ฟินเทคกับการวางแผนการเงิน การศึกษาจะทำให้คุณสามารถทำมาหากินได้ แต่การเรียนรู้ด้วยตนเองจะทำให้คุณร่ำรวย

 "การศึกษาจะทำให้คุณสามารถทำมาหากินได้ แต่การเรียนรู้ด้วย ตนเองจะทำให้คุณร่ำรวย" คำคมนี้กล่าวโดย Jim Rohn นำมาสู่ ประเด็นที่เราอยากคุยวันนี้ นั่นคือ เราจะสามารถฉกฉวยโอกาสของ กระแสฟินเทคมาทำให้ใกล้ตัวเรามากขึ้น คือมาช่วยทำให้การเงิน ส่วนตัวเรานั้น "ง่ายขึ้น" ได้อย่างไร
          ก่อนอื่น มาทำความเข้าใจกันก่อนนะคะว่า ฟินเทค หมายถึง เทคโนโลยีที่มีความเกี่ยวข้องกับการเงิน หรือการนำเทคโนโลยีมาใช้ กับเรื่องการเงิน เช่น ตู้เอทีเอ็ม โมบายแบงก์กิ้ง การดูหุ้นหรือซื้อขาย หุ้นออนไลน์ ไปจนถึงการจ่ายเงินด้วยระบบออนไลน์ต่างๆ เช่น Paypal, LINE Pay หรือ Rabbit Pay เป็นต้น จุดเด่นของฟินเทค ก็คือ ความง่าย ไม่ซับซ้อน มีอิสระ สามารถทำได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อม มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างต่ำ หากจะพูดถึงความสำคัญและการเติบโตของ ฟินเทคเราไม่ต้องไปมองหาหลักฐานอลังการงานสร้าง หรืองานวิจัย ที่ลึกซึ้งเลย เพราะเราสามารถหาได้ด้วยการมองชีวิตประจำวันของเรา และสังคมรอบตัวเรา
          หนึ่งในข้อดีที่เห็นเด่นชัดของฟินเทคก็คือ ทำให้เราสามารถทำ ธุรกิจทางการเงินได้สะดวกสบาย รวดเร็วยิ่งขึ้น ถือได้ว่าเป็นประโยชน์ ที่ส่งผลโดยตรงต่อผู้บริโภคหรือลูกค้าในปัจจุบันที่ทำให้การทำธุรกิจ ทางการเงินง่าย สะดวก และรวดเร็วมากกว่าเก่า ในขณะที่เจ้าของ ธุรกิจอย่างเช่นธนาคารหรือผู้ให้บริการก็ได้ประโยชน์ในเรื่องของต้นทุน ที่ลดลงไปจากเก่า เพราะไม่ต้องลงทุน
          คิดดูว่าสมัยนี้เวลาโอนเงินหลายคนก็เริ่มไม่ไปธนาคารกันแล้ว แต่โอนผ่าน Mobile Banking และเวลาเราซื้อของผ่าน Internet เราก็เริ่มที่จะหันมาจ่ายผ่านตัวกลางอย่าง Paypal หรือ Rabbit Pay กันมากขึ้น เมื่อตั้งคำถามว่าทำไมเราถึงใช้ช่องทางนี้ เชื่อว่าหลายคน ก็คงตอบว่าเพราะมันสะดวกและง่าย ไม่ต้องไปต่อคิวที่ธนาคารนานๆ หรือมานั่งปวดหัวว่าจะจ่ายเงินยังไงดี และยังสามารถส่งเงินจาก มุมโลกหนึ่ง ไปสู่อีกมุมโลกได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที
          เทคโนโลยีของฟินเทคได้เข้ามาเปลี่ยนบทบาทของธุรกิจบริการ ทางการเงิน (Financial Services) แบบดั้งเดิม ที่เคยทำหน้าที่ เป็นตัวกลางในการระดมเงินทุน จัดสรรเงินทุน การชำระราคา หรือ บริการทางการเงินในรูปแบบต่างๆ ด้วยโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับ ผู้เล่นที่หลากหลายเพียงแค่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีก็สามารถ เข้าสู่ฟินเทคได้จึงเห็นการลงทุนในธุรกิจนี้เติบโตขึ้นเรื่อยๆ
          จากผลสำรวจพบว่าผู้บริหารสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม (Traditional Financial Institution) กว่า 83% เชื่อว่าธุรกิจบริการ ทางการเงินของตนมีความเสี่ยงที่จะเสียผลประโยชน์ไม่ด้านใดก็ด้าน หนึ่งให้แก่บริษัทผู้ประกอบการฟินเทค โดยผู้บริหารในกลุ่มธุรกิจ ธนาคารพาณิชย์เป็นกลุ่มที่แสดงความกังวลสูงสุดถึง 95% ขณะที่ 23% ของผู้บริหารภาคธุรกิจการเงินยังมองว่าบริษัทมีแนวโน้มที่จะ ได้รับผลกระทบจากการเติบโตของกลุ่มธุรกิจฟินเทคอย่างมีนัยสำคัญ
          ดังนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าฟินเทคกำลังมีบทบาทต่อทุกผลิตภัณฑ์ ทางด้านการเงิน ไม่ว่าจะเป็นภาคธนาคารพาณิชย์ การลงทุนในหุ้น การลงทุนของนักลงทุนสถาบัน การโอนเงินระหว่างประเทศ การกู้ ยืมสินเชื่อ ระบบชำระเงิน ประกันภัย งานวิจัย
          เมื่อได้มีโอกาสพูดคุยกับนายแบงค์ใหญ่อย่าง คุณฐากร ปิยะพันธ์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรีคอนซูเมอร์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) จึงได้ถามเรื่องฟินเทคกับการวางแผนการเงิน คุณฐากรเล่าว่า ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ฉะนั้น เราจะเห็นคนเกษียณอายุมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เชื่อหรือไม่ว่า คนไทย เราเมื่อเกษียณมีเงินเก็บอยู่เพียงห้าแสนบาท แต่จริงๆ แล้วถ้าเรา เกษียณอายุ 60 ปีและคิดว่าต้องมีเงินสำรองใช้ไปจนอายุ 70-80 ปี นั่นแปลว่าเราต้องมีเงินสำรองเมื่อเกษียณเป็นจำนวน 4 ล้านบาท
          เมื่อถามว่า Application วันนี้ก็เยอะเหลือเกิน เลือกใช้ตัวใดดี คุณฐากรบอกว่าที่ธนาคารกรุงศรีฯ มีลงทุนในบริษัทชื่อ Finnomina เพื่อทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการลงทุน และยังสามารถแนะนำ การจัดพอร์ตจาก Profile ลูกค้าที่มีอยู่ นี่คือหนึ่งตัวเลือกที่นำมา ฝากกัน ลองดู Application อื่นๆ ได้ตามชอบเช่นกัน
          ในมุมมองของคุณฐากร มองว่าหัวใจสำคัญของการลงทุนก็คือ เราต้อง "รู้" ในสิ่งที่ลงทุน มีเวลาในการศึกษา แต่ถ้าไม่มีเวลา ก็ให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ลงทุนผ่านกองทุนรวม โดยเราเลือกเบื้องต้น ตาม Profile ตัวเองว่ากองทุนแบบใดเหมาะกับเรา อย่ากระโจน ไปลงทุนในสิ่งที่เราไม่รู้เลยว่าคืออะไรบ้าง