เปิด"ขุมพลัง"เทคโนโลยี 5G ยกอีกระดับ"โลกดิจิทัล"

ถิรพิรุฬห์ ทองคำวิฑูรย์
          วิศวกรปฏิบัติการระดับสูง สำนักบริหาร
          คลื่นความถี่ สำนักงาน กสทช.
          แนวโน้มค่อนข้างชัดเจนว่าเทคโนโลยีสื่อสารแบบ 5G (Fifth-Generation Mobile Communications) ไม่เพียงจะเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ให้กับวงการโทรคมนาคม หากยังจะเป็นปัจจัยที่เร่งให้เกิดการปฏิรูปครั้งใหญ่ทางดิจิทัล หรือ Digital Transformation ที่จะมีผลเชื่อมโยงอย่างหลากหลายในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การเกษตร อุตสาหกรรมการผลิต การเงิน การท่องเที่ยว ระบบสาธารณสุข รวมไปถึงระบบโลจิสติกส์ 
          ทั้งนี้ เป็นเพราะเทคโนโลยี 5G จะเป็นตัวผลักดันให้เกิดนวัตกรรมและรูปแบบการให้บริการใหม่ๆ กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในยุค Thailand 4.0 
          ก่อนหน้านี้ เทคโนโลยี 4G ถูกมองว่าเป็นพัฒนาการต่อยอดของระบบสื่อสารแบบ 3G เพื่อให้เป็นระบบการสื่อสารบรอดแบนด์แบบไร้สายที่เร็วขึ้น มีการเชื่อมต่อที่มีเสถียรภาพมากขึ้นและเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น
          การเข้ามาของเทคโนโลยี 4G ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายในสังคมไทย การเชื่อมต่อที่ทั่วถึงทำให้เราได้เห็นผู้คนในทุกกลุ่มของสังคมในประเทศไทยเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและข่าวสารได้มากขึ้น มีการใช้งาน Social Media และโปรแกรมส่งข้อความส่วนบุคคลอย่าง LINE และ What's App และ Facebook Messenger อย่างแพร่หลาย 
          นอกจากนี้ การสื่อสารบรอดแบนด์ไร้สายความเร็วสูงผ่านระบบ 4G เปิดโอกาสให้มีการใช้งานสื่อ video streaming ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการรับชมสื่อของ ผู้บริโภคจากการรับชมผ่านสื่อประเภทดั้งเดิม เช่น โทรทัศน์และสื่อสิ่งพิมพ์ มาเป็นสื่อ video streaming ผ่านโครงข่ายโทรศัพท์ มือถือมากขึ้น
          4G จึงเป็นจุดกำเนิดของการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ หรือที่นักวิชาการเรียกว่า disruption ในวงการสื่อและโฆษณานั่นเอง 
          แต่ในเวลานี้เทคโนโลยี 5G จะเป็นระบบสื่อสารความเร็วสูงกว่าระบบ 4G มาก ด้วยความเร็วในการรับส่ง-ข้อมูลขั้นต่ำมากกว่า 1 กิกะบิตต่อวินาที หรือสูงกว่าระบบ 4G ที่อย่างน้อย 20 เท่า และอาจสูงถึง 1,000 เท่า ในกรณีความเร็วสูงสุด
          ปัจจุบันค่ายผู้ผลิตเทคโนโลยีหลายค่าย สาธิตให้เห็นว่าผู้บริโภคสามารถดาวน์โหลดภาพยนตร์หนึ่งเรื่องผ่านโครงข่ายโทรศัพท์ มือถือโดยใช้เวลาเพียง 1 วินาทีเท่านั้น ด้วยความเร็วดังกล่าวนั้นจะเปิดโอกาสให้มีการประยุกต์ใช้งานแบบ live streaming ผ่าน Social Media มากยิ่งขึ้น 

          อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยี 5G ไม่ได้เป็นเพียงการต่อยอดจากระบบ 4G ให้เร็วขึ้น แต่ 5G จะเป็นโครงข่ายการเชื่อมต่อในรูปแบบใหม่ที่จะทำให้เกิดการประยุกต์ใช้งานที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในเทคโนโลยีก่อนหน้านี้ในหลายด้านด้วยกัน โดยอีกจุดเด่นที่สำคัญของระบบ 5G คือ การเชื่อมต่อที่มีการหน่วงเวลา (latency) น้อยมากและเป็นการเชื่อมต่อที่มีเสถียรภาพสูงมาก 
          นั่นหมายความว่า ระบบ 5G จะเข้ามาช่วยทำให้เกิดการควบคุมและตอบสนองระหว่างคู่สื่อสารแบบทันที (real-time) สำหรับการควบคุมยานยนต์อัจฉริยะ การควบคุมโดรน การผ่าตัดระยะไกล และการแข่งขันกีฬาผ่านระบบเสมือนจริง (virtual reality) ฯลฯ สามารถป้องกันสัญญาณหลุดหายหรือการหน่วงเวลา
          อย่าลืมว่าการควบคุมอุปกรณ์ไฮเทคอย่างสมาร์ทคาร์ ถ้าเกิดความผิดพลาดสัญญาณหลุดเพียงเพียงเสี้ยววินาทีอาจทำให้อุบัติเหตุร้ายแรง เช่น ฝ่าสัญญาณไฟจราจรหรือไม่ชะลอความเร็ว 
          คุณสมบัติของ 5G ดังกล่าวยังไม่สามารถทำได้ด้วยเทคโนโลยีที่มีการแพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน 
          อีกหนึ่งคุณสมบัติที่สำคัญที่สุด ทำให้เทคโนโลยี 5G มีความแตกต่างกับเทคโนโลยี 4G คือ การเปิดให้มีการเชื่อมต่ออุปกรณ์จำนวนมากกับสถานีฐานถึง 1 ล้านอุปกรณ์ในพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตร รวมถึงเทคโนโลยีในการเปิดให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องจักรกลสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างเป็นอัตโนมัติโดยไม่ต้องอาศัยการควบคุมของมนุษย์ หรือ Machine-to-Machine (M2M) Communications เป็นหัวใจหลักของ โครงข่าย Internet of Things (IoT) และระบบอัตโนมัติ (automation)
          ต่างกับเทคโนโลยี 4G ที่ถูกออกแบบมาสำหรับการสื่อสารความเร็วสูงซึ่งต้องการการประมวลผลและพลังงานไฟฟ้าที่สูง การเข้ามาของเทคโนโลยี 5G จะทำให้การเชื่อมต่อวัตถุสิ่งของและอุปกรณ์เซ็นเซอร์จำนวนมากเข้ากับโครงข่ายอินเตอร์เน็ตมีความสะดวกมากยิ่งขึ้น 
          ทั้งนี้ เทคโนโลยี 5G ได้ถูกออกแบบมาให้สามารถรองรับได้ทั้งการส่งข้อมูลความเร็วสูง และการส่งข้อมูลความเร็วต่ำในโหมดประหยัดพลังงานได้ จึงทำให้อุปกรณ์อินเตอร์เน็ตออฟธิงส์ (IoTs-Internet of Things) ที่เชื่อมต่อเข้ากับโครงข่าย 5G สามารถทำงานได้โดยใช้แบตเตอรี่ ไม่ต้องต่อเชื่อมเข้ากับระบบไฟฟ้า และมีอายุแบตเตอรรี่ยืนยาวมากกว่า 10 ปีได้ 
          กล่าวได้ว่าเทคโนโลยี 5G สอดคล้องกับการประยุกต์ใช้งานจริงในภาคสนาม เช่น อุปกรณ์เซ็นเซอร์จำนวนมากในภาคการเกษตร และเซ็นเซอร์เพื่อการตรวจวัดและจัดการทรัพยากรน้ำ ดิน ป่าไม้ และสัตว์ป่า โดยการเปลี่ยนแบตเตอรี่อุปกรณ์จำนวนมากในการใช้งานในลักษณะนี้จะมีความยุ่งยากและใช้เวลามาก 

