอาศัยการตีความและการใช้ดุลพินิจ เช่น การพิจารณาแปลงที่ดินสำหรับทำเกษตรกรรมหรือพาณิชย์ และ 3.ความโปร่งใสในการจัดเก็บภาษี โดยเฉพาะการตีความของเจ้าหน้าที่ อาจจะเป็นผลทำให้ผู้บริโภคไม่อยากจ่ายภาษีเนื่องจากไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งขณะนี้ทางหอการค้าก็พยายามช่วยดูในเรื่องนี้อยู่
          "และในช่วงเวลาที่เหลืออีก 1 ปี ก่อนกฎหมายจะมีผลบังคับใช้ อยากให้หน่วยงานราชการประชาสัมพันธ์ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้มากกว่านี้ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในหลักการเบื้องต้น อย่าไปกลัวว่าจะมีเสียงคัดค้านหรือกลัวว่ากฎหมายจะไม่ผ่านการพิจารณา เพราะหากประชาชนส่วนใหญ่ไม่ทราบเมื่อกฎหมายประกาศใช้ จะมีปัญหามากกว่า" นายอธิปกล่าว
          จี้'กสทช.'อย่ารื้อเกณฑ์ประมูล4จี
          แหล่งข่าวในวงการโทรคมนาคมเปิดเผยถึงกรณีที่คณะอนุกรรมการกลั่นกรองงานทางด้านโทรคมนาคม  เตรียมเสนอให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พิจารณาให้ความเห็นชอบการปรับปรุงเงื่อนไขการประมูลเพื่อออกใบอนุญาต คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ หรือ 4จี รวม 45 เมกะเฮิรตซ์ จากเดิมแบ่งเป็น 3 ใบอนุญาต ใบอนุญาตละ 15 เมกะเฮิรตซ์ โดยผู้เข้าประมูลได้เพียง 1 ใบ อนุญาตเท่านั้น แต่มีการเปลี่ยนใหม่โดยซอยย่อย เป็น 9 ใบเล็ก ใบละ 5 เมกะเฮิรตซ์ และให้ประมูล สูงได้ถึง 4 ใบ รวม 20 เมกะเฮิรตซ์ โดยคณะอนุกรรมการอ้างว่า เนื่องจากราคาประมูลคลื่นดังกล่าวสูงมากแล้ว และความจำเป็นในการใช้งานคลื่นความถี่ไม่เท่ากัน ผู้ประกอบการอยากได้จำนวนคลื่นเท่าใดก็เลือกได้เอง
          "การเปลี่ยนหลักเกณฑ์ดังกล่าวทำให้เกิดสองมาตรฐาน ระหว่างการประมูลครั้งที่แล้วกับครั้งนี้ และส่อว่าจะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการบางราย โดยรัฐอาจได้รับ ความเสียหาย" แหล่งข่าวกล่าว
          ชี้ซอยใบอนุญาตส่อเอื้อบางราย
          แหล่งข่าวกล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีการทำประชาพิจารณ์ถึงหลักเกณฑ์การประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ครั้งนี้ โดยกำหนดให้มีใบอนุญาตได้ 3 ใบ ใบละ 15 เมกะเฮิรตซ์ หากมีผู้ยื่นประมูลเพียงรายเดียว ต้องขยายเวลาการประมูลออกไป 30 วัน ถ้าครบกำหนดแล้วยังไม่มีผู้มาร่วมประมูลเพิ่ม ให้ประมูลต่อไปได้ โดยนำใบอนุญาตออกมาประมูล 1 ใบ ซึ่งผู้ยื่นประมูลต้องเคาะราคา 1 ครั้ง ถ้ามีผู้ร่วมประมูล 2 ราย ให้นำใบอนุญาต 1 ใบ 15 เมกะเฮิรตซ์เปิดประมูล โดยไม่ต้องเลื่อนการประมูล หากมีผู้ร่วมประมูล 3 ราย ให้นำใบอนุญาตออกมาประมูล 2 ใบ และถ้ามีผู้ประมูล 4 รายขึ้นไปให้ประมูลได้ 3 ใบอนุญาต รวม 45 เมกะเฮิรตซ์
