"เอ็นอีซี"ส่งโซลูชั่นรุก"สมาร์ทซิติ้" ไทย

 กรุงเทพธุรกิจ "เอ็นอีซี"พร้อมชู 2  เทคโนโลยีใหม่ หวังช่วยทรานฟอร์ม ไทยสู่ 4.0 ยกนำโซลูชั่นไอโอทีผสานเอไอเจาะสมาร์ทซิตี้ เผย ที่ผ่านมาทดลองใช้ในบริษัท และลูกค้าญี่ปุ่นในไทยแล้ว คาดกำลังมีโครงการกับภาครัฐเร็วๆ นี้ โปรยยาหมอไทยมีศักยภาพความพร้อมหลายด้าน พร้อมให้เป็นฐานการผลิตในซีแอลเอ็มวี
          นายทาคาชิ นิอิโนะ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหารและประธานกรรมการ บริษัท เอ็นอีซี คอร์ปอร์เรชั่น กล่าวว่า การที่ไทยมีวิสัยทัศน์ในการก้าวไปสู่ประเทศ 4.0 ทำให้เป็นโอกาสอันดี ที่บริษัทจะนำเสนอโซลูชั่นในการช่วยประเทศเปลี่ยนไปสู่ ไทยแลนด์ 4.0
          เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา บริษัทได้จัดงาน เอ็นอีซี อินโนเวชั่น โซลูชั่น แฟร์  2018 ภายใต้หัวข้อ "การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเพื่อเตรียมพร้อมก้าวสู่สังคมอัน ชาญฉลาด" ด้วยการจัดแสดงนวัตกรรมความก้าวหน้า การเชื่อมโยง ระบบอินเทอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ (ไอโอที)  และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ผ่านการแสดงผลงานมากกว่า 30 บูธ
          โซลูชั่นที่จัดแสดงสามารถนำไปใช้งานในภาคส่วนต่างๆ อาทิเช่น ภาครัฐในด้านความปลอดภัยสาธารณะ (พับบลิค ซิตี้) และเมืองอัจฉริยะ (สมาร์ท ซิตี้)  หรือภาคเอกชนด้านการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรม การให้บริการ  มัลติมีเดีย การค้าปลีก สุขภาพ และอื่นๆ "การออกแบบระบบของเราจะออกแบบเพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกกลุ่มธุรกิจ เมื่อต้องมีการทำโซลูชั่นให้เหมาะกับแต่ละกลุ่ม ธุรกิจ เราก็สามารถทำแอพพลิเคชั่นให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มธุรกิจได้ และให้ลูกค้าสามารถเลือกใช้งานได้ตามวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย" นายทาคาชิ กล่าว
          ด้านนายทาคายูกิ คาโน ประธาน กรรมการ บริษัท เอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมา บริษัทมีการทดลองใช้เทคโนโลยีไอโอทีในโรงงานอุตสาหกรรมของบริษัทแล้ว เพื่อมอนิเตอร์การทำงานของโรงงานในแต่ละพื้นที่แบบ เรียลไทม์
          นอกจากนี้ โครงการสมาร์ทซิตี้ บริษัทก็ได้ร่วมมือกับรัฐบาลในการวางระบบความปลอดภัยสาธารณะ การจับใบหน้า เพื่อเฝ้าระวังความปลอดภัย และระบบกล้องซีซีทีวี ซึ่งบริษัทเห็นโอกาสในการทำโซลูชั่นให้กับประเทศ เนื่องจากนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ทำให้เกิดโครงการสมาร์ท ซิตี้ โครงการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) ด้วย
          ทั้งนี้ บริษัทได้ทำโครงการร่วมกับรัฐบาลสิงคโปร์ในการวางระบบความปลอดภัย ทั้งการจดจำใบหน้า น้ำเสียง และการวิเคราะห์พฤติกรรม ในรถไฟใต้ดินสถานีออชาร์ด ทำให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม และกระทรวง สื่อสาร สามารถรู้ข้อมูลด้าน ความปลอดภัยได้แบบเรียลไทม์ เพราะบริษัทส่งข้อมูลให้กับ ทุกหน่วยงานพร้อมกัน
          ต่างจากเมื่อก่อนที่กระทรวงคมนาคมจะเป็นผู้ได้รับข้อมูลเพียงหน่วยงานเดียว ซึ่งรูปแบบนี้บริษัทจะนำมาเสนอให้กับรัฐบาลไทยเป็นตัวอย่างเพื่อให้บริการต่อไปด้วย
          อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา บริษัทได้นำโซลูชั่นไอโอที และเอไอให้กับบริษัทญี่ปุ่นที่อยู่ในประเทศไทย ใช้บริการแล้ว อาทิ ภาคการผลิต ภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนธุรกิจโรงแรม  ขณะที่ภาครัฐกำลังมีโครงการร่วมกันเร็วๆ นี้เกี่ยวกับความปลอดภัยสาธารณะในสมาร์ทซิตี้