INTUCH ฝันร้ายของ วีไอ

สิ้นงวดงบปี 2560 บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH ที่เคยได้ชื่อว่าปันผลโดดเด่นไม่แพ้ใครในตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศงบการเงิน พร้อมกับ จ่ายเงินปันผลเป็นเงินสด สำหรับงวดครึ่งหลังของปี ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.-31 ธ.ค. 2560 ในอัตราหุ้นละ 1.27 บาท โดยกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD หรือผู้ซื้อไม่มีสิทธิได้รับเงินปันผลวันที่ 9 เม.ย. 2561
          เมื่อรวมกับการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลครึ่งแรกของปี งวดวันที่ 1 ม.ค.-30 มิ.ย. 2560 ในอัตรา 1.25 บาท/หุ้น เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2560 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ในปี 2560 บริษัทนี้จ่ายเงินปันผลทั้งสิ้นจากกำไรในการดำเนินงานปกติ ในอัตรา 2.52 บาท/หุ้น
          เงินปันผลจากกำไรของการดำเนินงาน ที่ถือว่าต่ำลง ทำให้คณะกรรมการบริษัทตัดสินใจ..
          ...ประกาศจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดล่วงหน้าเป็นกรณีพิเศษ สำหรับงวดตั้งแต่วันที่ 1-31 ม.ค. 2561 ในอัตราหุ้นละ 0.19 บาท เนื่องจากได้รับเงินปันผลระหว่างกาลจากกรณีบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM รวมการรับรู้ประมาณการผลกำไรหลังจากหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการขายหุ้นบริษัท ซีเอส ล็อกซอินโฟ จำกัด (มหาชน) หรือ CSL ให้กับพี่น้องในเครือคือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC
          วิศวกรรมการเงินที่ทำกำไรพิเศษให้ INTUCH นี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่จริง ...เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่แปลกมานานหลายปีแล้ว สำหรับยุทธการ “รีดกำไรและเงินปันผล" ที่กลุ่มเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ของสิงคโปร์ถนัดมาก นับจากซื้อกิจการต่อมาจากตระกูลชินวัตรตั้งแต่ต้นปี 2549 เป็นต้นมา.....ถือเป็นความสามารถพิเศษที่ห้ามลอกเลียนแบบ
          กำไรที่หดหายไปมากมายของ INTUCH เป็นเรื่องปกติของบริษัทโฮลดิ้งที่มีรายได้หลักจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทย่อย กิจการร่วมค้าและบริษัทร่วม ซึ่งบังเอิญปี 2560 เป็นปีแห่งฝันร้ายที่แม้จะไม่มากถึงขนาดในอดีต แต่การที่ธุรกิจใต้ร่มธงอย่าง ธุรกิจดาวเทียมและธุรกิจในต่างประเทศ ซึ่งดำเนินงานโดยบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) หรือ THCOM และการลดลงของส่วนแบ่งผลกำไรจากธุรกิจโทรคมนาคมไร้สายภายในประเทศ ซึ่งดำเนินงานโดย ADVANC เป็นสำคัญ ก็สะเทือนถึงเงินปันผลอย่างช่วยไม่ได้...นอกเหนือจากผลของนโยบายจ่ายปันผลใหม่ที่สัดส่วนลดลงจาก 100% ของกำไรต่อหุ้น มาเป็นแค่ 75% ของกำไรต่อหุ้น
          นายเอนก พนาอภิชน รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุว่า ปี 2560 INTUCH จำต้องรับรู้ส่วนแบ่งผลขาดทุนจากเงินลงทุนใน THCOM มากถึง 1,090 ล้านบาท ลดลง 264% จากปีก่อนที่เคยมีกำไร ขณะที่ส่วนแบ่งผลกำไรจากเงินลงทุนใน ADVANC อยู่ที่ 12,126 ล้านบาท ลดลง 3% จากปีก่อน
