เจมาร์ทพล่านแจงสื่อปลัดคลังย้ำอย่าลักไก่

ผู้บริหารเจมาร์ทเร่งทำความเข้าใจกับสื่อหลังกระทรวงการคลังออกมาเตือนเกี่ยวกับการออก JFin Coin ว่าอย่าหลอกประชาชน และใช้ช่องว่างของกฎหมาย ด้านคนในวงการเผย “บจ.” ระดมทุนผ่านสกุลเงินดิจิทัล สร้างความเสี่ยงต่อระบบการเงิน และตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้านก.ล.ต.ชี้ความเสี่ยงสูงมีโอกาสหมดตัว
          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้บริหารของบริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART ได้พยายามนัดกับสื่อมวลชนเพื่อชี้แจงข้อมูลหลังจากที่นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลังออกมากล่าวเตือนเกี่ยวก้บการทำธุรกรรมสกุลเงินดิจิทัลของเจมาร์ทที่ดำเนินการภายใต้บริษัทลูกคือ “เจเวนเจอร์ส” หรือ เจวีซี ว่า เป็นการอาศัยในช่วงที่ยังไม่มีกฎหมายมารองรับและอย่าหลอกประชาชน
          ล่าสุด นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ย้ำว่า ทางการทั้งแบงก์ชาติ และ ก.ล.ต. กำลังเร่งดำเนินการเกี่ยวการกาารควบคุมสกุลเงินดิจิทัลให้ได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ส่วนกรณีของเจมาร์ทนั้น ก็ควรจะรอให้ทาง ก.ล.ต. ที่อยู่ในระหว่างทำประชาพิจารณ์แนวทางการกำกับดูแลให้แล้วเสร็จก่อน
          “ยอมรับว่ากรณีของเจมาร์ทนั้นยังไม่มีกฏหมายรองรับ จึงให้ทาง ก.ล.ต.ไปดูความชัดเจนทั้งหมด”
          นายสมชัยย้ำว่า การกำกับดูแลการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัล คณะทำงานจะสรุปให้ได้ภายใน 1 เดือน หรือภายในเดือน ก.พ. 2561 นี้ ซึ่งที่ผ่านมา ธปท.ได้ศึกษาเรื่องนี้มามากแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการเปิดเผยออกไป ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ทั้งคลัง ก.ล.ต. และ ปปง. ก็จะเข้าไปให้ความเห็นเพิ่มเติมจากการศึกษาของ ธปท. เพื่อได้ข้อสรุปการกำกับดูแลการซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลให้รอบด้านมากที่สุด
          นายรพี สุจริตกุล เลขาธิการ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือ ก.ล.ต. กล่าวก่อนหน้านี้ว่า ผลการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการกำกับดูแล ICO ที่เป็นหลักทรัพย์ ภายหลังให้ผู้เกี่ยวข้องร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านหลากหลายช่องทางเป็นเวลาประมาณ 3 เดือน โดยสิ้นสุดระยะเวลารับฟังความคิดเห็นไปเมื่อ 22 มกราคมที่ผ่านมานั้น ผู้แสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการกำกับดูแล ICO ที่เป็นหลักทรัพย์
          โดย ก.ล.ต.จะเริ่มจากการทดลองเปิดช่องทาง ICO ที่มีลักษณะเป็นส่วนแบ่งร่วมลงทุน ซึ่งไม่ใช่หลักทรัพย์ที่มีอยู่แล้วอย่างหุ้นหรือตราสารหนี้ รวมทั้งเห็นด้วยกับการกำหนดให้ต้องระดมทุนดังกล่าวผ่าน ICO Porlal ซึ่งเป็นตัวช่วยคัดกรอง ICO ในตลาดแรก ทำหน้าที่คล้าย FA ที่ ก.ล.ต.ยอมรับ โดยเปิดให้เสนอขาย ICO ต่อผู้ลงทุนสถาบัน กิจการร่วมลงทุน นิติบุคคลร่วมลงทุน และผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ
          ส่วนกรณีผู้ลงทุนรายย่อย ก.ล.ต.ได้รับความเห็นหลากหลายเกี่ยวกับความเหมาะสมของการจำกัดวงเงินลงทุนใน ICO ซึ่ง ก.ล.ต.จะนำความเห็นจากทุกฝ่ายมาประกอบการพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
          “การลงทุนใน ICO เป็นการลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพซึ่งแม้มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงหากโครงการประสบความสำเร็จ แต่ก็มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเสียเงินลงทุนทั้งจำนวนได้เช่นกัน” นายรพี กล่าว
