จะออกไปแตะขอบฟ้า! ฝันยิ่งใหญ่สตาร์ทอัพสัญชาติไทย

ท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีอวกาศที่กำลังเข้มข้นขึ้นหลายประเทศแข่งกันปล่อยดาวเทียมขึ้นสู่วงโคจรเพื่อใช้ประโยชน์ ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม  การศึกษา การสร้างความมั่นคงทางอาหาร การสาธารณสุข การจัดการภัยพิบัติและการจัดการทรัพยากรต่างๆ  ก็ล้วนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
          ฟังดูอาจไกลตัว แต่รู้ไหมว่า มีสตาร์ทอัพสัญชาติไทยฝันใหญ่ไกลถึงอวกาศกับเขาด้วย นั่นคือ "มิว สเปซ" กับเป้าหมายเพื่อใช้ประโยชน์จากดาวเทียม ลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยีและบุกเบิกการท่องเที่ยวอวกาศ
          วรายุทธ (เจมส์) เย็นบำรุงประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท มิว สเปซ แอนด์ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด เปิดเผยถึงแผนการที่ตั้งใจคือ ต้องการให้มิว สเปซฯ ใช้เทคโนโลยีอวกาศหรือดาวเทียมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนและการท่องเที่ยวอวกาศ ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในอนาคต ถ้าถามว่า...ไปมาอย่างไรถึงได้กระโดดมาสู่สนามสุดขอบฟ้าแบบนี้  อันที่จริง วรายุทธ หรือ เจมส์ เย็นบำรุง อยู่ในแวดวงนี้อยู่แล้ว เริ่มตั้งแต่จบการศึกษาปริญญาตรีคณะวิศวกรรมศาสตร์สาขา Aerospace, Aeronautical and Astronautical จาก University of California, Los Ageles (UCLA) และปริญญาโทคณะวิศวกรรมศาสตร์สาขา Mechanical Engineering จาก University of California, Los Ageles (UCLA) ประเทศสหรัฐอเมริกา แถมยังได้ร่วมงานกับ บริษัท Northrop Grumman Corporation ซึ่งเป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีอวกาศและการป้องกันประเทศอันดับต้นๆ ของโลกในตำแหน่งวิศวกรและผู้จัดการโครงการ Satellite, Unmanned Aviation System
          หลังจากใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศถึง 14 ปี จึงกลับมาเมืองไทย เพื่อนำความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยีอวกาศมาพัฒนาประเทศ โดยก่อตั้ง mu Space เมื่อเดือนกันยายน 2560 โดยมีเป้าหมายเพื่อต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ด้วยการนำดาวเทียมมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะดาวเทียม คือ เทคโนโลยีสำคัญในการปลดล็อคความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะการสร้างระบบอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมในพื้นที่ ห่างไกลและการนำมาปรับใช้กับสื่อสารในรูปแบบต่างๆ รวมถึง การรองรับ IOT (Internet of Things) และ Smart City ในอนาคตด้วย
          "อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสำคัญและเป็นทรัพยากรที่สำคัญในการช่วยสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในยุคการเปลี่ยนผ่านทางดิจิทัล แต่ปัจจุบันยังมีคนไทยสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงน้อยมาก ข้อมูลจากกิจการโทรคมนาคมแห่งประเทศไทยของกสทช. พบว่ามีเพียง 12 เปอร์เซ็นต์หรือคิดเป็น 8 ล้านคน จาก 68 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ค่อนข้างต่ำและทำให้เหล่านั้น เสียโอกาสในชีวิต แล้วก็หมายถึงการ เสียโอกาสในการพัฒนาของชาติด้วย  โดยเฉพาะในเรื่องการศึกษาที่เป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาชีวิต เพราะความรู้คือ อำนาจที่ทำให้ประชาชนสามารถพึ่งตัวเองได้นี่จึงเป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญและอยากมีส่วนร่วมในการแก้ไขเพราะอยากให้ทุกคนสามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง" วรายุทธ กล่าว