          ผลลัพธ์ข้างต้นทำให้ INTUCH มีผลกำไรสุทธิอยู่ที่ 10,673 ล้านบาท ลดลง 35% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 16,398 ล้านบาทและต่ำกว่าคาดเดิมที่ว่าจะมีกำไรสุทธิ 12,193 ล้านบาท
          ผลพวงต่อเนื่องคือ กำไรต่อหุ้นลดลงในอัตราเดียวกัน 35% จาก 5.11 บาท เป็น 3.33 บาท
          คำอธิบายว่า กำไรส่วนหนึ่งที่ลดลงมากกว่าปกติ มาจาก "รายการพิเศษ" นับแต่ผลการปรับปรุงประมาณการหนี้สินของไอทีวีในปี 2559 โดยการกลับรายการประมาณการ ดอกเบี้ยของสัญญาอนุญาตให้ดำเนินการส่วนต่าง จำนวน 3,691 ล้านบาท และในปี 2560 มีส่วนแบ่งขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ของธุรกิจดาวเทียม จำนวน 1,098 ล้านบาท....หากไม่รวมการกลับรายการและขาดทุนจากการด้อยค่าดังกล่าว ในปี 2560 กลุ่มอินทัช มีกำไรปกติสุทธิลดลงแค่ 7%...ไม่มีนัยสำคัญอะไรมากมาย
          การลดลงของกำไรต่อหุ้นจากหุ้นละ 5.11 บาท เหลือเพียง 3.33 บาทต่างหากที่ส่งผลให้ค่า P/E และ PEG เสียหายยับเยิน ....เพราะค่า P/E ที่พุ่งขึ้นสวนทางกับ PEG ทำให้เกิดแรงกดดันต่อราคาหุ้น....พูดง่ายๆ ว่า ราคาเหนือ 50.00 บาทในปีนี้ แพงทุกราคา
          ยิ่งผู้บริหารออกมายอมรับว่าในปี 2561 นี้ คาดว่ารายได้จากธุรกิจดาวเทียมและธุรกิจในต่างประเทศ จะลดลงเล็กน้อยจากปี 2560 ขณะที่ในประเทศอาจจะทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นไม่มากนัก โดยรายได้ของบริษัทหลักอย่าง ADVANC ในปี 2561 เมื่อรวม CSL จะมีรายได้เติบโตแค่ 7-8%
          เรียกว่า ถ้าหากคิดจากเงินปันผล INTUCH ซึ่งเคยเป็นวัวที่ให้น้ำนมเป็นทองคำมายาวนาน บัดนี้ น้ำนมก็เจือจางและมีรสชาติจืดชืดลง...แม้ไม่ถึงกับบูดเปรี้ยว
          แล้วหากเคยเป็นห่านที่เคยผลิตไข่เป็นทองคำ ไข่ก็ฟองเล็กลง
          ไม่ต้องพูดถึงราคาหุ้นที่ต่ำเตี้ยเป็นขาลงจนกระทั่งต่ำกว่าต้นทุนชนิดน่าใจหาย...ทำเอานักลงทุนวีไอ ระดับ "สาวก" ยาวนาน พากันนอนตาไม่หลับไปตามๆ กัน เพราะหากขืนหลับ จะเจอฝันร้ายกว่าตอนตื่นเสียด้วยซ้ำ
          การกลั้นใจจ่ายปันผลทั้งปกติ และปันผลพิเศษ เพื่อรักษาภาพลักษณ์เดิมๆ จากการที่ในอดีต INTUCH ได้ชื่อว่าเป็นบริษัทโฮลดิ้งที่มีอัตรากำไรสุทธิสูงที่สุดระดับหัวแถวมายาวนาน ชนิดที่ทำให้นักลงทุนที่ถือหุ้น กลายเป็น “แมวอ้วน” ไม่ว่าจะผ่านร้อน ผ่านหนาวมากน้อยแค่ไหน (แถมบางปี มีปันผลพิเศษเสียอีก ในกรณีที่กำไรปกติไม่สวยงาม)... เพราะผลตอบแทนในเงินลงทุน ไม่ว่าส่วนต่างราคาหุ้น หรือ เงินปันผล ล้วนอะร้าอร่ามเหลือเกิน
          เสน่ห์ของ INTUCH หมองลง ยังไม่มีใครให้คำอธิบาย หรือ สร้างความเชื่อมั่นว่า จะกลับมาเหมือนในอดีตได้...เพราะแม้กระทั่งผู้บริหารสูงสุดระดับ ซีอีโอ ตัวจริงของบริษัท ยังหาไม่ได้มานานนับปีแล้ว....ประสาอะไรกับอนาคต
          คำแนะนำของนักวิเคราะห์บางสำนักที่ละเมอว่า ราคาเป้าหมายปีนี้ยังเหนือ 70.00 บาท ทำให้นักลงทุนที่ "ติดยอดดอย" จำนวนไม่น้อย มองเห็นแต่เมฆหมอกที่เป็นมายามากกว่า...เสมือนความฝันในหอแดง...ยังไงยังงั้น