          แหล่งข่าวจากวงการโบรกเกอร์ กล่าวว่า กระแสการระดมทุนผ่านสกุลเงินดิจิทัล (Initial Coin Offering :ICO) คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อระบบการเงินของประเทศในอนาคต หากไม่มีการควบคุมและจัดระเบียบให้ชัดเจน ซึ่งเงินที่ได้มาจากการระดมทุนก็ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่านำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ที่ระดมทุนจริงหรือไม่ ซึ่งจะสร้างความเสี่ยงต่อระบบการเงินของประเทศและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
          ขณะที่ธนาคารพาณิชย์จะถูกลดบทบาทลงไป หากการระดมทุนสกุลเงินดิจิทัลได้รับความนิยมแพร่หลาย บจ.จะสามารถระดมทุนเองผ่านช่องทางนี้ แต่หากธนาคารนำมาพัฒนาเองก็น่าจะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับนักลงทุนได้มากกว่า
          ด้านนางสาวจรีพร จารุกรสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WHA กล่าวถึงการระดมทุนในรูปแบบสกุลเงินดิจิทัล (Initial Coin Offering หรือ ICO) ว่า บริษัทมีความสนใจการระดมทุนในรูปแบบดังกล่าวเช่นกัน เนื่องจากมองว่าการระดมทุนผ่านช่องทาง ICO จะช่วยลดต้นทุนทางการเงินของบริษัทได้มากพอสมควร โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาและปรึกษากับบริษัทที่ได้เริ่มทดลองไปบ้างแล้ว
          นายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) กล่าวว่า บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาที่จะนำดิจิทัล บัตเลอร์ เข้าระดมทุนในรูปแบบสกุลเงินดิจิทัล (Initial Coin Offering หรือ ICO) เพื่อนำเงินมาต่อยอดการพัฒนางานด้านบริการ
          * DSI เตือนให้ระวังเทรดเงินสกุลดิจิทัล
          รายงานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ระบุว่า ขณะนี้ทาง DSI ขอแจ้งเตือนประชาชนโปรดระวังถูกชักชวนให้ลงทุนด้วยการเทรดเงินสกุลดิจิทัล เนื่องด้วยมีผู้เสียหายจำนวนมากเข้ามาร้องทุกข์ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ กรณีถูกหลอกลวงให้ลงทุนเทรดเงินสกุลดิจิทัลรูปแบบต่างๆ แล้วไม่ได้รับผลตอบแทน หรือ ไม่ได้รับเงินคืน เนื่องจากเว็บไซต์หรือบริษัทปิดกิจการหนีไป
          ทั้งนี้ กลุ่มผู้กระทำความผิดใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ เช่น ไลน์ เฟสบุ๊ค ชักชวนประชาชนเข้าไปในกลุ่มที่ตั้งขึ้นมา จากนั้นใช้แม่สาย/แม่ทีม โน้มน้าวชักจูงให้ลงทุน โดยเสนอผลตอบแทนถึง 300% หรือวันละ 1% ของกองทุน เมื่อผู้เสียหายโอนเงินสดไปยังบัญชีที่จัดตั้งไว้ จะได้รับรหัสเพื่อเข้าไปดูการลงทุนในระบบคอมพิวเตอร์ที่กลุ่มผู้กระทำความผิดสร้างไว้ และยังให้ผู้ลงทุนชักชวนให้บุคคลอื่นให้ลงทุน โดยจะได้เงินหัวคิวจำนวน 10% ของยอดการลงทุน และภายหลังระดมทุนไม่เกิน 4 เดือน กลุ่มผู้กระทำความผิดจะปิดเว็บไซต์หรือปิดระบบแล้วเชิดเงินหนีไป
          ดังนั้น กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงขอฝากเตือนไปยังประชาชนให้ระมัดระวังในการร่วมลงทุนทำธุรกิจดังกล่าว โดยธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ออกมาชี้แจงว่า เงินสกุลดิจิทัล ไม่ใช่สื่อกลางการชำระเงินตามกฎหมาย ไม่มีระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ได้การรับรองทางกฎหมาย และหากเกิดปัญหาความเสียหายขึ้น อาจจะมีความยากลำบากในการได้เงินคืน