          หนึ่งในการประยุกต์ใช้งานหลักของ Internet of Things ผ่านเครือข่าย 5G ในอนาคต ได้แก่การเชื่อมโยงยานพาหนะบนท้องถนนเข้าด้วยกันเพื่อแจ้งตำแหน่ง ความเร็ว และส่งสัญญาณเตือนผ่านการสื่อสารแบบ real-time ช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนลงได้ 
          นอกจากนี้ การเชื่อมโยงยานพาหนะเข้ากับระบบให้สัญญาณไฟและการจัดการจราจรอัจฉริยะ (intelligent transport system) จะช่วยให้เมืองสามารถจัดการการจราจรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น 
          การใช้งานโครงข่ายเซ็นเซอร์ (sensor network) ผ่านโครงข่ายให้บริการ 5G เพื่อเก็บข้อมูล จะช่วยทำให้เกิดการประยุกต์ใช้งานในหลากหลายด้านด้วยกัน เช่น ระบบเกษตรกรรมแม่นยำ ที่เก็บข้อมูลสภาวะแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการปลูกพืช เช่น ความชื้น ปริมาณปุ๋ย แสงแดด ระยะเวลาที่เหมาะสมกับการเก็บเกี่ยว ข้อมูลเหล่านี้จะสามารถช่วยให้เกษตรกรสามารถทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถควบคุมความเสี่ยงในการลงทุนเพาะปลูกได้ดียิ่งขึ้น
          ระบบ 5G ยังสามารถนำมาใช้ในการเชื่อมต่อมิเตอร์อัจฉริยะ (smart meter) ของระบบสาธารณูปโภคภาครัฐ สามารถวัดค่าการใช้ พลังงานไฟฟ้าและน้ำของพื้นที่ต่างๆ และทั้งประเทศได้อย่างทันที เป็นประโยชน์ต่อการวางแผนจัดการพลังงานไฟฟ้า และการคิดราคาการใช้สาธารณูปโภคต่อหน่วยตามอุปสงค์และอุปทานจริง ณ ช่วงเวลานั้นๆ 
          นอกจากการให้บริการโครงข่าย 5G สำหรับ IoT ในลักษณะสาธารณะดังกล่าวแล้ว ผู้ให้บริการโครงข่ายยังสามารถให้บริการเชื่อมต่อ 5G ในลักษณะโครงข่ายปิดเฉพาะองค์กร (private network) เช่นการให้บริการ IoT ในเขตนิคมอุตสาหกรรม เพื่อให้อุปกรณ์และเครื่องจักร และหุ่นยนต์ในภาคผลิตสามารถทำงานสอดคล้องกันอย่างเป็นอัตโนมัติ และเชื่อมโยงการผลิตกับระบบโลจิสติกส์และข้อมูลสต๊อกสินค้าในร้านค้าปลีกที่อยู่ในฐานข้อมูล 
          จากที่ได้กล่าวมาทั้งหมด การเชื่อมต่อผ่านระบบ 5G จะมีความหลากหลายไม่เป็นเพียงการเชื่อมต่อผู้บริโภคเข้ากับระบบอินเตอร์เน็ต แต่ยังเชื่อมต่อภาคการผลิตและภาคบริการต่างๆ เข้ากับระบบอินเตอร์เน็ตอีกด้วย 
          การเข้ามาของเทคโนโลยี 5G จึงเป็นส่วนผลักดันทำให้เกิด Digital Transformation อย่างที่ได้เกริ่นไว้ในตอนต้น และช่วยนำพาให้ประเทศไทยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลได้ในที่สุด 

          อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายปัจจัยที่จะกำหนดความสำเร็จของเทคโนโลยี 5G ในประเทศไทย 

          ปัจจัยแรกที่สำคัญ คือ การตอบรับของ ผู้ให้บริการโทรคมนาคม จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจที่เดิมเน้นให้บริการการเชี่อมต่อกับผู้บริโภคโดยตรง เป็นการให้บริการกับทั้งผู้บริโภคที่ต้องการระบบอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง และการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์จำนวนมากขององค์กรขนาดใหญ่ (enterprise) ในอุตสาหกรรมต่างๆ ในรูปตลาดแนวตั้ง หรือ vertical market จะต้องมีแพคเกจหรือรูปแบบการให้บริการที่แตกต่างกัน 
          ปัจจัยที่สอง คือ การตอบสนองของภาครัฐในการสร้างสิ่งแวดล้อมทางการกำกับดูแลที่เหมาะสมกับโมเดลธุรกิจและสภาพตลาดการให้บริการโทรคมนาคมที่เปลี่ยนไปข้างต้น รวมถึงการจัดเตรียมคลื่นความถี่เพิ่มเติมในย่านความถี่สูง เช่น ความถี่ที่สูงกว่า 24GHz เพื่อรองรับการสื่อสารความเร็วสูงมากของเทคโนโลยี 5G 
          ปัจจัยที่สามที่สำคัญ คือ การทำให้ประชาชน ภาครัฐ ผู้พัฒนานวัตกรรม รวมถึงผู้ประกอบการทั้งรายย่อยและองค์กรขนาดใหญ่ตระหนักถึงศักยภาพของเทคโนโลยี 5G ที่จะเข้ามาเป็นประโยชน์และเพิ่มจุดแข็งในการแข่งขันให้กับองค์กร และสร้างประโยชน์ในภาพรวมให้กับทั้งประเทศไทยในทางเศรษฐกิจและสังคม อันจะนำพาประเทศไทยให้เข้าสู่ยุคเศรษฐดิจิทัลได้รวดเร็วขึ้น