          ส่วนเหตุผลที่ว่า ทำไมพื้นที่ชายขอบในถิ่นทุรกันดารยังไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้นั้น ก็เป็นเพราะการลงทุนสร้างโครงข่ายโทรคมนาคมในพื้นที่เหล่านี้คืนทุนยาก เพราะปกติในพื้นที่ห่างไกลเหล่านี้จะมีประชากรเบาบาง และมีความยากจน ดังนั้น การใช้เทคโนโลยีดาวเทียมจึงเป็นตัวเลือกที่ดีและเหมาะสมที่สุด เพราะไม่มีข้อจำกัดเรื่องลักษณะภูมิประเทศ เนื่องจากดาวเทียมสามารถเข้าถึงได้ในทุกพื้นที่ที่เทคโนโลยีอื่นๆ  ไม่สามารถเข้าถึง นอกจากนี้ดาวเทียมยังมีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอีกในหลายด้าน ทั้งเรื่องการสื่อสาร การเตือนภัยล่วงหน้าและการจัดการภัยพิบัติ การพยากรณ์อากาศที่มีความเที่ยงตรงสามารถนำไปสู่การทำเกษตรแม่นยำได้ รวมถึงการจัดการทรัพยากรป่าไม้ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อต้องการนำดาวเทียมมาพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนให้ได้มากที่สุด"
          สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินงาน ที่สำคัญของ มิว สเปซฯ วรายุทธเผยว่า  ขณะนี้บริษัท ได้รับอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม แบบมีโครงข่ายเป็นของตนเอง (ดาวเทียม) จากสำนักงานจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นระยะเวลา 15 ปี ซึ่งถือว่าเป็นสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีอวกาศรายแรกของประเทศไทยที่มีความพร้อมที่จะเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมผ่านดาวเทียมสื่อสาร โดยครอบคลุมถึงการบริหารจัดการดาวเทียมและบริการต่างๆ จนถึงปี  พ.ศ.2575
          นอกจากนี้ยังได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพหุภาคีกับทั้งทางรัฐบาลและหน่วยงานอื่นๆ ในการสร้างและพัฒนาโครงการดิจิทัล พาร์ค ไทยแลนด์ ( Digital Park Thailand) และ ศูนย์การเรียนรู้ไอโอที (Internet of Things Institution-IOT) ซึ่งส่วนหนึ่งของแผนการพัฒนาเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นโครงการที่สำคัญมาก เพราะจะเป็นต้นแบบ เมืองอัจฉริยะ (Smart City) ของประเทศในภูมิภาคและผลักดันให้นโยบายไทยแลนด์ 4.0 ประสบความสำเร็จเป็นต้นแบบของเมืองที่มีความเท่าทันการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีที่นำไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรมยุคที่ 4 ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยีและภาคธุรกิจเท่านั้นแต่รวมถึงการสร้างสังคมที่ดีขึ้นด้วย
          เขายังเผยอีกด้วยว่า เมื่อเร็วๆ นี้  มิว สเปซฯ ได้ทำสัญญาเป็นพันธมิตรร่วมกับ บริษัท Blue Origin ของ Jeff Bezos ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Amazon.com และมีความสนใจเรื่องเทคโนโลยีอวกาศ โดยมิว สเปซฯ จะมีการส่งดาวเทียมที่กำลังพัฒนาอยู่ไปกับจรวด New Glenn ในปี 2564 รวมถึงความร่วมมือในการท่องเที่ยวอวกาศด้วยแคปซูลอวกาศ New Shepard ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนา เช่นกัน คาดว่าจะมีการทดสอบในเร็วๆ นี้
          "จากรายงานของ Bank of America Merrill Lynch (BofA) มีการคาดการณ์ว่าในอนาคตอีก 30 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมอวกาศทั่วโลกจะมีมูลค่าประมาณ 88.2 ล้านล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีเพียง Blue Origin, SpaceX และ Virgin Galactic เท่านั้น ที่เป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวอวกาศ ทำให้เราตัดสินใจเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้ ซึ่งจะเป็นที่แรกของเอเชียและประเทศไทยมีทำเลที่เหมาะสม เพราะเป็นประเทศเป้าหมายของนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว และจะเป็นผลดีต่อประเทศไทยในการพัฒนาองค์ความรู้เรื่องอวกาศ ซึ่งจะมีความสำคัญในอนาคตและหลายประเทศกำลังพัฒนาเรื่องนี้อย่างจริงจัง
          แม้ปัจจุบันการท่องเที่ยวเชิงอวกาศจะมียังราคาที่สูงอยู่ แต่ในอนาคตราคาจะถูกลงกว่านี้ เพราะมีการใช้จรวดที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ (Reuseable Rocket) ซึ่งทั้ง SpaceX และ Blue Origin กำลังพัฒนาอยู่" วรายุทธ กล่าว