          แหล่งข่าวกล่าวว่า หลักเกณฑ์เดิมนอกจากจะเกิดความเป็นธรรมกับรัฐ เนื่องจากมีการแข่งขันการประมูลแล้ว ยังเป็นธรรมกับผู้ชนะการประมูลคราวก่อน เพราะเป็นหลักเกณฑ์ในลักษณะเดิม แต่หากเปลี่ยนหลักเกณฑ์โดยแบ่งใบอนุญาตเป็นใบเล็ก 9 ใบ และสามารถประมูลคลื่นความถี่ได้สูงสุด 20 เมกะเฮิรตซ์ โดยไม่คำนึงถึงจำนวนผู้ประมูลว่ามีกี่ราย แม้การประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ราคาการประมูลจะสูงแล้วก็ตาม แต่การแข่งขันการประมูลจะต้องมี ไม่ใช่นำราคาดังกล่าวประเคนให้รายใดรายหนึ่งถึง 20 เมกะเฮิรตซ์ หรืออาจให้ใบอนุญาต 3 รายเท่าๆ กัน รายละ 15 เมกะเฮิรตซ์ ส่อว่าจะเอื้อประโยชน์ให้ ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลกระทบเหมือนการประมูลคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ หรือ 3 จี ซึ่งได้ราคาประมูลที่ไม่เป็นธรรม
          "ผู้ชนะประมูลคราวก่อนแสดงความเห็น คัดค้านการปรับหลักเกณฑ์ดังกล่าว แต่ อนุกรรมการอ้างว่าขายคลื่นความถี่ดังกล่าวให้หมด เพราะเหลือไว้จะทำให้รัฐเสียประโยชน์" แหล่งข่าวกล่าว
          ส่อฮั้ว-เจ้าเดิมฮึ่มฟ้องอาญา
          แหล่งข่าวกล่าวว่า การเปลี่ยนเงื่อนไขครั้งนี้น่าจะมีเบื้องหลังเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ ผู้ประกอบการบางราย เพราะเป็นที่รู้กันว่าตลาดโทรคมนาคมในขณะนี้ โอกาสที่จะเปิดทางให้ผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้ามาแข่งขันได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปิดประมูลใบอนุญาตละ 5 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งไม่คุ้มค่าทาง ธุรกิจ และหากผู้เข้าร่วมประมูลสามารถได้ คลื่นคนละ 3 ใบอนุญาตคือได้คลื่นรายละ 15 เมกะเฮิรตซ์ โดยไม่ต้องเคาะราคาแข่งขัน จะเกิดข้อครหาว่ามีการฮั้วราคากัน
          "กสทช.เคยมีมติให้ไปถามสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาถึงอำนาจหน้าที่ในการประมูลของ กสทช.ชุดรักษาการ แล้วทำไมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) จึงรีบเร่งเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ที่มีช่องโหว่มากมายอย่างนี้ ถ้าหากมีการยืนยันแบ่งซอยย่อยใบอนุญาตออกเป็นใบละ 5 เมกะเฮิรตซ์ เชื่อว่าผู้ชนะการประมูลคราวที่แล้วจะยื่นฟ้องร้อง กสทช.ให้ยกเลิกหลักเกณฑ์ใหม่นี้ และอาจฟ้องคดีอาญา เพราะไม่เป็นธรรมกับผู้รับใบอนุญาตเดิมที่มีต้นทุนสูงกว่าเป็นเท่าตัว" แหล่งข่าวกล่าว
          เลื่อนโรดแมปประมูลคลื่น900
          แหล่งข่าวจาก กสทช. กล่าวถึงข้อเสนอให้เลื่อนโรดแมปประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ออกไปก่อนว่า นอกจากปัญหาสัญญาณคลื่นรบกวนที่อาจมีขึ้นกับการรถไฟแห่งประเทศ ไทย (รฟท.) แล้ว ยังมีปัญหาการจัดช่องสัญญาณคลื่นใหม่ที่ กสทช.กำหนดไว้ที่ย่าน 885-895/934-940 เมกะเฮิรตซ์ และการกำหนดแถบความถี่ของแต่ละช่องความถี่ที่กำหนด ความกว้างหรือแบนด์วิธไว้เพียง 2-5 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งผู้ให้บริการโทรคมนาคมส่วนใหญ่เห็นว่าการกำหนดแถบความถี่ของ กสทช. จะส่งผลก่อให้เกิดการรบกวนสัญญาณเกินกว่าสภาพปกติ
          "โดยเฉพาะบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) นั้นได้มีหนังสือแย้งมายัง กสทช.ระบุว่าที่ผ่านมาบริษัทได้รับจัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 824-839 / 869-884 เมกะเฮิรตซ์ และลงทุนตั้งอุปกรณ์โทรคมนาคมตามมาตฐานที่กำหนด โดยไม่มีปัญหาคลื่นรบกวน การที่ กสทช.กำหนดให้ต้องติดตั้งวงจรกรองสัญญาณที่ภาคส่งของสถานีเพื่อไม่ให้กระทบกับภาครับของคลื่นใหม่นั้น ถือว่าไม่เป็นธรรมแก่บริษัท เพราะเมื่อ กสทช.กำหนดคลื่นใหม่และกำหนดแถบคลื่นความถี่แคบลงจนกระทบผู้ได้รับใบอนุญาตเดิม ควรให้ผู้รับใบอนุญาตใหม่เป็นผู้รับภาระติดตั้งวงจรกรองสัญญาณรบกวนทั้งหมด หรือกำหนดมาตรการชดเชยให้ผู้ได้รับใบอนุญาตเดิมหากได้รับผลกระทบ" แหล่งข่าวกล่าว
          จ่อชงคสช.ใช้ม.44ช่วยทีวีดิจิทัล
          พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยระหว่างเป็นประธานพิธีส่งมอบระบบการลงทะเบียนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กับกระทรวง ไปรษณีย์และโทรคมนาคม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ณ นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว ว่า ทาง กสทช.ได้ออกรายละเอียดแล้วในมาตรการช่วย ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลในการชำระค่าใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิทัล และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการโทรคมนาคม ที่ชนะการประมูล คลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งต้องชำระเงินจำนวนสูงงวดสุดท้ายในปี 2562 ล่าสุดได้เสนอให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายก รัฐมนตรีแล้ว เพื่อนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งเมื่อไหร่ นั้นยังไม่ทราบ คาดเป็นในเร็วๆ นี้ โดยรายละเอียด นั้นให้การช่วยเหลือทั้ง 2 กลุ่มผู้ประกอบการดังกล่าว สำหรับการพิจารณาความช่วยเหลือทีวีดิจิทัล ตอนนี้ไม่มีอะไรติดขัด กำลังทำรายละเอียดอยู่ว่าจะจ่ายเงินอย่างไร เสียดอกเบี้ยอย่างไร เพื่อให้ทีวีดิจิทัลอยู่ได้
          "โดยจะต้องใช้ ม.44 คสช.ต้องพิจารณา ซึ่งมีแนวความคิดว่าจะช่วยทั้งทีวีดิจิทัลและโทรคมนาคม ส่วน ม.44 จะออกเมื่อไหร่ รอ คสช. ประชุมก่อน นายวิษณุทำเสร็จเรียบร้อยจะชี้แจงในที่ประชุม คสช. พิจารณาก่อนถึงจะออก ม.44 ได้" พล.อ.ประวิตรกล่าว
          ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมต้องออกเกณฑ์แก้ปัญหาหนี้ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า "มาถามผมทำไม ต้องถามคนประมูลที่ไม่มีเงินจ่าย คนที่ประมูลมากๆ แต่ไม่มีเงินจ่าย รู้ไหมเพราะอะไร ที่ออกมาตรการวัตถุประสงค์เพื่อให้อยู่ได้ ให้มีเงินพอเอามาใช้งานได้ และใช้คืนรัฐบาลได้"
          ยันคนไทยได้ชมฟุตบอลโลกแน่
          พล.อ.ประวิตรกล่าวถึงการเจรจาของเอกชนไทยในการถ่ายทอดสดบอลโลก 2018 ที่รัสเซียเป็นเจ้าภาพว่า เรื่องถ่ายทอดสดบอลโลกได้ ดูแน่ ตอนนี้เอกชนไทยทั้ง 7 รายอยู่ในขั้นเจรจา มันเก็บเงินเยอะ เป็นเรื่องภาคเอกชนมาทำ ไม่มีทางด้านรัฐบาล ภาครัฐช่วยประสาน เอกชนดำเนินการเองตามระบบ ให้ประชาชนได้ดู
          คลอดเกณฑ์อุ้มทีวีดิจิทัลก.พ.
          นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวในงานพิธีส่งมอบระบบการลงทะเบียน ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ระหว่าง กสทช.กับกระทรวงไปรษณีย์และโทรคมนาคม สปป.ลาว ณ เวียงจันทน์ สปป.ลาว ว่า มาตรการช่วยผู้ประกอบ การทีวีดิจิทัลในการชำระค่าใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิทัล และมาตรการช่วยเหลือ ผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่ชนะการประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งต้องชำระเงินจำนวนสูงงวดสุดท้ายในปี 2562 ที่เสนอไปยังนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีแล้ว ซึ่งจะต้องเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ คสช.ต่อไป ก่อนจะประกาศตามอำนาจมาตรา 44 โดยทีวีดิจิทัลจะต้องชำระค่าใบอนุญาตงวดต่อไปในเดือนพฤษภาคมนี้ คาดว่า มาตรการจะออกมาได้ทันภายในกุมภาพันธ์นี้
          แย้มพักชำระหนี้ได้ไม่เกิน3ปี
          นายฐากรกล่าวว่า รายละเอียดมาตรการช่วยผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ที่ กสทช.เสนอไป ทีวีดิจิทัลสามารถพักชำระหนี้ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตออกไปได้ไม่เกิน 3 ปี จากเดือนพฤษภาคม 2561 และการชำระดอกเบี้ยเป็นไปตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ส่วนค่าเช่าโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล (ค่ามักซ์) ทาง กสทช.จะช่วยเหลือไม่เกิน 50% เป็นระยะเวลา 3 ปี อย่างไรก็ตาม หาก คสช.ออกมาตรการหรือประกาศเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่เสนอไป กสทช.ก็พร้อมปฏิบัติตาม เพื่อเปิดช่องให้ทีวีดิจิทัลหายใจได้
          ยืดจ่ายค่าใบอนุญาตได้5งวด
          นายฐากรกล่าวว่า สำหรับมาตรการช่วยเหลือกิจการโทรคมนาคมให้ขยายระยะเวลาการชำระค่าชนะใบประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ออกไปได้อีก 3-5 งวด จากเดิมที่จะต้องจ่ายงวดต่อไปในปี 2562 เป็นจำนวนเงินกว่า 6 หมื่นล้านรวดเดียว โดยปัจจุบันผู้ประกอบการได้ชำระค่าประมูลคลื่นในงวดที่ 3 ไปแล้ว การขอขยายระยะเวลาการชำระค่าประมูลจึงเริ่มต้นในปี 2562-2564 สำหรับกรณีที่ขยายเพิ่ม 3 งวด หรือ 2562-2566 กรณีที่ขยายเพิ่ม 5 งวด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของ คสช.
          นายฐากรกล่าวว่า สำหรับเหตุผลที่ให้ขยายเวลา มาจากผู้ประกอบการชี้แจงว่าจะไม่มีเงินเตรียมการเข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ และ 800 เมกะเฮิรตซ์ที่ กสทช.จะเปิดประมูลครั้งต่อไป และมีเงินขยายโครงข่ายได้ และเพื่อรักษาประโยชน์ของรัฐและประชาชน รวมถึงผู้ประกอบการอยู่ได้
          เลื่อนประมูลคลื่น900ไปอีก2ปี
          นายฐากรกล่าวถึงกรณี กสทช.ชะลอการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ออกไปว่า เนื่องจากกังวลว่าจะรบกวนการเดินรถของรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน โดยจะชะลอออกไปอีก 1-2 ปี เพื่อรอให้สร้างแนวป้องกันคลื่นความถี่การเดินรถให้แล้วเสร็จ แต่ทั้งนี้กระทรวงคมนาคมต้องยืนยันการใช้งานคลื่นความถี่ภายในปี 2562 เพราะถ้ายังไม่ยืนยันและนำคลื่นความถี่ไปใช้งาน กสทช.มีสิทธิเรียกกลับเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นต่อไป ส่วนคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ในวันที่ 1 4 กุมภาพันธ์นี้ บอร์ด กสทช.จะพิจารณาหลักเกณฑ์ประมูล ก่อนเสนอบอร์ดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ต่อไป